สมเด็จครู : นายช่างใหญ่กรุงสยาม

สมเด็จครู :นายช่างใหญ่กรุงสยาม

สมเด็จครู :นายช่างใหญ่กรุงสยาม

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แผ่นดินไทย มีบุคคลสำคัญมากมายที่ร่วมกันสร้างสรรค์พัฒนา จนเป็นแผ่นดินที่ทรงคุณค่า งดงาม และมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง  หนึ่งในนั้นคือ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์” ต้นราชสกุล “จิตรพงศ์” ผู้ที่ทรงได้รับยกย่องให้เป็น “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม”

ในวันที่ 28 เมษายน ของทุกปีถือเป็น “วันนริศ” หรือวันคล้ายวันประสูติของ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระองค์ ผู้ทรงเปรียบเสมือน “สมเด็จครู” ผู้ทรงเชี่ยวชาญงานช่างและศิลปะไทย และทรงเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานทางศิลปกรรมอันงดงาม อันก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวิทยาการด้านงานช่างและศิลปะไทยอย่างมากมาย ตลอดจนสืบทอดต่อมายังจนปัจจุบันและเนื่องในวาระฉลองวันประสูติครบ 100 ปี ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2506 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องให้พระองค์เป็น “บุคคลสำคัญของโลก” ประจำปี พ.ศ. 2506 นับเป็นบุคคลไทยคนที่ 2 ที่ได้รับการยกย่องดังกล่าว ต่อจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย และมีการกำหนดให้วันที่ 28 เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นวันครบรอบวันประสูติของพระองค์ เป็น “วันนริศ” เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

“กรมพระยานริศฯ” มีพระนามเดิมว่า “พระองค์เจ้าจิตรเจริญ” เป็นพระโอรสลำดับที่ 62 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระมารดา คือ พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย  ซึ่งพระอุปนิสัยของพระองค์ ทรงเป็นผู้มีความรู้และความสามารถในวิชาการต่าง ๆ เป็นอย่างดี เพราะพระองค์ทรงมีพระวิริยะ อุตสาหะ และหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มพูนสติปัญญาอยู่เสมอมาตั้งแต่ยังทรงวัยเยาว์ โดยบทบาทสำคัญที่ทรงทำให้พระองค์ทรงเป็นที่ยอมรับอย่างมาก คือ ความรู้และความสามารถในด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม เป็นต้น ดังจะเห็นได้จากบทบาทและพระราชกรณียกิจของพระองค์ ที่เป็นที่ยอมรับและชื่นชม
เช่น พระยาอนุมานราชธน ได้กล่าวถึงพระองค์ไว้ว่า

“ . . . ทรงแสดงให้ปรากฏเห็นว่าเป็นยอดในหมู่ศิลปิน ทางวิจิตรศิลปะไทยอยู่ถึง 4 สาขา คือ สถาปัตยกรรมศิลปะ จิตรศิลป ดุริยางคศิลปะ และวรรณคดี เพียงแต่พระอุโบสถวันเบญจมบพิตรอย่างเดียวก็พอจะกล่าวได้เต็มปากว่า พระองค์เป็นยอดสถาปัตยศิลปินในแบบที่เป็นศิลปะไทย  . . .”
ยกตัวอย่าง ผลงานของพระองค์ที่เป็นที่ยอมรับและยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน

“วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม” เป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของพระองค์ ซึ่งเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระประสงค์ในการก่อสร้างก็เพื่อจะทรงรักษาพระราชประเพณีของพระมหากษัตริย์อันเป็นพุทธศาสนูปถัมภก โดยสถาปัตยกรรมที่ “กรมพระยานริศฯ”ได้ทรงออกแบบสนองพระบรมราชโองการนี้ คือ พระอุโบสถ ระเบียงคต ศาลาหน้าพระอุโบสถ ซุ้มประตู กำแพงวัด พระที่นั่งทรงธรรม และแผ่นศิลาจารึกสำหรับโรงเรียนวัดเบญจมบพิตร 

อีกหนึ่งผลงานทางสถาปัตยกรรมที่งดงามเลื่องชื่อคือ “พระที่นั่งวิมานเมฆ” ในพระราชวังดุสิต ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้จัดซื้อที่สวนและนาระหว่างคลองผดุงกรุงเกษมไปจรดคลองสามเสนด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อจัดสร้างเป็นอุทยานสถานและพระราชทานนามว่า “สวนดุสิต”

