สกู๊ปพิเศษ : ระดมงานวิจัยฯ เปิดตัว ‘SRI Alert’ จัดการภัยพิบัติ เตือนภัยล่วงหน้า

สกู๊ปพิเศษ : ระดมงานวิจัยฯ เปิดตัว ‘SRI Alert’ จัดการภัยพิบัติ เตือนภัยล่วงหน้า

สกู๊ปพิเศษ : ระดมงานวิจัยฯ เปิดตัว ‘SRI Alert’ จัดการภัยพิบัติ เตือนภัยล่วงหน้า

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทุน ววน. โดย สกสว. ประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เปิดตัว “SRI Alert (ศรีเตือนภัย)” พร้อมร่วมเสริมระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ หลังธรณีพิโรธ กทม.และปริมณฑล ขณะที่ทีมนักวิจัยแผ่นดินไหวเดินหน้าจัดการฟื้นตัวจากภัยแผ่นดินไหว โดยเฉพาะการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานแถลงข่าว “ประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือ และพิธีเปิดตัว SRI Alert (ศรีเตือนภัย)” ซึ่งเป็นการระดมงานวิจัยและองค์ความรู้จากระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ (ววน.) เพื่อร่วมเสริมระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศไทย เนื่องในวาระครบรอบ 1 ปี แผ่นดินไหว กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จัดโดยกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)” ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า บทเรียนจากวิกฤติจะถูกเปลี่ยนเป็นการเตรียมพร้อมของประเทศในอนาคต ความท้าทายสำคัญคือจะทำอย่างไรให้องค์ความรู้ถูกดึงมาใช้งานได้จริง และส่งต่อไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ทันท่วงที จึงเป็นบทบาทสำคัญของกองทุน ววน. ที่จะทำให้เกิดระบบสนับสนุนที่พร้อมใช้ในภาวะวิกฤติและขยายผลในระยะยาว โดยสนับสนุนการพัฒนา SRI Alert ให้เป็นแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อสนับสนุนการรับรู้สถานการณ์ การวิเคราะห์ข้อมูล การเตรียมพร้อม และเสริมพลังการตัดสินใจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ

ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและดิจิทัล และคณะนักวิจัย ม.ขอนแก่น กล่าวว่า SRI Alert เป็น ‘กองหนุนที่แข็งแกร่ง’ ให้กับหน่วยงานภาครัฐ โดยป้อนข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับการวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว มีผลการวิเคราะห์ถูกต้องแม่นยำ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถขององค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมพร้อมใช้ สนับสนุนให้หน่วยงานหลักนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ และให้บริการประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ขณะที่งานวิจัยของ ม.นเรศวร โดย ผศ.ดร.กำพล ทรัพย์สมบูรณ์ และทีมนักวิจัย แบบจำลองสารสนเทศเมือง (Urban Information Modeling: UIM) หรือการสร้างเมืองฝาแฝดดิจิทัล มุ่งยกระดับการรับมือภัยพิบัติในเขตเมือง ทั้งปัญหาน้ำท่วม แผ่นดินไหว และฝุ่น PM2.5 ภายใต้แนวคิดสำคัญที่ตอกย้ำความโดดเด่นของเทคโนโลยี ที่ไม่ได้เพียงสร้างโมเดลอาคารสามมิติเพื่อให้เห็นภาพจำลองเท่านั้น แต่ยังเป็นระบบฐานข้อมูลเมือง โดยเฉพาะระบบทางวิศวกรรมและการจำลองสถานการณ์ ด้วยการบูรณาการข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับเทคโนโลยี 3 มิติ เพื่อพัฒนาแผนที่ความเสี่ยง ระบบแจ้งเตือนภัย และแบบจำลองการอพยพ โดยได้นำร่องร่วมกับโรงพยาบาลวชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนเรศวร และเทศบาลเมืองท่าโพธิ์ จ.พิษณุโลก ในการพัฒนาแผนการอพยพร่วมกัน เพื่อให้ผู้บริหารเมือง เจ้าของอาคาร และประชาชน มีข้อมูลที่แม่นยำในการรับมือเหตุฉุกเฉินและลดความสูญเสียในอนาคต 2.แอปพลิเคชันปลาปลอดภัย by Open Science ซึ่งมี อ.ศรัณย์พร เกิดเกาะ ได้ร่วมกับทีมวิจัยพัฒนาระบบที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพน้ำ ชนิดปลา และพื้นที่จับ เพื่อจำแนกปลาออกเป็นสามระดับความเสี่ยง ข้อมูลอัปเดตทุก 2-4 สัปดาห์ โดยทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์พลเมืองที่คอยรายงานข้อมูลภาคสนามและช่วยคัดกรองปลาตามสีที่ระบบแจ้งออกจากห่วงโซ่การบริโภค ทำให้สามารถทำนายความเสี่ยงโลหะหนักในปลาแม่น้ำกก จ.เชียงราย แบบรายพื้นที่และรายช่วงเวลา เพื่อให้ประชาชนได้บริโภคเฉพาะปลาที่ผ่านการยืนยันความปลอดภัยแล้ว ทั้งนี้ได้นำร่องใช้งานจริงแล้วที่ตลาดปลาเชียงแสนน้อย ร่วมกับภาคีชาวประมงจาก 4 หมู่บ้าน โดยข้อมูลการจำแนกความเสี่ยงถูกส่งตรงถึงชาวประมง ร้านขายปลา ประมงจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการตัดสินใจ

“ระบบอัจฉริยะเพื่อการเตือนภัยและอพยพชุมชนจากภัยน้ำท่วมและแผ่นดินไหว : พื้นที่นำร่องระยะที่ 1 กรุงเทพมหานคร และเทศบาลเมืองแพร่” โดย ศ.ดร.อุมา สีบุญเรือง และทีมนักวิจัย สจล. ได้บูรณาการเทคโนโลยี AI, IoT และ Big Data เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ ให้เป็นระบบ End-to-End Disaster Management Platform ที่ครอบคลุมทั้งก่อนและหลังเกิดภัยพิบัติ โดยทุกโมดูลถูกเชื่อมเข้าด้วยกันผ่านแพลตฟอร์ม SRI Alert (ศรีเตือนภัย) ซึ่งทำหน้าที่เป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้า ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ แพลตฟอร์มการมีส่วนร่วมของประชาชนที่สะท้อนบทบาทของระบบ ววน. ในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ของประเทศที่มุ่งสู่ระบบเตือนภัยอัจฉริยะระดับประเทศ โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการจัดการภัยพิบัติของประเทศ จากการตอบสนองต่อเหตุการณ์สู่ “การคาดการณ์ ป้องกัน และตัดสินใจเชิงรุก” อย่างยั่งยืน

สำหรับแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ที่มี ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม สวทช. เป็นหัวหน้าโครงการ ระบุถึงการเปลี่ยนบทบาทประชาชนให้กลายเป็น “เซนเซอร์ที่มีชีวิต” โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรายงานเหตุภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ จากการพัฒนาระบบพัฒนาระบบรับแจ้งและแจ้งเตือนภัยพิบัติ SRI Alert (ศรีเตือนภัย) ให้เป็น “Citizen Touchpoint” เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสู่หน่วยงานที่แก้ไขปัญหาผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue และช่วยยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศไทยด้วยข้อมูลจริงจากภาคประชาชน โดยอิงจากพิกัดที่ตั้งของผู้ใช้งานหรือพื้นที่เสี่ยง ทำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้รับการแจ้งเตือนภัยพิบัติแบบทันเหตุการณ์ ลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจากเหตุภัยพิบัติด้วยการสื่อสารเชิงรุก จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและหัวใจสำคัญที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นได้จริง

