บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กองอาทมาต และขุนรองปลัดชู: ผู้พลีชีพรักษาแผ่นดิน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กองอาทมาต และขุนรองปลัดชู: ผู้พลีชีพรักษาแผ่นดิน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กองอาทมาต และขุนรองปลัดชู: ผู้พลีชีพรักษาแผ่นดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    ในประวัติศาสตร์การศึกสงครามระหว่างไทยกับพม่า ชื่อของ “ขุนรองปลัดชู” และ “กองอาทมาต” หรือ อาจ์สามารถ อาจไม่ได้รับการกล่าวขวัญถึงบ่อยเท่าศึกบางระจัน แต่หากพินิจถึงความกล้าหาญและความเสียสละที่สู้จนตัวตายเพื่อถ่วงเวลาให้แผ่นดินแม่แล้ว เรื่องราวนี้คือ “ตำนานแห่งความดี” ที่ทหารและคนไทยทุกคนควรน้อมนำมาเป็นแบบอย่าง

                    ขุนรองปลัดชู เป็นครูดาบสองมือ และเป็นผู้นำในกรมการเมืองวิเศษชัยชาญ (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดอ่างทอง) ท่านไม่ได้เป็นทหารอาชีพโดยตำแหน่ง แต่เป็นผู้นำท้องถิ่นที่มีหัวใจรักชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2302 ยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลายสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ พวกพม่าสมัยพระเจ้าอลองพญาได้ยกทัพใหญ่เข้ามาโจมตีกรุงศรีอยุธยาทางด่านสิงขร (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) 

จิตรกรรมฝาผนังแสดงเหตุการณ์วีรกรรมของ “ขุนรองปลัดชู” จัดแสดงในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ วาดโดย ปรีชา เถาทอง และคณะ.

                        ขุนรองปลัดชูได้รวบรวมชาวบ้านบางจัก ที่เป็นชายฉกรรจ์ผู้มีฝีมือดาบและวิชาอาคมจำนวน 400 คน จากเมืองวิเศษชัยชาญ จัดตั้งเป็น “กองอาทมาต” ซึ่งเป็นกองกำลังอาสา เข้าร่วมกับพระยารัตนาธิเบศร์ เดินทางลงใต้ เพื่อสกัดกั้นทัพพม่าที่ยกมาทางมะริดและตะนาวศรี ผ่านด่านสิงขร เมืองกุย มุ่งหน้าสู่กรุงศรีอยุธยา

                        ทัพพม่า ยกมาจากกรุงอังวะ ภายใต้การนำของ มังมหานรธา มีกำลังพลราว 8,000 คน ในขณะที่กองอาทมาตมีเพียงทหาร 400 คน ขุนรองปลัดชูตั้งกองกำลังสกัดพม่าที่ “หาดหว้าขาว” ในเมืองกุยบุรี (ปัจจุบันอยู่ในตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์)

                         กองอาทมาตของรองปลัดชู ไม่ได้รบแบบตั้งรับ แต่ใช้การซุ่มโจมตีและบุกทะลวงในระยะประชิดด้วยดาบสองมือ เพื่อใช้ความคล่องตัวเข้าสู้ กับจำนวนที่มากกว่า การรบดำเนินไปอย่างดุเดือดตั้งแต่เช้าจรดเย็น เล่ากันว่าทหารพม่าล้มตายเป็นจำนวนมาก จากคมดาบของกองอาทมาต

                        แม้จะรู้ว่าไม่มีทางชนะพม่า ด้วยจำนวนที่ต่างกันมหาศาล แต่กอง อาทมาตไม่ยอมวางดาบหรือหันหลังหนี ทั้ง 400 ชีวิตรวมถึงขุนรองปลัดชู ทำการต่อสู้พม่าที่ต้อนกองอาทมาตลงทะเล จนถูกฆ่าฟันสิ้นชีวิตในสนามรบ หมดทั้ง 400 คน  ณ ชายหาดหว้าขาวแห่งนั้น ส่วนกองทัพพม่าเมื่อผ่านเมืองกุยบุรีได้แล้ว ก็ยกทัพผ่านเมืองปราน เพชรบุรี ราชบุรี มายังกรุงศรีอยุธยาโดยสะดวก เนื่องจากแนวรับต่าง ๆ ในลำดับถัดมาของฝ่ายอยุธยาถูกตีแตกในเวลาอันสั้น

สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 บ้านเมืองถึงคราววิบัติ “ล่มสลาย” บ้านแตกสาแหรกขาด ภาพนี้เป็นจิตรกรรมฝาผนังจัดแสดงภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ.:

                  ในปัจจุบัน ที่ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง มีการสร้างวัดสี่ร้อย และอนุสาวรีย์ขุนรองปลัดชู ไว้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงความกล้าหาญของกองอาทมาต 400 ชีวิต ที่ทำให้เราเห็นว่า “ความดี” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการรู้จักหน้าที่และเสียสละส่วนตนเพื่อส่วนรวม

                   การกระทำของกองอาทมาตและขุนรองปลัดชูเป็นการกระทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ ข้อ 6 การแบ่งปันความสุขของตนเองให้ผู้อื่น โดยสละชีพเพื่อชาติ

อาทร  จันทวิมล

Leave a comment