คุยกัน 7 วันหน : เบื้องลึกเบื้องหลัง ‘Epic Fury’ ทำไม โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งโจมตีอิหร่าน ?

คุยกัน 7 วันหน : เบื้องลึกเบื้องหลัง ‘Epic Fury’ ทำไม โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งโจมตีอิหร่าน ?

คุยกัน 7 วันหน : เบื้องลึกเบื้องหลัง ‘Epic Fury’ ทำไม โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งโจมตีอิหร่าน ?

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มีหลายสื่อหลายสำนักมากมายลงบทวิเคราะห์ถึงที่มาต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ในการสั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นการสนธิกำลังร่วมกันกับอิสราเอล แต่ผู้เชียนของหยิบยกเนื้อหาจาก The Guardian ที่ใช้ชื่อว่า “Inside Trump’s decision to attack Iran: A window of opportunity” (https://www.theguardian.com/us-news/2026/feb/28/trump-attack-iran-opportunity) ที่เปิดเผยเบื้องลึกการตัดสินใจในการสั่งการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ของทรัมป์ในครั้งนี้ ที่น่าสนใจในหลายแง่มุม

หน้าต่างแห่งโอกาส

ชื่อบทความอ้างถึงข้อมูลกรองชุดสำคัญที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ หรือ CIA และหน่วยข่าวกรองอิสราเอล หรือมอสซาด ได้รับมาว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน พร้อมด้วยผู้บัญชาการระดับสูงของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC มีกำหนดการประชุมร่วมกัน ณ สถานที่แห่งหนึ่งในกรุงเตหะรานเมื่อเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์

ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นได้ ต้องขอบคุณอิสราเอล ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างระบบที่ซับซ้อนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เรียกว่า “เครื่องจักรสร้างเป้าหมาย” ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลจากกล้องวงจรปิดตรวจสภาพการจราจรในกรุงเตหะรานของอิหร่านตั้งแต่หลายปีก่อน ทำให้ทราบความเคลื่อนไหว ข่าวกรอง การดักฟัง ภาพถ่ายดาวเทียม และอื่น ๆ ในกรุงเตหะราน แล้วสร้างตำแหน่งที่อยู่ของเป้าหมาย ด้วยระบบพิกัดกริดที่มีความแม่นยำสูงในระดับตัวเลข 14 หลัก อิสราเอลได้นำระบบนี้มาใช้อีกครั้งในปฏิบัติการโจมตีอิหร่านที่อิสราเอลร่วมกับสหรัฐฯ เปิดฉากเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เป้าหมายสังหารหลักคือ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ที่ อิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลเคยระบุว่า ไม่มีโอกาสจัดการในครั้งก่อนเพราะคาดว่าลงไปหลบภัยในบังเกอร์ใต้ดินและเก็บตัวไม่เคลื่อนไหว

ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจก่อนหน้านั้น คือนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล หารือส่วนตัวกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ โดยใช้เวลานานเกือบ 3 ชั่วโมง และมีการเผยแพร่ข่าวเป็นภาพถ่ายเพียงภาพเดียว เนื้อหาการหารือไม่ใช่เรื่องการเจรจากับอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ แต่เป็นเรื่องสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อการเจรจาล้มเหลว ผู้นำอิสราเอลได้แบ่งปันข่าวกรองล่าสุดเกี่ยวกับศักยภาพทางทหารของอิหร่าน หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายมีการประชุมเจ้าหน้าที่ทหารและข่าวกรองระดับสูงหลายครั้งมุ่งเน้นไปที่การร่วมกันโจมตีอิหร่าน

เป็นเวลามากกว่า 1 เดือนที่ทั้ง CIA และมอสซาด จับตาและเฝ้าติดตาม อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อย่างลับๆ รอจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมซึ่งก็คือวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยจุดสำคัญ คือหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ พบว่าคาเมเนอีจะเข้าร่วมการประชุมของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านในช่วงเที่ยงวันเสาร์ในสถานที่แห่งหนึ่งในเตหะราน เครื่องบินรบของอิสราเอลจึงได้เปิดฉากโจมตีโดยใช้อาวุธระยะไกลที่มีความแม่นยำสูง ส่งผลให้คาเมเนอีและเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงเสียชีวิตพร้อมกันกว่า 40 คน โดยโฆษกกองทัพอิสราเอลระบุว่าใช้เวลาเพียง 1 นาที

ปฏิบัติการ Epic Fury

การโจตีและสังหารคณะผู้นำอิหร่าน เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ Epic Fury กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (USCENTCOM) ที่ดูแลปฏิบัติการสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางเปิดเผยว่า ปฏิบัติการ Epic Fury ที่เปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้โจมตีเป้าหมายในอิหร่านมากกว่า 1,000 แห่งด้วยขีปนาวุธร่อน Tomahawk ยิงจากเรือพิฆาต, เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 Spirit บรรทุกระเบิดหนัก 2,000 ปอนด์, เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 และยุคที่ 5 เช่น F-35 Lightning II ที่เป็นเครื่องบินขับไล่ล่องหน และ F-22 Raptor, โดรนต่อสู้และสอดแนม MQ-9 Reaper และโดรนพลีชีพ LUCAS ที่ถอดแบบจากโดรน Shahed ของอิหร่านหวังให้อิหร่านได้รับกรรมคืนสนอง

