244 ปีกรุงรัตนโกสินทร์

244 ปีกรุงรัตนโกสินทร์

244 ปีกรุงรัตนโกสินทร์

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในวันอังคารที่ 21 เมษายน ที่จะถึงนี้  เป็นวันที่ “กรุงเทพมหานคร” หรือ “กรุงรัตนโกสินทร์ จะมีอายุครบ 244 ปี “แนวหน้า” ขอประมวลเรื่องราวและสถานที่ที่เกี่ยวกันกับเหตุการณ์แรกสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ มาให้ทราบกัน ดังต่อไปนี้


1.ปราบดาภิเษก ณ กรุงธนบุรี
ภายหลังยุติเหตุวุ่นวายภายในกรุงธธนบุรีจนสงบราบคาบลงแล้ว มุขอำมาตย์ราชมนตรีและราษฎรพร้อมใจอัญเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325 จึงได้มีพิธี “ปราบดาภิเษก” ขึ้น ณ กรุงธนบุรี ซึ่งปัจจุบันคือ “พระราชวังเดิม” ภายในกองบัญชาการกองทัพเรือ หลังป้องวิชัยประสิทธิ์ ปากคลองบางกอกใหญ่หรือคลองบางหลวง นั่นเอง


2. สถาปนา “กรุงรัตนโกสินทร์”  
หลังจากได้ทรงปราบดาภิเษกเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรี ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา  มายังฝั่งตะวันออก เพื่อสถาปนาเป็นเมืองหลวงใหม่ โดยประเพณีโบราณ  การสร้างเมืองสำคัญจำเป็นต้องมีการยกหลักเมืองขึ้นเป็นมิ่งเมืองและเป็นขวัญเมืองสืบไป

ดังนั้น ในวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ.2325 พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธี “ยกเสาหลักเมือง” ขึ้น โดยใช้ไม้ชัยพฤกษ์ทำเป็นเสาหลักเมือง ประกบด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์ มีเม็ดยอดรูปบัวตูมสวมลงบนเสาหลัก ลงรักปิดทอง  ภายในมีช่องสำหรับบรรจุดวงชะตาเมือง  และถือเอาวันที่ 21 เมษายน เป็นวันสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์  ส่วนวันที่ 6 เมษายน วันปราบดาภิเษก ถือเป็น “วันจักรี” คือ วันเริ่มต้นของราชวงศ์จักรี นั่นเอง


3. เสาหลักเมือง ทำไมมี 2 ต้น

ผู้ที่ได้มีโอกาสไปกราบสักการะศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร มาแล้ว  คงจะเห็นว่า มีเสาหลักเมืองภายในศาลอยู่ 2 เสาด้วยกัน ซึ่งก็อาจทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจว่า เหตุใดเสาหลักเมืองกรุงเทพฯ จึงมีถึง 2 เสาเช่นนี้?

สาเหตุที่เสาหลักเมืองกรุงเทพฯ มี 2 เสานั้น  เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ในปี พ.ศ. 2379 เมื่อพระองค์ทรงตรวจดวงพระชะตาของพระองค์เอง พบว่าเป็นอริแก่ลัคนาดวงเมือง จึงโปรดเกล้าฯให้สร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่อีก 1 ต้น เพื่อเป็นการแก้เคล็ด พร้อมบรรจุดวงชะตาเมืองขึ้นมาใหม่

ในครั้งนั้น ได้มีการขุดเสาหลักเมืองเดิม และจัดสร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ทดแทนของเดิมที่ชำรุด เป็นแกนไม้สัก ประกอบด้านนอกด้วยไม้ชัยพฤกษ์ 6 แผ่น สูง 108 นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง 70 นิ้ว บรรจุดวงเมืองในยอดเม็ดทรงมัณฑ์ที่มีความสูงกว่า 5 เมตร พร้อมกับอัญเชิญหลักเมืองเดิม และหลักเมืองใหม่ ประดิษฐานอยู่ใกล้กันในอาคารศาลหลักเมืองที่มียอดปรางค์ ก่ออิฐฉาบปูนขาวที่ได้แบบอย่างจากศาลหลักเมืองอยุธยา

