
รับสิริมงคล ณ พิพิธภัณฑ์ครุฑ สุดยอดอันซีน จ.สมุทรปราการ
วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
สงกรานต์ปีนี้ “พิพิธภัณฑ์ครุฑ” ได้เปิดพื้นที่จัดกิจกรรมพิเศษตามขนบธรรมเนียม ประเพณีไทย เพื่อให้ผู้มาเยือน ได้ร่วมสืบสานประเพณีอันงดงาม ผ่านการ “สรงน้ำพระ” และขอพรรับปีใหม่ไทย
โดยโอกาสพิเศษนี้ พิพิธภัณฑ์ครุฑ ได้อัญเชิญ “สมเด็จมหาราชทรงครุฑ” พระพุทธรูปองค์สำคัญมาประดิษฐานให้ประชาชนได้สักการะโดยพระพุทธรูปองค์นี้ถูกสร้างขึ้นเนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี นับเป็นพระพุทธรูปเพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับการประดับพระครุฑพ่าห์ และได้รับพระราชทานพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร.
“พิพิธภัณฑ์ครุฑ” โดยธนาคารทหารไทยธนชาต ก่อตั้งขึ้น โดยเริ่มจากการที่ธนาคารธนชาติได้รวมกิจการกับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2554 ธนาคารนครหลวงไทยนั้น เป็นธนาคารที่มีการดำเนินกิจการมาก ว่า 70 ปี และได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเครื่องหมาย “ครุฑพ่าห์” หรือ “ตราครุฑพระราชทาน” มาติดตั้งอยู่ที่ สำนักงานใหญ่และสาขาต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2484 ซึ่งภายหลังการรวมกิจการกับธนาคารธนชาต
ในปี 2554 ธนาคารธนชาตได้ ตระหนักถึงคุณค่าและเล็งเห็นความสำคัญขององค์ครุฑพระราชทานที่มีความผูกพันและความศรัทยากับคนไทย รวมทั้งยัง เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระมหากษัตริย์ของไทย จึงได้มีการอัญเชิญองค์ครุฑจากสำนักงานและสาขาต่าง ๆ มา ประดิษฐานยังศูนย์ฝึกอบรมบางปู เขตเทศบาลตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ และก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ครุฑขึ้น เพื่อร้อยเรียงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับองค์ครุฑในรูปแบบสื่อผสมผสาน (Multimedia) โดยยึดความเข้าใจพื้นฐานของคนไทยที่มีต่อองค์ครุฑ จากความเชื่อทางพระพุทธศาสนาเป็นหัวใจหลัก ในพิพิธภัณฑ์ได้มีการออกแบบและสร้างสรรค์สถานที่เพื่อให้ ผู้เข้าชมได้ทราบถึงความเป็นมาของครุฑตามตำนาน ทั้งในเชิงพุทธและพราหมณ์ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ระหว่างองค์ครุฑกับสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
จากนั้นในปี 2554 ทีเอ็มบี ได้รวมกิจการกับธนาคารธนชาต จนเป็นธนาคารแห่งใหม่ภายใต้ชื่อว่า “ธนาคารทหารไทยธนชาต จํากัด (มหาชน)” หรือ ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี (ITB) ซึ่งทีเอ็มบีธนชาต ยังคงสานต่อคุณค่าของพิพิธภัณฑ์ โดยได้ปรับปรุงบูรณะพิพิธภัณฑ์ พร้อมเปิดให้เยาวชนและบุคคลทั่วไปได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ครุฑเป็นครั้งแรก เพื่อส่งเสริมให้ เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์จุดประกายแหล่งเรียนรู้ ต่อยอดการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืน
“ตำนานพญาครุฑ” นั้น มีปรากฏในคัมภีร์ปุราณะของอินเดียโบราณว่า พระทักษะประชาบดี เทวะฤาษี พระผู้สร้าง ได้ยกลูกสาว 13 คนให้แก่ฤาษีกัศยปะ ในจำนวนนี้มีนางกัทรุ และนางวินตาเป็นคนโปรดของฤาษีกัศยปะ แต่นางทั้งสองมักมีเรื่องไม่ลงรอยกันอยู่เสมออยู่มาวันหนึ่งฤาษีกัศยปะมีประสงค์ประทานพรวิเศษแก่ภรรยาทั้งสองคนละข้อ นางกัทรุขอโอรสที่มีอิทธิฤทธิ์สูงส่ง 1,000 องค์ นางวินตาได้ฟังดังนั้นจึงทูลขอโอรส 2 พระองค์ที่มีอิทธิฤทธิ์สูงส่งกว่าหลังจากกาลเวลาล่วงเลยไป 500 ปี นางกัทรุให้กำเนิดโอรส 1,000 องค์ นามว่า นาค ขณะที่นางวินตาให้กำเนิดไข่ออกมา 2 ใบ นางวินตาเห็นโอรสของนางกัทรุเกิดก่อนก็ร้อนใจ จึงทุบไข่ฟองหนึ่งแตก โอรสที่เกิดมาจึงมีเพียงครึ่งตัว ได้นามว่า อนอุรุ ซึ่งต่อมากลายเป็น “พระอรุณ” พาหนะของพระอาทิตย์พระอรุณโกรธที่มารดาทำให้ตนเกิดมาไม่สมบูรณ์ จึงสาปให้มารดาตกเป็นทาสรับใช้นางกัทรุเป็นเวลา 500 ปี แต่พระอรุณเห็นว่า ทรงเป็นผู้ให้กำเนิดจึงให้พรว่า อีก 500 ปี จะมีผู้มาช่วยให้เป็นอิสระวันหนึ่งนางกัทรุ และนางวินตาได้พนันสีขนของม้าอุจไฉศรพ พาหนะของพระอินทร์ โดยตกลงกันว่า หากใครแพ้ต้องเป็นทาสรับใช้ผู้ชนะ นางกัทรุทายว่าสีดำ ส่วนนางวินตาทายว่าสีขาว นางกัทรุพบว่า แท้จริงแล้วขนของม้าเป็นสีขาว จึงขอร้องให้พญานาคช่วย พญานาคทั้ง 1,000 องค์ จึงเข้าไปแทรกอยู่ที่ขนของม้าอุจไฉศรพพ จนดูเหมือนมีสีดำ นางวินตาจึงกลายเป็นทาสรับใช้นางกัทรุนับตั้งแต่นั้น
500 ปีผ่านไปไข่ฟองที่ 2 แตกออก บังเกิดโอรสรูปร่างใหญ่โต รัศมีปลายสว่างไสว มีศีรษะ มีจะงอยปาก และปีกดั่งนก มีร่างกายแขนขาดั่งมนุษย์ หน้าขาว ปีกแดง ลำตัวเป็นสีทองขยายตัวคับผืนฟ้า จนเหล่าเทวดาแตกตื่น คิดว่าเป็นพระอัคนี พากันเคารพบูชา ได้ชื่อว่า เวนไตย แปลว่า เกิดแต่นางวินตาพญาเวนไตยเห็นมารดารับใช้นางกัทรุ ได้เกิดความสงสัยจึงไต่ถามถึงสาเหตุและหวังช่วยมารดาให้พ้นทุกข์ พญานาคบอกให้พญาเวนไตยไปนำน้ำอมฤตจากพระจันทร์มาให้ เพื่อความเป็นอมตะด้วยความรักมารดา พญาเวนไตยจึงออกเดินทางไปเอาน้ำอมฤต ระหว่างทางเจออุปสรรคต่างๆ ทั้งการหอบกิ่งไม้ที่เหล่าพราหมณ์ประชุมอยู่ให้ปลอดภัย จนได้รับสรรเสริญว่าเป็นผู้แบกรับภาระอันหนัก สมควรได้นาม “ครุฑ” และได้ต่อสู้กับเทวดาที่มาปกป้องน้ำอมฤต ไม่มีผู้ใดรับมือกับพญาครุฑได้ ร้อนถึงพระอินทร์ลงมาต่อสู้กับพญาครุฑ แต่ไม่สามารถเอาชนะได้
ระหว่างต่อสู้ ขนอันงดงามได้ร่วงหล่นลงเส้นหนึ่ง เรียกกันว่า “สุบรรณ” และได้กลายเป็นนามหนึ่งของพญาครุฑ พระอินทร์ไปถามถึงสาเหตุที่ขโมยน้ำอมฤต พญาครุฑได้ตอบไปตามความจริงและบอกให้ชิงกลับมาหลังจากที่ตนให้น้ำอมฤตแก่เหล่าพญานาคไปแล้วเมื่อเรื่องล่วงรู้ถึงพระนารายณ์ จึงสรรเสริญที่พญาครุฑไม่ดื่มน้ำอมฤต และได้ประทานพรให้ข้อหนึ่งตามแต่พญาครุฑต้องการ คือ “ขออยู่สูงกว่าพระองค์ ขอเป็นผู้ไม่มีเวลาตาย ไม่มีเวลาเจ็บ แม้ไม่ได้ดื่มน้ำอมฤต” ส่วนพญาครุฑได้ประทานพรตามที่พระนารายณ์ขอคือ “ขอให้ท่านเป็นพาหนะของข้า ร่วมแบกรับภารกิจยิ่งใหญ่ ขอให้ท่านสถิตอยู่ที่ยอดเสาธงของข้า เพื่อที่ท่านจะได้อยู่สูงกว่าข้า”
หลังจากนั้นพญาครุฑบินไปยังที่สถิตของเหล่านาค เมื่อพญาครุฑวางน้ำอมฤตบนหญ้าคาแล้ว พญานาคก็ยินยอมคืนอิสรภาพแก่นางวินตา พากันอาบน้ำชำระกายด้วยความดีใจ ที่ได้ความเป็นอมตะมาครอบครอง พระอินทร์จึงช่วยเอาน้ำอมฤตไป เหล่าพญานาค เมื่อกลับมาไม่เห็นน้ำอมฤต จึงพยายามสอดส่องหาจนพบหยดน้ำบนหญ้าคา คิดว่าเป็นน้ำอมฤต พากันดีใจเลียหญ้าคาจนบาดลิ้น ลิ้นนาคจึงแยกออกเป็นสองแฉก พญาครุฑและพญานาคจึงยังคงเป็นศัตรูกันนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพื้นที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ครุฑ ถูกออกแบบให้ทันสมัย ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสื่อแอนิเมชันและมัลติมีเดีย ทำให้การเรียนรู้เรื่องตำนานและสัญลักษณ์ไทยเป็นเรื่องสนุก เข้าใจง่าย และเข้าถึงได้ทุกวัย
