คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (1)

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (1)

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (1)

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“หลอดไฟ” อาจไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่จะนำไปเชื่อมโยงกับการบริหารประเทศ แต่ทว่าเมื่อเกือบ 4 ทศวรรษที่แล้ว สี จิ้นผิง ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเมืองหนิงเต๋อ และกำลังปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของมณฑลฝูเจี้ยน ได้กล่าวกับเจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่นว่า การทำให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลมีของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน แม้แต่ของใช้พื้นฐานอย่างหลอดไฟและสบู่ ก็ถือเป็นตัวชี้วัดของการบริหารงานที่ดีได้เช่นกัน

คำกล่าวนี้เผยให้เห็นถึงหนึ่งคำถามที่ลึกซึ้งและเป็นสากล ว่าเราควรประเมินผลงานของเจ้าหน้าที่รัฐคนหนึ่งจากผลกำไรทางเศรษฐกิจระยะสั้น โครงการที่มองเห็นได้ชัด รางวัลอันทรงเกียรติ หรือจากการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

สี จิ้นผิง ได้ให้คำตอบไว้ผ่านสิ่งที่เขานิยามว่าเป็น “ทัศนคติที่ถูกต้องในการสร้างผลงาน” ซึ่งถือเป็นแนวทางในการทำงานของบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมุ่งยึดถือความผาสุกของประชาชนเป็นที่ตั้ง และให้คุณค่ากับผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมในระยะยาว แม้ผลลัพธ์เหล่านั้นอาจยังไม่ปรากฏให้เห็นในทันที แต่ก็ขับเคลื่อนด้วยการตัดสินใจอย่างรอบคอบและการลงมือปฏิบัติจริง

ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งมี สี จิ้นผิง เป็นแกนกลาง ได้ริเริ่มโครงการรณรงค์ให้เกิดการศึกษาเรียนรู้ทั่วทั้งพรรค เพื่อกระตุ้นเตือนสมาชิกพรรค โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ระดับอำเภอและระดับผู้อำนวยการขึ้นไป ให้ปรับทัศนคติด้านการประเมินผลงานการบริหาร เพื่อจะได้สร้างผลงานที่ “ยืนระยะได้ทั้งในทางปฏิบัติ ในสายตาของประชาชน และผ่านบทพิสูจน์ของกาลเวลา”

โครงการรณรงค์ดังกล่าวซึ่งจะดำเนินไปจนถึงเดือนกรกฎาคม มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขทัศนคติที่ผิดเพี้ยนเกี่ยวกับการประเมินผลงานการบริหารงาน ซึ่งมักเป็นบ่อเกิดของโครงการที่ทำเพื่อเอาหน้า ความเสี่ยงแอบแฝง ภาระอันหนักอึ้งที่ท้องถิ่นต้องแบกรับ ตลอดจนความไม่พอใจของภาคประชาชน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้นับเป็นความพยายามล่าสุดของ สี จิ้นผิง ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประธานาธิบดีจีน และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ในการที่จะยกระดับการบริหารจัดการและกำกับดูแลภายในพรรคให้มีความเข้มแข็ง โดยเป็นการต่อยอดจากโครงการริเริ่มด้านการปรับปรุงระเบียบวินัยเมื่อปีที่ผ่านมา “ประสิทธิผลของการกำกับดูแลตนเองของพรรคที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือหลักประกันขั้นสูงสุดของการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม” สี จิ้นผิง กล่าว

สีจิ้นผิงย้ำเตือนถึงสิ่งนี้อีกครั้ง ระหว่างการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเมื่อวันที่ 23 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยเขาได้เน้นย้ำถึงบทบาทความเป็นผู้นำและการสร้างความเข้มแข็งของพรรค ในการพัฒนา “เขตใหม่สยงอัน” เมืองสมัยใหม่ที่กำลังเติบโต และอยู่ห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางใต้ราว 100 กิโลเมตร ให้กลายเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและเป็นต้นแบบของการพัฒนาคุณภาพสูง สียังเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ในสยงอันตระหนักถึงความรับผิดชอบ และทุ่มเทกับการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง และสร้างผลลัพธ์ที่ดี

