
‘สีหศักดิ์’บินด่วนโอมาน เปิดดีลอิหร่าน ช่วยเรือไทยผ่านฮอร์มุซ
วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
‘สีหศักดิ์’บินด่วนโอมาน เปิดดีลอิหร่าน ช่วยเรือไทยผ่านฮอร์มุซ อนุทินจับมือนายกฯญี่ปุ่น ผนึกอาเซียนสู้วิกฤตน้ำมัน
“อนุทิน”ร่วมประชุมกับนายกฯญี่ปุ่น ประกาศจับมือผู้นำอาเซียนฝ่าวิกฤต การันตีไทยไม่ขาดแคลนน้ำมันแต่ก็ไม่ประมาท พร้อมเดินหน้าคนละครึ่งเร็วที่สุด ด้าน“สีหศักดิ์” บินด่วนโอมานคุยความร่วมมือพลังงานช่วยเจรจาเปิดทางเรือสินค้าไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุช ส่วน”อภิสิทธิ์”จี้รื้อโครงสร้างพลังงาน งัดภาษีลาภลอยจัดการโรงกลั่น
เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือ Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านระบบการประชุมทางไกล ตามคำเชิญของนางทากาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในฐานะประธานการประชุมเพื่อรับมือกับความมั่นคงทางพลังงาน
ญี่ปุ่นช่วยAZECสู้วิกฤตน้ำมัน
สำหรับการ AZEC อาทิ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ติมอร์เลสเต บังกลาเทศ และไทย รวมถึงผู้แทนระดับรัฐมนตรีจากเกาหลีใต้ ออสเตรเลีย บรูไน อินเดีย ศรีลังกา และจากองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เข้าร่วมการประชุมฯ ด้วย
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ประกาศข้อริเริ่มใหม่เพื่อสนับสนุนประเทศสมาชิก AZEC โดยจะจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการจัดหาน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และสินค้าจำเป็น รวมถึงมาตรการสนับสนุนด้านการคลัง พร้อมทั้งเสนอการยกระดับความร่วมมือสู่ “AZEC 2.0” เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านพลังงาน ในระยะยาวให้กับประเทศสมาชิก
หนูย้ำภูมิภาคต้องร่วมมือกัน
ในที่ประชุมฯ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในระดับภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เผชิญความผันผวนด้านพลังงานและผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อมโยงระหว่างประเทศเป็นความจำเป็น และความมั่นคงทางทะเลมีความสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารของโลก
นายอนุทิน กล่าวว่า แม้หลายประเทศจะมีมาตรการรับมือในทิศทางคล้ายคลึงกัน แต่มีศักยภาพและข้อจำกัดแตกต่างกัน ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นหัวใจสำคัญ โดยอาเซียนได้มีการหารือในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ และจะสานต่อในเวทีผู้นำอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือกับญี่ปุ่นในการรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานและเสริมความยืดหยุ่นในจุดที่สำคัญ
รักษาเสถียรภาพตลาดพลังงาน
นายอนุทิน กล่าวว่า ในระยะสั้น จำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงาน และการใช้กลไกความร่วมมือเพื่อบรรเทาผลกระทบ ขณะที่ไทยได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการเชื้อเพลิงภายในประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มสำหรับประชาชนให้มีพลังงานใช้อย่างเพียงพอในราคาที่เหมาะสมควบคู่กับลดภาระค่าครองชีพ
จับมือญี่ปุ่น-อาเซียนฝ่าวิกฤต
ส่วนในระยะยาว วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยประเทศไทยได้เดินหน้าส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ การขยายพลังงานแสงอาทิตย์ และการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานพลังงานหมุนเวียนในระดับภูมิภาค เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
“ประเทศไทยยินดีต่อบทบาทนำของญี่ปุ่น และสนับสนุนทั้งมาตรการระยะสั้น และแนวทางพัฒนา AZEC 2.0 โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับญี่ปุ่นและประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อรับมือวิกฤต และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืนในอนาคต”นายอนุทิน ระบุ