ต่อมาใน พ.ศ.2525 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนิน ณ ศาลหลักเมือง ในพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี เพื่อเป็นสิริมงคลแก่มหานครตามโบราณราชประเพณี และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการดำเนินการปรับปรุงศาลหลักเมืองให้มีความงดงามบริบูรณ์สมกับเป็นที่สถิตแห่งองค์พระหลักเมือง และให้เชิญเสาหลักเมืองต้นเดิมไปประดิษฐานไว้คู่กับเสาหลักเมืองต้นปัจจุบัน เมื่อบูรณปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จสมบูรณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีสมโภชพระหลักเมือง ณ วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม 2529

ในการนี้ คณะกรรมการดำเนินการปรับปรุงศาลหลักเมือง ได้กราบบังคมทูลเชิญ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์การดำเนินงานปรับปรุงศาลหลักเมืองรวมทั้งได้สร้างศาลเทพารักษ์เพื่อเป็นที่สถิตแห่งเทพารักษ์ทั้ง 5 ได้แก่ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬไชยศรี เจ้าเจตคุปต์ และเจ้าหอกลอง และอาคารหอพระพุทธรูปขึ้นอีกด้วย

4. ชื่อเมืองหลวงที่ยาวที่สุดในโลก
ภายหลังจากจัดพิธียกเสาหลักเมืองขึ้นในวันที่ 21 เมษายน 2325  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้พระราชทานนามพระนครใหม่ว่า “กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์ เป็นชื่อเมืองที่ยาวที่สุดในโลก มีความหมายว่า “พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร อันเป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต เป็นนครที่ไม่มีใครสามารถรบชนะ มีความงามอันมั่นคงและเจริญยิ่ง เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้ว 9 ประการ น่ารื่นรมย์ยิ่ง มีพระราชนิเวศน์ใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา ซึ่งท้าวสักกเทวราชพระราชทานให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้”

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ทรงเปลี่ยนจาก “…บวรรัตนโกสินทร์…” เป็น “…อมรรัตนโกสินทร์…” และเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ.2514  รัฐบาลในขณะนั้นได้รวม จังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรี เข้าด้วยกันเป็น นครหลวงกรุงเทพธนบุรี และในปี พ.ศ.2515 ได้เปลี่ยนเป็นชื่อเป็น “กรุงเทพมหานคร”

5. ศาลเทพารักษ์ ในศาลหลักเมือง
ภายใน ศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร นอกจากประดิษฐานหลักเมืองแล้ว ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่กันมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช คือ เทพารักษ์ 5 องค์ ได้แก่ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬไชยศรี เจ้าพ่อหอกลอง และเจ้าพ่อเจตคุปต์

พระเสื้อเมือง รูปเทพารักษ์หล่อด้วยสำริดปิดทอง ประทับยืนบนฐานสิงห์ พระหัตถ์ซ้ายทรงคทาวุธ พระหัตถ์ขวา ยกชูขึ้นทรงจักราวุธ “พระเสื้อเมือง” เป็นเทพารักษ์คุ้มครองป้องกันภัยทั้งทางบกและทางน้ำ คุมไพร่พลรักษาบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุข ปราศจากอริราชศัตรูมารุกราน
พระทรงเมือง รูปเทพารักษ์หล่อด้วยสำริดปิดทอง ประทับยืนบนฐานปัทม์ พระหัตถ์ซ้ายทรงพระขรรค์ พระหัตถ์ ขวายกชูขึ้นทรงสังข์ “พระทรงเมือง” เป็นเทพารักษ์มีหน้าที่ปกป้องดูแลทุกข์สุขของประชาชนทั้งแผ่นดิน และดูแลความผาสุกของประเทศ

พระกาฬไชยศรี รูปเทพารักษ์สี่กรหล่อด้วยสำริดปิดทอง ประทับบนหลังนกแสก ซึ่งอยู่บนแท่นสี่เหลี่ยมปิดทอง พระหัตถ์ซ้ายบนยกชูทรงเชือกบาศสำหรับคล้องมัดปราณของมนุษย์ผู้ถึงฆาต พระหัตถ์ซ้ายล่างยกเสมอพระนาภี พระหัตถ์ขวาบนยกชูทรงชวาลา พระหัตถ์ขวาล่างทรงพระขรรค์ “พระกาฬไชยศรี” เป็นเทพารักษ์ที่เป็นบริวารพระยม มีหน้าที่ป้องกันมิให้ผู้ใดทำความชั่ว รวมทั้งสอดส่องดูแลบุคคลอันธพาลในยามค่ำคืน ด้วยการขี่นกแสกออกตรวจตรา และเมื่อบุคคลใดถึงฆาตก็นำตัวไปให้พระยมชําระความ ถ้าทำความดีก็ส่งขึ้น สวรรค์ ทำความชั่วก็ส่งลงนรก

