
16 เม.ย. 2569 10:53 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
เศรษฐกิจจีนโตเกินคาด GDP ไตรมาสแรกพุ่ง 5% แม้เผชิญผลกระทบสงครามอิหร่าน
เศรษฐกิจจีนไตรมาสแรกขยายตัวดีกว่าที่คาด แม้สงครามในตะวันออกกลางกระทบพลังงานโลก ขณะส่งออกเริ่มชะลอ นักวิเคราะห์เตือนไตรมาสถัดไปเสี่ยงอ่อนแรง
เศรษฐกิจจีนยังคงแสดงความแข็งแกร่งเกินคาดในช่วงต้นปี โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาสแรกขยายตัว 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ราว 4.8%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลกอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ ยังถือเป็นการเปิดเผยตัวเลข GDP ครั้งแรก หลังจากจีนปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจประจำปีลงมาอยู่ที่ 4.5%–5% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1991
แรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในไตรมาสนี้มาจากภาคการผลิต ขณะที่เศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญแรงกดดันจากการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว
ด้าน ไคล์ ชาน นักวิเคราะห์จาก Brookings Institution ระบุว่าการส่งออกรถยนต์และสินค้าอุตสาหกรรมเป็นจุดเด่นสำคัญของข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด
อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า ผลกระทบจากสงครามอิหร่านยังไม่ปรากฏเต็มที่ และคาดว่า GDP ในไตรมาสถัดไปอาจอ่อนตัวลง จากความปั่นป่วนด้านการค้าและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น
ข้อมูลล่าสุดจาก General Administration of Customs ระบุว่าการเติบโตของการส่งออกจีนในเดือนมีนาคมชะลอลงเหลือ 2.5% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน
ก่อนหน้านี้ การส่งออกในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์เติบโตมากกว่า 20% โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน การนำเข้าของจีนในเดือนมีนาคมพุ่งขึ้นเกือบ 28% ส่งผลให้ดุลการค้าลดลงเหลือเพียงกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งปี
โจว อี้เซียว นักเศรษฐศาสตร์จาก Australian National University ระบุว่า การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นสะท้อนต้นทุนสินค้าทั่วโลกที่สูงขึ้น อันเป็นผลจากสงครามอิหร่าน
โดยเฉพาะความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง เช่น พลาสติก ปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจจีนจะเติบโตได้ดีกว่าคาด แต่ยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการบริโภคภายในที่อ่อนแอ จำนวนประชากรที่ลดลง และวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายนอก เช่น ความตึงเครียดทางการค้า และนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐภายใต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ
ปัจจุบัน สินค้าจีนส่วนใหญ่เผชิญภาษีนำเข้าจากสหรัฐในอัตรา 10% โดย สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ระบุว่า อาจมีการปรับกลับไปใช้อัตราภาษีเดิมในช่วงก่อนคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐภายในเดือนกรกฎาคม
ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง อาจพบกันในประเทศจีนช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศ.
ที่มา : BBC