บรรดานักทฤษฎีของพรรคระบุว่า โครงการรณรงค์เพื่อการเรียนรู้ล่าสุดนี้ มุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการพัฒนาทางการเมืองของพรรคและยกระดับคุณภาพของเจ้าหน้าที่รัฐในระดับต่างๆ เนื่องจากจีนได้ก้าวเข้าสู่ปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาประเทศ โดยหลักแล้วจึงขึ้นอยู่กับว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ลงมือปฏิบัติงานด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการสร้างผลงาน ควบคู่ไปกับแนวทางการทำงานที่เรียบง่ายและใช้ได้จริงหรือไม่

เอดูอาร์โด เรกาลาโด นักวิจัยจากศูนย์วิจัยนโยบายระหว่างประเทศของคิวบา กล่าวว่าการปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการประเมินผลงานในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐ ได้กลายมาเป็นแนวคิดหลักในกรอบการบริหารจัดการของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในยุคใหม่ ซึ่งจะช่วยให้จีนพลิกโฉมรูปแบบการพัฒนาให้มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคยิ่งขึ้น

ประชาชนต้องมาก่อน

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของโครงการรณรงค์นี้คือการกวาดล้างค่านิยมของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างผลงานของตน มากกว่าผลประโยชน์และความเป็นอยู่ของประชาชน ในระหว่างการประชุมระดับสูง สี จิ้นผิง ได้กล่าวตำหนิการผลาญงบประมาณไปกับการทาสีภายนอกอาคารในพื้นที่ชนบทบางแห่งเพื่อสร้างภาพ ทั้งที่พื้นที่เหล่านั้นเพิ่งจะหลุดพ้นจากความยากจนมาได้ไม่นาน หรือบางแห่งยังคงต้องดิ้นรนต่อสู้กับความจนอยู่ด้วยซ้ำ สีระบุว่า การใช้เงินฟุ่มเฟือยเพียงเพื่อทาสีกำแพงใหม่ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาปากท้องหรือปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ถือเป็น “ความสูญเปล่าและเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน”

มีหลายโอกาสที่ สี จิ้นผิง เคยกล่าวตำหนิบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐที่เพิกเฉยต่อการทำงาน ซึ่งมักทำตัวเป็น “คนดีที่ไม่ขัดแย้งกับใคร” และ “ไม้หลักปักเลน” โดยระบุว่าผู้ที่ขาดความทุ่มเทย่อมไม่สามารถสร้างความสำเร็จใดๆ ทั้งยังจะทำให้เกิดอุปสรรคต่อภารกิจที่สำคัญ

ในทางกลับกัน บุคคลต้นแบบด้านการบริหารราชการที่ดี ซึ่ง สี จิ้นผิง มักจะหยิบยกมากล่าวถึงอยู่บ่อยครั้งคือ เจียวอวี้ลู่ เลขาธิการพรรคผู้สมถะ ประจำอำเภอหลานเข่า พื้นที่ชนบทเล็กๆ ในมณฑลเหอหนานทางตอนกลางของจีน ช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 ที่ปัญหาจากพายุทราย อุทกภัย และปัญหาดินเค็มเป็นวงกว้าง ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากที่อาศัยอยู่ที่นี่ต้องดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง เจียวอวี้ลู่และเพื่อนร่วมงานทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการปลูกแนวป่าป้องกันลม เพื่อต่อสู้กับการรุกล้ำของพายุทรายและน้ำท่วม และได้ช่วยให้อำเภอหลานเข่าค่อยๆ ก้าวผ่านปัญหาการขาดแคลนอาหารที่เผชิญมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม เจียวไม่มีโอกาสได้เห็นผลลัพธ์แห่งความพยายามเหล่านี้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับในวัย 42 ปี เมื่อปี 1964