พระอุโบสถ “วัดราชาธิวาสวิหาร” หรือชื่อเดิมคือ วัดสมอราย ก็เป็นผลงานการออกแบบของพระองค์เช่นกัน วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ได้ปฏิสังขรณ์ใหญ่อีกครั้ง มีการรื้อสิ่งก่อสร้างเก่าๆ หลายอย่างทิ้งไป และสร้างใหม่ขึ้นทดแทน รวมถึงพระอุโบสถหลังใหม่ที่สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเป็นผู้ออกแบบ

ยังมี พระวิหารพระมงคลบพิตร ที่จังหวัดพระนครศนรีอยุธยา และตึกถาวรวัตถุ (ตึกแดง ท้องสนามหลวง) ด้วย ที่ทรงออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์และสวยงาม  ไม่นับตาลปัตรอีกนับจำนวนมากมายที่ทรงออกแบบไว้ จนเป็นที่ลือเลื่องทั้งพระนครว่าฝีมือหาใครเปรียบมิได้
เช่น ตาลปัตรรูปพระธาตุจอมเพชร แห่งพระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี
 สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ออกแบบพัดรองที่ระลึก สำหรับงานพระราชพิธีต่างๆ  หลายโอกาส ด้วยความสวยงาม เป็นเอกลักษณ์ และสื่อความถึงวาระโอกาสนั้นๆ  การออกแบบพัดรองถวายพระสงฆ์ จึงได้ขยายออกไปสู่บรรดาพระราชวงศานุวงศ์ และบุคคลสำคัญอื่นๆ ด้วย  นอกจากเป็นของที่ทำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย  จึงทรงรับออกแบบให้แก่เจ้านายพระองค์ต่างๆ อีกจำนวนหนึ่ง นับตั้งแต่รัชกาลที่ 5 กระทั่งมาจนถึงรัชกาลที่ 8

ในปีพุทธศักราช 2481 สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ฯ กรมหลวงเพ็ชรบุรีราชสิรินธร  ในรัชกาลที่ 8  สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2481 ขณะพระชนม์ได้ 54 พรรษา โปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง    พระศพไว้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ก่อนจะมีงานพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพ ในพุทธศักราช 2484 ซึ่งในงานพระเมรุครั้งนั้น สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงออกแบบ “พัดรองสังเค็ด” สำหรับงานพระเมรุคราวนั้นอีกครั้ง แม้จะทรงมีพระชนมายุมากถึง 70 กว่าพรรษาแล้ว ก็ยังทรงพระอุตสาหะร่างแบบพัดรองขึ้น ก่อนจะให้ผู้รับผิดชอบนำไปเพิ่มเติมรายละเอียดแก้ไขต่อไป ซึ่งน่าสนใจว่า พัดรองคราวนั้น ได้ทรงออกแบบมาให้เกี่ยวข้องกับเมืองเพชรบุรีตามตำแหน่ง “ทรงกรม” ของเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ฯ ด้วย

รูปพัดรองดังกล่าว มีลักษณะ เป็นพัดผ้าแพรสีเขียวอ่อน อันเป็นสีวันประสูติ คือ วันพุธ ขอบสีเขียวตองอ่อน ส่วนของนมพัดส่วนบน เขียนเป็นรูปพระเจดีย์ทรงลังกาสีขาวอยู่ตรงกลาง ตั้งอยู่บนเนินเขาสีเขียวตองอ่อน ซึ่งมีใบตาลเป็นแฉกประดับอยู่ ถัดลงมาใต้เนินเป็นอักษรโลหะ ที่ออกแบบเพื่อให้เป็นรูป ว.อ. อันย่อมาจากพระนาม “วไลยอลงกรณ์” ประดับอยู่ โดยมีตัวเลขไทย ๒๔๒๗ และ ๒๔๘๑ อยู่ถัดมาทางซ้ายและขวาของอักษรย่อนั้น อันหมายถึงปีประสูติ และสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยองกรณ์ฯ กรมหลวงเพ็ชรบุรีราชสิรินธร

พระเจดีย์ทรงระฆังสีขาว ซึ่งเป็นภาพหลักในพัดรองดังกล่าว มีรูปลักษณะเดียวกันกับ พระธาตุจอมเพชร ปูชนียสถานสำคัญแห่งหนึ่งของเมืองเพชรบุรี ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นบนยอดเขามหาสวรรค์ ในเวลาเดียวกันกับที่โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระราชวังขึ้น บนเขาลูกเดียวกันนี้ เมื่อพุทธศักราช 2402