การันตีไม่ขาดแคลนไม่น้ำมัน
ขณะที่นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางว่า หลังจากนี้ประเทศไทยยังต้องรับมืออย่างเคร่งครัดใช่หรือไม่ ว่า ยังต้องติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา และบริหารจัดการเรื่องพลังงานด้วยความเข้มงวด และระมัดระวัง แม้ตอนนี้ประเทศไทยยังไม่ได้รับผลกระทบเรื่องการขาดแคลนพลังงาน แต่ได้รับผลกระทบเรื่องของราคา
ทั้งนี้ ช่วงสงกรานต์ตนได้ติดตามสถานการณ์กับรมว.พลังงาน และการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่ยังไม่บรรลุผลตามเป้าหมายที่เขาต้องการ แต่ในส่วนของประเทศไทยยังควบคุมสถานการณ์ต่างๆได้ แต่จะประมาทไม่ได้ เพราะสถานการณ์โลกขณะนี้เปลี่ยนชั่วข้ามคืนได้
ชี้การใช้น้ำมันลดลงระดับปกติ
นายอนุทิน กล่าวว่า ขอขอบคุณประชาชน ที่ตระหนักรับมือต่อสถานการณ์น้ำมัน ซึ่งการใช้น้ำมันลดลงมาอยู่ในระดับปกติ ไม่ได้ใช้เกินกำลังการผลิตเหมือนช่วงที่มีความตื่นตระหนก และในช่วงต้นเดือนเมษายน การใช้น้ำมันดีเซลน้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ประชาชนให้ความร่วมมือ ทำให้เรามีปริมาณน้ำมันสำรองเพิ่มมากขึ้น และวิกฤตต่างๆคลี่คลาย ซึ่งเราต้องบริหารสถานการณ์ให้เกิดความมั่นคงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมินศิริกัญญา-สั่งลุยคนละครึ่ง
เมื่อถามถึงกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน คัดค้านนโยบายคนละครึ่ง เนื่องจากไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คนที่ท้วงติงก็ต้องทำหน้าที่ของเขา แต่รัฐบาลมีหน้าที่ทำทุกอย่างเพื่อแก้ไขปัญหา และลดความเดือดร้อนให้ประชาชน ซึ่งรัฐบาลจะเปลี่ยนแนวทางไม่ได้ เพราะต้องดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นหลัก
“รับรองว่าเรื่องที่รัฐบาลทำไม่ผิดกฎหมาย และไม่ผิดรัฐธรรมนูญ ส่วนวิธีการหรือรูปแบบคงไม่สามารถทำให้ทุกคนเข้าใจเหมือนกันได้ ซึ่งการที่ฝ่ายค้านท้วงติงถือเป็นเรื่องธรรมดา”นายอนุทิน กล่าว
แย้มพลัสมากกว่าครั้งที่แล้ว
เมื่อถามว่า โครงการคนละครึ่งพลัส จะได้ช่วงไหน และประชาชนจะได้คนละเท่าไหร่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เร็วที่สุด รัฐบาลเพิ่งบริหารราชการแผ่นดินได้เต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา เราทำงานมาโดยตลอด นโยบายต่างๆจะเร่งเป็นรูปธรรม อย่างนโยบายคนละครึ่งพลัสก็อาจจะเรียกเป็นนโยบายไทยช่วยไทย
“นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้วางรูปแบบไว้แล้ว น่าจะเป็นพลัสมากกว่าคนละครึ่งครั้งที่แล้ว มาตรการช่วยเหลือเรื่องค่าไฟ 200 หน่วยแรก ไม่ให้เกินหน่วยละ 3 บาท ที่ให้แก่ทุกกลุ่ม ส่วนใครใช้ ไฟเกินก็คิดราคาตามขั้นบันได รวมถึงมาตรการสินค้าไทยช่วยไทย ที่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกจะออกมามากขึ้น โดยใช้ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ให้ห้างร้านมาวางสินค้าจำหน่ายแก่ประชาชนมากที่สุด
เผยสีหศักดิ์รายงานบินไปโอมาน
เมื่อถึงกรณีที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เดินทางไปประเทศโอมาน ได้กำชับเรื่องไหนเป็นพิเศษหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ท่านเดินทางไปเจรจาเรื่องต่างๆ รวมถึงการช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคนั้น โดยเฉพาะในประเทศอิหร่าน
“เมื่อคืนที่ผ่านมา (14 เม.ย.) นายสีหศักดิ์โทรมาหาตน เพื่อรายงานสถานการณ์ ซึ่งไทยได้รับการตอบรับจากประเทศตะวันออกกลางเป็นอย่างดี และนายสีหศักดิ์จะได้ไปเจรจาเรื่องของโลจิสติกส์ สินค้า และเงื่อนไขต่างๆที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย”นายกฯกล่าว