เจ้าพ่อหอกลอง รูปเทพารักษ์หล่อด้วยสำริดปิดทอง ประทับยืนบนแท่นแปดเหลี่ยม พระหัตถ์ทั้งสองยกเสมอระดับพระอุระ พระหัตถ์ขวาทรงดอกบัว พระหัตถ์ซ้ายทรงเขาสัตว์ สำหรับใช้เป่าเป็นสัญญาณเรียกประชุมไพร่พลให้มาเข้าประจำ หน้าที่ตามธรรมเนียมปฏิบัติกันในสมัยโบราณ “เจ้าพ่อหอกลอง” เป็นเทพารักษ์ที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแผ่นดิน แล้วรายงานเหตุร้ายที่เกิดขึ้นให้พระเสื้อเมืองซึ่งมีหน้าที่ดูแลความเป็นไปต่างๆ ในเมืองให้รับทราบเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

เจ้าพ่อเจตคุปต์ รูปเทพารักษ์จำหลักด้วยไม้ปิดทองทั้งองค์ ประทับยืนบนแท่น พระหัตถ์ทั้งสองยกเสมอระดับพระอุระ พระหัตถ์ขวาถือเหล็กจาร พระหัตถ์ซ้ายถือใบลานอัครสันธานาสำหรับจดความชั่วร้ายของชาวเมืองที่ตายไป “เจ้าพ่อเจตคุปต์” เป็นเทพารักษ์ที่เป็นบริวารพระยม มีหน้าที่จดบันทึกความชั่วร้ายของมนุษย์ที่ตายไปแล้วนำเสนอต่อพระยม 

ปัจจุบัน เทพารักษ์ 5 องค์นี้ ประดิษฐานอยู่ ณ ศาลเทพารักษ์ ภายในศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าสักการะได้


6. พระประจำแผ่นดิน
เมื่อสร้างกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ รัชกาลที่ 1 มีพระราชปณิธานที่จะสร้างให้เป็นกรุงศรีอยุธยาแห่งใหม่ โดยจำลองแบบอย่างหลายอย่างมาไว้ที่กรุงเทพฯ ขาดเพียงพระพุทธรูปที่เปรียบเสมือน “ใจเมือง” แม้โปรดให้อัญเชิญพระพุทธรูปลงมาไว้กรุงเทพฯ หลายองค์ แต่ก็ไม่มีองค์ใดเลย ที่จะมีพระราชศรัทธาในพุทธคุณเทียบเท่า “พระแก้วมรกต” 

“พระแก้วมรกต” จึงประดิษฐานเป็นประธานอยู่ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นศูนย์กลางราชอาณาจักรสยาม และศูนย์กลางแห่งพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์ ศาสนา และราษฎร

ตำนานเกี่ยวกับพระแก้วมรกต ที่ว่าเป็นพระพุทธรูปที่เทวดาสร้าง มีการอัญเชิญไปยังดินแดนต่างๆ เช่น ประดิษฐานอยู่เมืองลำปางนาน 32 ปี (พ.ศ. 1979-2011), เชียงใหม่ 85 ปี (พ.ศ. 2011-2096), หลวงพระบาง ไม่ถึงปี (พ.ศ. 2096), เวียงจันทน์ 225 ปี (พ.ศ. 2096-2322) กรุงธนบุรี 5 ปี (พ.ศ. 2322-2327) และสุดท้ายประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตั้งแต่ พ.ศ. 2327 เป็นต้นมา

หลังจากอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพียง 2 เดือน ได้เกิดธรรมเนียมใหม่ขึ้น คือ พ.ศ. 2328 รัชกาลที่ 1 โปรดให้ตั้งพระราชกำหนดใหม่ให้ข้าราชการทั้งปวงต้องเข้าไปกราบนมัสการพระแก้วมรกตก่อน แล้วจึงเข้ารับพระราชทานน้ำพระพิพัฒน์สัจจาภายหลัง
 

นี่คือเรื่องราวที่เกี่ยวกันกับวาระ 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ ที่ “แนวหน้า” นำมาฝากทุกท่าน.

Leave a comment