สี จิ้นผิง รู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่งเมื่อได้อ่านเรื่องราวของเจียวเป็นครั้งแรกในสมัยเป็นนักเรียนมัธยม เขากล่าวว่าจิตวิญญาณของเจียว ซึ่งเป็นแนวทางการทำงานที่ยึดประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ ตลอดจนความทุ่มเทอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและการเสียสละตน เป็นเสมือนแสงสว่างนำทางตลอดเส้นทางการทำงานของตน ตั้งแต่ตอนเป็นเจ้าหน้าที่ระดับรากหญ้ามาจนถึงการเป็นผู้นำสูงสุดของจีน

ช่วงต้นทศวรรษ 1980 ขณะปฏิบัติหน้าที่ในอำเภอเจิ้งติ้ง มณฑลเหอเป่ยทางตอนเหนือของจีน สี จิ้นผิง ได้ช่วยปรับลดโควตาการส่งมอบธัญพืชแก่รัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยทำให้อำเภอแห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “อำเภอที่ให้ผลผลิตสูง” หลังจากที่เขาได้ทราบข้อมูลว่าเกษตรกรบางส่วนในพื้นที่มีอาหารไม่เพียงพอสำหรับการบริโภค เขากล่าวว่า “อำเภอเจิ้งติ้งยอมละทิ้งชื่อเสียงในฐานะอำเภอต้นแบบระดับชาติด้านปริมาณผลผลิตธัญพืช ดีกว่าที่จะต้องแลกกับความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน”

สำหรับ สี จิ้นผิง การบริหารงานราชการควรขับเคลื่อนจากความต้องการของประชาชน มากกว่าการสร้างภาพทางการเมือง เขาเคยกล่าวไว้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเจ้าหน้าที่รัฐหาใช่การแสวงหาตำแหน่งระดับสูง หากคือการทำงานให้สมกับความคาดหวังของประชาชน

จากประสบการณ์ตรงที่เคยสัมผัสความยากลำบากในชนบทเมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่น สี จิ้นผิง ได้ริเริ่มโครงการรณรงค์ระดับชาติเพื่อขจัดความยากจนขั้นรุนแรง หลังเข้ารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของพรรคในเดือนพฤศจิกายน 2012 ได้ไม่นาน เขาได้ระดมสรรพกำลังจากทุกองคาพยพของพรรคเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าว จนจีนสามารถนำพาประชาชนในพื้นที่ชนบทเกือบ 100 ล้านคนให้หลุดพ้นจากความยากจนสัมบูรณ์ (absolute poverty) ได้สำเร็จภายในเวลา 8 ปี

ด้วยมุมมองที่ว่าการบรรเทาความยากจนไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่ความคาดหวังของประชาชนในการมีชีวิตที่ดีขึ้น สี จิ้นผิง จึงปรับทิศทางไปสู่วิสัยทัศน์ที่กว้างยิ่งขึ้น นั่นคือการมุ่งสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันสำหรับทุกคน และการสร้างประเทศสังคมนิยมสมัยใหม่ที่ยิ่งใหญ่ภายในช่วงกลางศตวรรษนี้

ขณะดียวกัน สี จิ้นผิง ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับปรุงโครงสร้างเชิงสถาบันที่กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ สีย้ำว่านอกเหนือจากการปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้องแล้ว อีกสิ่งสำคัญคือการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบต่างๆ เพื่อควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจ พร้อมกำหนดบรรทัดฐานที่ชัดเจนในการคัดเลือกและแต่งตั้งบุคลากร เพื่อส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่รัฐกล้าที่จะแบกรับความรับผิดชอบ ตามหลักการ “การแยกแยะ 3 ประการ” (Three distinctions) ที่ สี จิ้นผิง ได้เสนอ เจ้าหน้าที่รัฐผู้ปฏิบัติงานผิดพลาดด้วยเจตนาดีที่จะปฏิรูป หรือเกิดจากการขาดประสบการณ์ จะต้องได้รับการปกป้อง และต้องถูกจัดให้อยู่คนละกลุ่มกับผู้ที่จงใจละเมิดวินัยและกฎหมาย หรือผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

(ติดตามต่อสัปดาห์หน้า)

โดย ดาโน โทนาลี

Leave a comment