ขอเปิดทางเรือขนน้ำมัน-ก๊าซ-ปุ๋ย
วันเดียวกันนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ พร้อมคณะเดินทางเยือนประเทศโอมาน ตามคำเชิญของ ซัยยิด บัดร์ บิน ฮาหมัด อัล บูไซดี รมว.ต่างประเทศโอมาน เพื่อหารือถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมหวังจะเปิดอีกช่องทางหนึ่งในการติดต่อกับอิหร่าน และขอให้เรือบรรทุกสินค้าน้ำมัน ก๊าซ ปุ๋ย สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มายังประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย
นายสีหศักดิ์ กล่าวสั้นๆก่อนเดินทางว่า การเยือนในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรก ซึ่งมีวาระสำคัญในการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญระดับโลก
ขอบคุณช่วยเหลือลูกเรือไทย
ข่าวแจ้งว่า ทันทีที่คณะของนายสีหศักดิ์ ไปถึงกรุงมัสกัส ซึ่งช้ากว่าไทย 3 ชั่วโมง นายสีหศักดิ์ ได้พบและหารือกับ ชีฮับ บิน ฏอริก อาล์ ซะอีด รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการกลาโหมของโอมาน รวมทั้งพบและหารือกับ ผู้บัญชาการทหารเรือโอมาน เพื่อขอบคุณที่ช่วยลูกเรือไทย 20 คน ของเรือมยุรีนารีได้อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งช่วยค้นหาร่างของ 3 ลูกเรือด้วย
จับตาเข้าหารือด้านพลังงาน
จากนั้น นายสีหศักดิ์ ได้หารือด้านพลังงาน กับ ซาลิม บิน นาสเซอร์ บิน ซาอิด อัล-ออฟี รมว.พลังงานและแร่ธาตุของสุลต่านโอมาน ส่วนในวันที่ 16 เมษายน นายสีหศักดิ์ มีกำหนดการเข้าพบ และหารือกับ ซัยยิด บัดร์ บิน ฮาหมัด อัล บูไซดี รมว.ต่างประเทศโอมานและจะใช้โอกาสนี้พบกับชุมชนไทยในโอมานด้วย ทั้งนี้การเดินทางเยือนโอมานครั้งนี้ เป็นภารกิจแรกของนายสีหศักดิ์ หลังรับตำแหน่งรองนายกฯ
มาร์คจี้รื้อโครงสร้างพลังงาน
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เที่ยงเจอกัน” ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและวิพากษ์การทำงานของรัฐบาลโดยเน้นย้ำถึงความล่าช้าในการรับมือวิกฤตพลังงานและของแพง พร้อมเสนอแนะให้เร่งปรับโครงสร้างราคาพลังงาน นำกลไกภาษีลาภลอยมาใช้ และแนะให้นายกรัฐมนตรีปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารประเทศที่ยึดติดกับรูปแบบเอกชนมากเกินไป
“รัฐบาลรับมือวิกฤตพลังงานล่าช้าและแก้ปัญหาไม่ตรงจุด การปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันรวดเร็วโดยไร้มาตรการรองรับ ทำให้เงินกองทุนน้ำมันกว่า 4 หมื่นล้านบาทสูญเปล่า และมาตรการช่วยเหลือที่ออกมาวงเงินเพียง 2 พันล้านบาทก็ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับผลกระทบ”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
แนะรัฐบาลเก็บภาษีลาภลอย
นายอภิสิทธิ์ ได้เสนอว่า รัฐบาลควรเร่งผลักดัน พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย เพื่อดึงงบจากโครงการที่มีความจำเป็นน้อยมาจัดระบบช่วยเหลือประชาชนและลดภาษีสรรพสามิต นอกจากนี้ ในส่วนของค่าการกลั่นที่พุ่งสูงขึ้น รัฐบาลควรใช้ “ภาษีลาภลอย” หรือค่าธรรมเนียมพิเศษเฉพาะกิจเพื่อเก็บกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นหลักการสากลที่หลายประเทศใช้ ดีกว่าการใช้กฎหมายบีบลดราคาหน้าโรงกลั่นที่อาจสร้างปัญหาสภาพคล่องจนเกิดการชะลอการผลิต
“เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทบทวนสูตรการรับซื้อไฟฟ้าที่ผูกติดกับราคาก๊าซในตลาดโลก ทำให้เอกชนได้รับส่วนต่างกำไรสูงขึ้นตามราคาก๊าซที่แพงขึ้น ทั้งที่ต้นทุนจริงอาจไม่ได้สูงตามนั้น ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังหลีกเลี่ยงที่จะให้ความชัดเจน”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ชี้วิกฤตครั้งนี้ต่างจากต้มยำกุ้ง
