
รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หมั่นคอยดูแลรักษาหัวใจ
วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.56 น.
ในเทศกาลวาเลนไทน์ หลายคนอาจพุ่งเป้าไปที่ความรักระหว่างกัน แต่ความรักหนึ่งที่เราไม่ควรลืมเลยก็คือ “การรักตัวเอง” สัปดาห์นี้จึงขอชวนทุกคนมาดูแลอวัยวะสำคัญที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา ทั้งยามตื่นและยามหลับ
ในความเป็นจริง โรคที่เกี่ยวกับหัวใจมีความหลากหลายมากกว่าที่หลายคนคิด โรคที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุดคือ โรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเมื่อเกิดการตีบหรืออุดตัน จะนำไปสู่อาการเจ็บแน่นหน้าอก และอาจรุนแรงถึงขั้นหัวใจวายได้ ถัดมาคือโรคที่เกิดจาก กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งอาจหนาตัวหรือโตขึ้น ทำให้การบีบตัวของหัวใจไม่มีประสิทธิภาพ หากเป็นมากจนส่งผลต่อการดำเนินชีวิต จนเป็น ภาวะหัวใจล้มเหลว นอกจากนี้ยังมีโรคของ ลิ้นหัวใจ ที่อาจตีบหรือรั่ว ทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น และอีกภาวะที่พบบ่อยคือ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งหากเป็นรุนแรง อาจเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือด ส่งผลให้เกิดอัมพฤกษ์อัมพาตได้
จะเห็นได้ว่าหัวใจทำงานอย่างอึดถึกทนนี้ สามารถเจ็บป่วยได้หลากหลาย และทุกภาวะที่กล่าวมานั้น หากไม่เอะใจหรือดูแลให้ดี อาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้ทั้งสิ้น
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าหัวใจกำลังมีปัญหา…โดยปกติแล้ว หัวใจเป็นอวัยวะที่ทำงานตลอดเวลา แต่คนเรามักไม่รู้สึกถึงการทำงานของมัน เมื่อใดก็ตามที่เริ่ม “รู้สึกตัว” เช่น รู้สึกใจสั่น หวิวๆ เหมือนจะเป็นลม อาจเกิดจากภาวะน้ำตาลตกได้ แต่หากเป็นบ่อยๆ ก็อาจเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ พูดง่ายๆ คือ คนปกติที่ไม่ได้ออกแรงหนักหรือไม่ได้ตื่นเต้น ไม่ควรรู้สึกว่าหัวใจกำลังเต้นอยู่
อีกสัญญาณสำคัญคือ เหนื่อยง่ายกว่าเดิมอย่างชัดเจน เช่น เคยเดินได้ครึ่งหรือหนึ่งกิโลเมตรแบบสบายๆ แต่กลับเดินได้เพียง 100–200 เมตรแล้วต้องพัก หรือเคยเดินขึ้นบันได 2–3 ชั้นได้โดยไม่ต้องพัก แต่ปัจจุบันเดินได้เพียงครึ่งชั้นก็เหนื่อยแล้ว อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ว่าหัวใจกำลังเริ่มล้มเหลว สัญญาณอื่นๆ ได้แก่ หายใจไม่อิ่ม นอนราบไม่ได้ ขาบวม น้ำหนักขึ้นเร็ว ซึ่งสะท้อนว่าการไหลเวียนเลือดกลับสู่หัวใจไม่ดี
ในกรณีของ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อาการมักมาในรูปแบบของเจ็บหรือแน่นหน้าอก คล้ายมีของหนักทับ บางครั้งร้าวไปแขนซ้าย คอ หรือกราม โดยเฉพาะหลังออกแรง และอาจมีอาการร่วม เช่น เหงื่อแตก ใจสั่น คลื่นไส้ หากมีอาการลักษณะนี้ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจ
โรคหัวใจหลายชนิดสามารถป้องกันหรือชะลอความรุนแรงได้ โดยเฉพาะการควบคุมโรคเรื้อรังให้ดี เช่น ความดันโลหิต เบาหวาน และไขมันในเลือด ควรกินยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ไปตรวจติดตามตามนัด และปรับยาให้เหมาะสมกับอาการ โรคเรื้อรังเหล่านี้มักไม่มีอาการ จำเป็นต้องติดตามค่าต่างๆ เช่น ความดันโลหิตหลังการรักษาไม่ควรเกิน 130/80 mmHg ไขมันโคเลสเตอรอลรวมไม่ควรเกิน 200 mg% ค่าไขมันเลว (LDL) ไม่ควรเกิน 100–130 mg% ตามความเสี่ยงของแต่ละบุคคล ไตรกลีเซอไรด์ไม่ควรเกิน 150 mg% และน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารควรอยู่ในช่วง 80–130 mg%
แม้จะซื้อยากินเองอย่างสม่ำเสมอ แต่หากไม่ไปตรวจติดตามที่สถานพยาบาล ก็จะไม่สามารถรู้ได้ว่าค่าต่างๆ ยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยหรือไม่ นอกจากนี้ การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตก็สำคัญไม่แพ้กัน ทั้งการควบคุมอาหาร ไม่ใช่เพียงงดหวานมัน แต่ต้องลดเค็มและเกลือ รวมถึงการออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น
นอกจากนี้ยังมีบางพฤติกรรมที่ทำให้หัวใจเสื่อมลงได้อย่างชัดเจน เช่น การสูบบุหรี่ซึ่งทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบ การดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะการดื่มปริมาณมากในคราวเดียว ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน รวมถึงการกินมาก ขยับตัวน้อย ความเครียดสะสม และการนอนดึก พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของหัวใจ และเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เรามักได้ยินจากข่าวอยู่เสมอ
อีกเรื่องที่พบได้คือ การใช้อาหารเสริมหรือสมุนไพรโดยไม่รู้ผลข้างเคียง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทและหัวใจ เช่น สมุนไพรลดน้ำหนักหรือเพิ่มพลังงาน ซึ่งอาจแอบผสมสารกระตุ้นและมีผลต่อหัวใจ อย่างเช่น ไซบูทรามีน เอเฟดรา เอฟีดรีน เป็นต้น
อาหารเสริมที่มีคาเฟอีนเข้มข้น โสม หรือสมุนไพรหลายชนิดผสมกัน อาจทำให้ใจสั่น นอนไม่หลับ และความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคหัวใจ เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูงอยู่เดิม
ดังนั้น การใช้อาหารเสริมหรือสมุนไพรควรพิจารณาความจำเป็น ความปลอดภัย ขนาดที่เหมาะสม และการเกิดปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่เสมอ เพื่อให้หัวใจดวงนี้อยู่กับเราอย่างแข็งแรงไปอีกนาน