พระธาตุจอมเพชร  นับว่าเป็นลักษณะที่นิยมสร้างขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยพระองค์ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า เจดีย์ในลักษณะดังกล่าว เป็นเจดีย์ที่มีการถ่ายทอดรูปแบบมาแต่ครั้งโบราณ  ดังปรากฏกระแสพระราชดำริว่าด้วยการสร้างพระเจดีย์ทรงระฆังที่ทรงถือว่าเจดีย์ทรงดังกล่าวเป็นทรงที่ถูกต้องและเป็นรูปแบบที่ได้รับการพัฒนาสืบต่อมาจากลังกา ซึ่งแสดงให้เห็นความเก่าแก่สืบเนื่องมาแต่ครั้งพุทธศาสนาตั้งอยู่ในอินเดีย ก่อนจะเข้ามาสู่ลังกาและสยามประเทศ

พระธาตุจอมเพชร เป็นพระเจดีย์ทรงลังกาองค์ใหญ่ ที่สามารถมองเห็นได้แต่ไกล และด้วยนามที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานว่า “จอมเพชร” อันมาจากพระราชประสงค์ ที่จะให้เป็นปูชนียสถานอันยิ่งใหญ่ของเมืองเพชรบุรีนั้น คล้องกันกับพระนามกรมของสมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ฯ ซึ่งทรงกรมที่ “กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร” นั่นเอง จึงทำให้สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเลือกมาเป็นภาพประกอบพัดรองในงานพระศพเจ้าฟ้าพระองค์นี้

ในทางดุริยางคศิลป์  ทรงนิพนธ์เพลงที่มีชื่อเสียง เช่น เพลงเขมรไทรโยคเพลงสรรเสริญพระบารมี (บทร้อง) และเพลงมหาชัย
ในทางอักษรศาสตร์ ทรงนิพนธ์หนังสือสำคัญของแผ่นดิน คือ สาส์นสมเด็จ ร่วมกับ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ         
ในทางราชการ  ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ กลาโหม และวัง รวมถึงผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 7

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเป็นแบบให้ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ปั้นรูปเหมือน ซึ่งเป็นประติมากรรมสำริดครึ่งองค์ชิ้นแรกๆ ของศิลปินท่านนี้ในประเทศไทย ในยุคที่ยังไม่นิยมการสร้างรูปเหมือน  จนโน้มน้าวพระราชหฤทัยให้ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ทรงยอมเป็นแบบให้ปั้นรูปเหมือนในเวลาต่อมา

เนื่องใน “วันนริศ” ปี 2569 นี้  มูลนิธินริศรานุวัดติวงศ์และสมาชิกราชสกุลจิตรพงศ์มีความยินดีเชิญท่านร่วมงานวันนริศ ประจำปี 2569 ในวันพุธ ที่ 29 เมษายน 2569 ณ บ้านปลายเนิน คลองเตย ตั้งแต่เวลา 9.00 – 19.30 น. เพื่อเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

 ภายในงาน ท่านจะได้เข้าชมตำหนักไทย สถานที่สร้างสรรค์ผลงานของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หลังจากย้ายมาประทับยังบริเวณคลองเตยเมื่อร้อยปีก่อน ชมศิลปวัตถุทรงคุณค่าที่ทรงสะสมและทรงนับถือในฐานะครูช่าง ก่อนพาท่านชมผลงานฝีพระหัตถ์ชิ้นสำคัญ อันสะท้อนถึงพระปรีชาด้านทัศนศิลป์ โดยปีนี้ ผลงานฝีพระหัตถ์ที่นำมาจัดแสดงในงานประกอบด้วยแบบสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ พระเมรุ รวมถึงแบบร่างงานประณีตศิลป์สำหรับพิธีศพ นอกจากนี้ ท่านยังได้สัมผัสบรรยากาศอันร่มรื่นของสวนภายในบริเวณ ที่ทอดยาวไปสู่ตำหนักตึก สถานที่ประทับสุดท้าย และเรือนละคร ซึ่งอวลด้วยความทรงจำของผู้เคยเรียนนาฏศิลป์และดนตรีไทยในบ้านปลายเนินแห่งนี้

พระประวัติ พระกรณียกิจสำคัญของนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม รวมทั้งเรื่องราวของตำหนักปลายเนินจะได้รับการถ่ายทอดและนำชมโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่