นอกจากนี้ยังเสริมการโจมตีด้วยระบบยิงจรวดหลายลำกล้องอัตตาจร (HIMARS) ที่สามารถยิงได้ทั้งจรวดนำวิถีและขีปนาวุธ และเรือบรรทุกเครื่องบินที่เป็นฐานลอยน้ำให้แก่เครื่องบินขับไล่  F/A-18 Super Hornetและ F-35C ขณะที่ฝูงบินฝ่ายสนับสนุนปฏิบัติการประกอบด้วยเครื่องบินทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องบินแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าและควบคุมทางอากาศ เครื่องบินสอดแนม และเครื่องบินส่งกำลังบำรุง ส่วนอาวุธหลายอย่างใช้สำหรับการป้องกันการโต้กลับขีปนาวุธที่ยิงมาจากอิหร่าน เช่น Patriot ที่เป็นระบบขีปนาวุธยิงจากพื้นสู่อากาศ และ THAAD ที่เป็นระบบป้องกันภัยในบรรยากาศชั้นสูง

ปฏิบัติการ Epic Fury ถือเป็นการยกระดับจากปฏิบัติการ Midnight Hammer ในเดือนมิถุนายน 2025 หรือสงคราม 12 วันที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีทางอากาศอิหร่าน เพื่อมุ่งทำลายโรงงานนิวเคลียร์เพียงอย่างเดียว แต่เป้าหมายของ Epic Fury ไม่ใช่แค่การป้องปราม แต่คือการเปลี่ยนระบอบการปกครอง (Regime Change) โดยมุ่งทำลายกองทัพเรือ คลังแสงขีปนาวุธ และกลุ่มติดอาวุธเครือข่ายตัวแทนของอิหร่านให้สิ้นซาก

เบื้องหลังการตัดสินใจ

บทความใน The Guardian ระบุว่ามีปัจจัยหลัก 3-4 ประการที่ทำให้ทรัมป์สั่งลุย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลระบุว่า อิหร่านแอบฟื้นฟูโรงงานนิวเคลียร์ที่เคยถูกทำลายไปเมื่อปี 2025 ตามมาด้วยการเจรจากับอิหร่านที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ล้มเหลว หลังจาก สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ตัวแทนของทรัมป์ สรุปว่าอิหร่านไม่มีความจริงใจในการทำลายคลังนิวเคลียร์ที่เหลืออยู่ และกำลังเล่นเกมถ่วงเวลาเพื่อแอบสร้างนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่

แต่เหตุผลที่น่าสนใจ คือการที่ทรัมป์ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ โจนาธาน คาร์ล ผู้สื่อข่าวอาวุโสของ ABC News เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม เป็นครั้งแรกที่ทรัมป์ยอมรับอย่างเปิดเผยถึงแรงจูงใจส่วนตัวในการโจมตีอิหร่าน โดยกล่าวว่า “They tried twice. Well, I got him first before he got me” (พวกเขาพยายามมาแล้ว 2 ครั้ง และผมก็จัดการเขาก่อนที่เขาจะจัดการผม) พร้อมกับอ้างถึงข้อมูลข่าวกรองของสหรัฐฯ ที่ระบุว่ารัฐบาลอิหร่านอยู่เบื้องหลังแผนลอบสังหารทรัมป์ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งปี 2024 เพื่อล้างแค้นให้กับการสังหารนายพล กอเซม โซเลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่าน เมื่อปี 2020

ทรัมป์ยังอ้างว่า มีข้อมูลว่าอิหร่านเตรียมโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และอิสราเอลในวงกว้าง การโจมตีครั้งนี้จึงเป็นการป้องกันตัวล่วงหน้า เขายังบรรยายถึงคาเมเนอีว่าเป็น “หนึ่งในบุคคลที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์” และมองว่าปฏิบัติการนี้คือความยุติธรรมสำหรับชาวอเมริกันและชาวอิหร่านที่ถูกกดขี่ และหวังให้ประชาชนชาวอิหร่านยึดประเทศคืน

ผลกระทบของปฏิบัติการครั้งนี้ ก็อย่างที่เราๆ ท่านเห็นกันอยู่ ว่าความขัดแย้งทำท่าจะลากยาวเป็นสงครามทั่วทั้งภูมิภาค เพราะอิหร่านไม่ยอมถูกถล่มฝ่ายเดียว ยิงขีปนาวุธตอบโต้ฐานทัพสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียและหัวเมืองต่าง ๆ ในอิสราเอลต่อเนื่องเช่นกัน ทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางเข้าสู่สภาวะสงครามเต็มรูปแบบ ความขัดแย้งยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเส้นทางการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของโลก ทำให้ราคาน้ำมันและค่าขนส่งทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น กระทบต่อเนื่องกับการเดินทางอากาศจากเที่ยวบินจำนวนมหาศาลต้องยกเลิกเพราะสนามบินหลักในตะวันออกกลางปิดให้บริการและน่านฟ้าถูกปิดตาย

ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านครั้งนี้ เป็นสงครามที่ทรัมป์เลือกเองโดยอาศัยจังหวะ “หน้าต่างแห่งโอกาส” จากข้อมูลกรอง เพื่อหวังปิดฉากปัญหาอิหร่านอย่างถาวร สะท้อนถึง “หลักการของทรัมป์” (Trump Doctrine) ในการใช้กำลังทหารแบบท่วมท้นเพื่อสร้างอำนาจต่อรองที่เบ็ดเสร็จ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความแตกแยกภายในสหรัฐฯ อย่างหนัก โดยเฉพาะในกลุ่มสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน ที่เริ่มกังวลว่าสงครามจะทำให้พรรคพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอม แถมยังต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงต่อชีวิตทหารอเมริกันและความมั่นคงทางเศรษฐกิจโลก

โดย ดาโน โทนาลี

Leave a comment