นายอภิสิทธิ์ ยังฝากข้อคิดถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 อย่างสิ้นเชิง เพราะนี่คือปัญหาเงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-push inflation) ที่กระทบถึงระดับครัวเรือนและภาคการผลิตโดยตรง ไม่ใช่วิกฤตหนี้ต่างประเทศ
“ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องระวังไม่ใช้เครื่องมือที่ไปทุบเศรษฐกิจให้ฟุบเพื่อหวังกดเงินเฟ้อ และควรเลิกยึดติดกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแหอย่าง “คนละครึ่ง” แต่ควรนำงบประมาณไปทำมาตรการ “พุ่งเป้า” ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย และภาคขนส่งที่กำลังแบกรับต้นทุนอย่างหนัก (เช่น ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) ซึ่งจะตอบโจทย์สถานการณ์ได้ตรงจุดกว่า”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เย้ยนายกฯทำงานยักแย่ยักยัน
พร้อมได้วิเคราะห์ถึงบทบาทของนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าปัญหาการทำงานแบบ “ยักแย่ยักยัน” ของรัฐบาล ส่วนหนึ่งมาจากการที่นายกฯ อาจติดอยู่กับรูปแบบการบริหารงานในภาคเอกชนที่มีเป้าหมายเดียวคือกำไรสูงสุด จึงใช้วิธีแบ่งงานให้แต่ละฝ่ายไปจัดการแล้วจบ
แต่การบริหารประเทศ สังคมมีเป้าหมายที่หลากหลายและขัดแย้งกัน เมื่อเกิดความเห็นไม่ตรงกันระหว่างกระทรวง (เช่น พาณิชย์ กับ พลังงาน) ผู้นำประเทศต้องลงมาเป็นผู้หาข้อยุติและสร้างความชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยลอยตัว พร้อมแนะนำให้นายกฯ ออกมาสื่อสารทิศทางนโยบายกับประชาชนให้มากขึ้น แทนการตอบโต้ประเด็นทางการเมือง
สองแถวพัทยาขึ้นราคารอบ30ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง ทำให้รถโดยสารสองแถวในพื้นที่เมืองพัทยา กำหนดราคาใหม่ที่ 15 บาท สำหรับระยะทาง 1–10 กิโลเมตร และสูงสุด 20 บาทในเส้นทางปลายทาง โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
จากการลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นประชาชน พบว่า ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่แสดงความเข้าใจต่อการปรับขึ้นราคา โดยมองว่าเป็นผลจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันและค่าครองชีพในปัจจุบัน ขณะที่บางส่วนระบุว่า ค่าโดยสารเดิม 10 บาทถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับสภาพเศรษฐกิจ และการปรับขึ้นอาจเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินกิจการต่อไปได้
สู้น้ำมันไม่ไหวขยับในรอบ30ปี
ด้านนายธงไชย สุขโขใจ ประธานสหกรณ์เดินรถพัทยา เผยว่า การปรับราคาครั้งนี้ เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี หลังจากผู้ประกอบการตรึงอัตราค่าโดยสารที่ 10 บาทมาอย่างยาวนาน แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ขับขี่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว จึงได้รวมตัวกันยื่นเรื่องผ่านสำนักงานขนส่งจังหวัดชลบุรี เพื่อขอปรับราคาโดยปัจจุบันมีรถสองแถวให้บริการในพื้นที่เมืองพัทยามากกว่า 712 คัน
เรือด่วนเจ้าพระยาลดลง1บาท
ขณะที่เรือด่วนเจ้าพระยา ประกาศปรับลดอัตราค่าโดยสารเรือทุกประเภทลง 1 บาท เนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวลดลง เหลือ 44.45 บาท/ลิตร เริ่มวันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
นาวาตรีเจริญพร เจริญธรรม กรรมการผู้จัดการบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ผู้ให้บริการเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา ในเส้นทางระหว่างท่าเรือปากเกร็ดถึงท่าเรือวัดราชสิงขรได้กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลมีการปรับตัวลดลง 4 บาท เป็นราคา 44.45 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา บริษัทฯ จึงปรับลดอัตราค่าโดยสารเรือทุกประเภทลง 1 บาทจากอัตราเดิม ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2569 เป็นต้นไป