ในส่วนของแผนงาน “การจัดการฟื้นตัวจากภัยแผ่นดินไหวโดยใช้ผลสำเร็จจากงานวิจัยและการสร้างฐานข้อมูลสำหรับการเตรียมความพร้อมที่ดีขึ้นในอนาคต” นำโดย ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ กล่าวว่า แม้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวจะอยู่ในประเทศเมียนมา แต่พื้นที่กรุงเทพฯ กลับได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยพื้นที่กลุ่มชั้นดินอ่อนในกรุงเทพฯ มีค่าความเร่งสูงกว่าพื้นที่รับคลื่นปฐมภูมิในภาคเหนือและตะวันตกอย่างชัดเจน ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์การสั่นพ้องที่ชั้นดินอ่อนขยายกำลังของคลื่นแผ่นดินไหว ส่งผลให้โครงสร้างอาคารเกิดการโยกตัวรุนแรงขึ้น จากการสำรวจและประเมินความเสียหายของอาคารตามเกณฑ์ของกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้จัดแบ่งรหัสสีเพื่อความปลอดภัยในการใช้อาคาร ประกอบด้วย ป้ายสีเขียว (อาคารใช้งานได้ตามปกติ) มีความปลอดภัยหรือเสียหายเพียงเล็กน้อย ป้ายสีเหลือง (อาคารใช้งานได้แบบมีเงื่อนไข) เสียหายระดับปานกลาง พบรอยร้าวทะลุผนังก่ออิฐทั้งสองด้าน ซึ่งต้องเฝ้าระวังและรอการสำรวจอย่างละเอียด และป้ายสีแดง (ห้ามใช้งานอาคาร) อาคารมากกว่า 15 แห่งเสียหายอย่างหนัก โครงสร้างหลักได้รับผลกระทบ เช่น คอนกรีตแตกหลุดร่วง และเหล็กเสริมโก่งงอ แนวทางการรับมือและเทคโนโลยีการป้องกันเพื่อลดความสูญเสียในอนาคต จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีและแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ ระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ระยะไกล เทคโนโลยีลดการสั่นสะเทือน โดยติดตั้งอุปกรณ์ดูดซับแรงสั่นสะเทือนชนิดของเหลวในโครงสร้างอาคาร ระบบตรวจติดตามสุขภาพโครงสร้าง โดยติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดความเร่งแบบ MEMS (MEMS Acceleration Sensors) เพื่อติดตามพฤติกรรมของอาคารแบบเรียลไทม์ ซึ่งปัจจุบันได้ติดตั้งใช้งานจริงแล้วที่อาคารโรงพยาบาลใน จ.เชียงราย

ด้าน ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย เผยถึงผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวในปี 2568 ว่าปัญหาหลักคือ “ความไม่รู้นำมาซึ่งความโกลาหล และความโกลาหลนำมาซึ่งความสูญเสีย” สมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ จึงได้พัฒนาการปรับปรุงอาคารให้ปลอดภัย การตอบสนองที่รวดเร็ว รวมถึง “ระบบตรวจติดตามการตอบสนองของโครงสร้างต่อแผ่นดินไหวและระบบแจ้งเตือนความปลอดภัย” สำหรับวิศวกร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของและผู้ใช้อาคารโดยเฉพาะ ซึ่งระบบจะทำงานตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ โดยมีหน้าจอแสดงผลแบบเรียลไทม์ที่สามารถตรวจจับความเสียหายและแจ้งเตือนได้ทันที นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบสำหรับการซ้อมอพยพเพื่อเตรียมความพร้อมเมื่อเกิดเหตุการณ์จริงอีกด้วย ระบบนี้ได้ผ่านการทดสอบด้วยเครื่องจำลองแผ่นดินไหวของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เพื่อประเมินการทำงานของการแจ้งเตือนผู้ใช้อาคารผ่านระบบสัญญาณไฟ การติดตั้งระบบดังกล่าวจะช่วยให้สามารถตรวจจับความเสียหายหลังเกิดแผ่นดินไหวได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การจัดการภัยพิบัติเป็นไปอย่างตรงเป้าหมาย ลดความตื่นตระหนกและการอพยพที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะช่วยให้ผู้คนสามารถกลับคืนสู่การใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น รวมถึงสามารถตอบสนองต่อการเสื่อมสภาพของอาคารตามอายุการใช้งานและสภาพแวดล้อม นับเป็นการช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Leave a comment