• ม.ล.จิตตวดี จิตรพงศ์ พระทายาท และอาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 • นายอธิภัทร แสวงผล ผู้ได้รับรางวัลนริศรานุวัดติวงศ์ (รางวัลแมวมอง) ประจำปี 2565, รางวัลนริศรานุวัดติวงศ์ (ผลงานวิจัยดีเด่นด้านศิลปวัฒนธรรมไทย) ประจำปี 2568 และผู้ดูแลเพจสมเด็จครู

ผู้สนใจเข้าชมบ้านปลายเนิน สามารถลงทะเบียนได้ตามรอบเข้าชม จำนวน 8 รอบ โดยแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ รอบเข้าชมปกติ จำนวน 7 รอบ คือรอบที่ 1 – 7 รอบพิเศษ จำนวน 1 รอบ คือรอบที่ 8  จำกัดจำนวนผู้เข้าชมรอบละ 35 ท่าน ด้วยตำหนักไทยเป็นอาคารอนุรักษ์ จึงจำเป็นต้องจำกัดจำนวนผู้เข้าชมแต่ละรอบ เพื่อไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โครงสร้างอาคาร

รอบเข้าชมปกติ รอบที่ 1 – 7  ใช้เวลา  1 ชั่วโมง 10 นาที แบ่งเป็นการนำชมตำหนักไทยและผลงานฝีพระหัตถ์ 50 นาที  การนำชมสวนและอาคารสำคัญในบริเวณ 20 นาที ทุกรอบมีล่ามแปลเป็นภาษาอังกฤษแบบ Simultaneous Translation

รอบที่ 1 : 9.00 – 10.10 น.   บรรยายโดย ม.ล. จิตตวดี จิตรพงศ์

รอบที่ 2 : 10.00 – 11.10 น.  บรรยายโดย นายอธิภัทร แสวงผล

รอบที่ 3 : 11.00 – 12.10 น.   บรรยายโดย  ม.ล. จิตตวดี จิตรพงศ์

รอบที่ 4 : 13.10 – 14.20 น. บรรยายโดย ม.ล. จิตตวดี จิตรพงศ์

รอบที่ 5 : 14.10 – 15.20  น.  บรรยายโดย นายอธิภัทร แสวงผล

รอบที่ 6 : 15.10 – 16.20 น.  บรรยายโดย ม.ล. จิตตวดี จิตรพงศ์

รอบที่ 7 : 16.00 – 17. 10 น.  บรรยายโดย นายอธิภัทร แสวงผล

บัตรเข้าชมสำหรับรอบปกติ รอบที่ 1 – 7  ราคา 500 บาทต่อท่าน ซึ่งสามารถนำบัตรเข้าชมมารับกระเป๋าผ้าที่ระลึกได้ภายในงาน

รอบพิเศษ รอบที่ 8 ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที ระหว่างเวลา 18.00 – 19.30 น. ประกอบไปด้วย

18.00 – 18.50 น.  การบรรยายเทิดพระเกียรติสมเด็จ ฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ในหัวข้อ ““ด้วยความระลึกถึง” หวนนึกถึงความตายในผลงานฝีพระหัตถ์สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์” โดยนายอธิภัทร แสวงผล ผู้ได้รับรางวัลนริศรานุวัดติวงศ์ ประจำปี 2565 และปี 2568

18.50 – 19.30 น.  นำชมตำหนักไทยยามค่ำแบบ Night Museum  บัตรเข้าชม ราคา 1,000 บาทต่อท่าน ซึ่งสามารถนำบัตรมารับกระเป๋าผ้าที่ระลึกได้ภายในงานเช่นกัน

เปิดจำหน่ายบัตรในวันที่ 17 เมษายนนี้ เวลา 9.00 น.  เป็นต้นไป  ทางเว็บไซต์ https://www.ticketmelon.com/the-naris…/narisday2026  โดยสามารถศึกษาวิธีการลงทะเบียนเบื้องต้นได้จากลิงก์นี้ https://organizer.ticketmelon.com/…/how-to-book-seated…

รายได้จากการจำหน่ายบัตร รวมทั้งเครื่องดื่มและของว่างนานาชนิด สมทบทุนมูลนิธินริศรานุวัดติวงศ์ เพื่อสนับสนุนการศึกษา พัฒนาทักษะและความรู้ทางด้านศิลปะไทยทุกแขนง ทั้งด้านดุริยางคศิลป์ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ และทัศนศิลป์ เพื่อสืบสานศิลปวัฒนธรรมประจำชาติให้คงอยู่สืบไป

Leave a comment