เส้นทางการชม จะมีผู้นำชม ค่อย ๆ พาท่านเดินผ่านโลกแห่งจินตนาการและคติความเชื่อ ตั้งแต่บรรยากาศป่าหิมพานต์ กำเนิดจักรวาล เรื่องราวของพญาครุฑและพญานาค ไปจนถึงการตามรอย “ตราพระครุฑพ่าห์” สัญลักษณ์ที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ก่อนปิดท้ายด้วยห้องจัดแสดงครุฑจากทั่วประเทศที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์เหนือกาลเวลา ที่รวบรวมครุฑมากกว่า 150 องค์ อันมีเอกลักษณ์เฉพาะองค์จากทุกภาคของไทยเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งครุฑแต่ละองค์ถูกแกะสลักอย่างวิจิตรงดงาม สะท้อนถึงความประณีตของศิลปิน
อนึ่ง การจัดแสดงมี 6 โซนได้แก่
โถงต้อนรับ เริ่มต้นผจญภัยกับวิจิตรหิมพานต์ที่สะท้อนคติความเชื่อของคนไทยตามหลักไตรภูมิพระร่วงเป็นภาพจิตรกรรมอันทรงคุณค่า บอกเล่าถึงที่สถานที่อยู่ของครุฑ
ครุฑพิมาน เรียนรู้กำเนิดโลกและจักรวาล ท่องไปในดินแดนหิมพานต์ และที่อยู่ของครุฑ
นครนาคราช ถิ่นที่อยู่ของพญานาค พร้อมชมเรื่องราวของพี่น้องต่างมารดา
อมตะเจ้าเวหา เรื่องราวความเพียรพยายามของพญาครุฑผ่านแอนิเมชัน แสงสีตระการตา
สุบรรณแห่งองค์ราชัน ตามรอย “ตราพระครุฑพ่าห์” ซึ่งเป็นตัวแทนของพระมหากษัตริย์ที่ยังคงปรากฎเคียงข้างพระองค์เสมอ
ห้องจัดแสดงครุฑ ห้องที่รวบรวมองค์พญาครุฑจากทั่วทุกภาคของประเทศไทย ผ่านตราตั้งห้างพระราชทาน และสัมผัสมนต์เสน่ห์คุณค่าเหนือกาลเวลา
พิพิธภัณฑ์ครุฑจึงไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แต่เป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการใช้เวลาคุณภาพ ไม่ว่าจะมาเดี่ยว มาเป็นคู่ หรือพาครอบครัวและเด็ก ๆ มาเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ
ในช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์นี้ หากอยากหลีกหนีจากบรรยากาศการเฉลิมฉลองแบบคึกคัก มาสู่ความสงบที่ได้ทั้งความรู้ ความสบายใจ และความเป็นสิริมงคล พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยทีเอ็มบีธนชาต คือจุดหมายหนึ่ง ที่จะช่วยเติมความสุขในแบบที่ท่านต้องการให้ได้อย่างลงตัว
ผู้ที่สนใจร่วมกิจกรรมสรงน้ำพระพุทธรูป “สมเด็จมหาราชทรงครุฑ” และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ครุฑ เพื่อความเป็นสิริมงคลรับปีใหม่ไทย สามารถเข้าชมได้ทุกวันศุกร์และวันเสาร์ ระหว่างวันที่ 3-25 เมษายน พ.ศ. 2569 อนึ่ง กิจกรรมสรงน้ำพระพุทธรูป “สมเด็จมหาราชทรงครุฑ” จัดขึ้นเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น ในวันอื่นๆ สามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์ครุฑได้ตามปกติ
โดยเปิดให้ชมวันละ 3 รอบ เวลา 10:00 น. / 13:00 น. / 15:00 น. มีบริการผู้นำชม ไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมรถตู้รับ-ส่งจาก สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีเคหะสมุทรปราการ ไปยังพิพิธภัณฑ์ครุฑ ฟรีตลอดการเดินทาง สอบถามโทร. 09-8882-3900 และลงทะเบียนจองรอบเข้าชม ได้ที่ http://www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum/ebook
สำหรับท่านที่ไม่สะดวกเดินทางสามารถรับชมพิพิธภัณฑ์ครุฑในรูปแบบ Virtual Museum ได้ที่ลิงก์ https://www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum













