สวยงามราวกับมีชีวิตกว่าจะเป็น’พระประธานพุทธมณฑล’

สวยงามราวกับมีชีวิตกว่าจะเป็น'พระประธานพุทธมณฑล'

สวยงามราวกับมีชีวิตกว่าจะเป็น’พระประธานพุทธมณฑล’

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หากท่านใด เคยได้ไปเยือน “พุทธมณฑล” สถานที่สำคัญทางประวัติศาสและพระพุทธศาสนาของชาติมาแล้ว  ย่อมจดจำได้ว่า “พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์”  หรือที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยเรียกว่า “พระประธานพุทธมณฑล” นั้น สูงใหญ่ สวยงาม ราวกับมีชีวิต จะย่างพระบาทเดินอยู่ร่ำไป  นี่คือความวิเศษของการออกแบบพระพุทธรูปโดยแท้

แต่รู้กันหรือไม่ว่า กว่าจะเป็น “พระประธานพุทธมณฑล” ได้ ต้องผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มาอย่างยาวนาน  โดยผู้ออกแบบคือ ศาสตร์จารย์ ศิลป์ พีระศรี “ครูฝรั่ง” ของชาวศิลปากร ศิลปินชาวอิตาเลียนที่เข้ามารับราชการในสยาม ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6

อาจารย์เขียน ยิ้มศิริ ศิษย์คนสำคัญท่านหนึ่ง เคยเล่าไว้ว่า งานชิ้นนี้ นับเป็นงานชิ้นสุดท้ายที่ ศ.ศิลป์ พีระศรี ท่านสร้างไว้  โดยที่อาจารย์เขียนใช้คำว่า “สร้างไว้เพียงครึ่งหนึ่ง”

กล่าวคือ ท่านได้รับมอบหมายให้ออกแบบและปั้นหุ่นองค์พระพุทธรูปต้นแบบ  ในการประชุมคณะกรรมการออกแบบพระพุทธรูปฯ ครั้งแรก เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2497  โดยท่านได้เสนอความเห็นในที่ประชุมเรื่องการสร้างพระพุทธรูป และได้รับความเห็นชอบว่า

“พระพุทธรูปนั้น ไม่ใช่องค์พระพุทธเจ้าจริง เป็นแต่เพียงสิ่งแทน อันหมายถึง พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์เท่านั้น ถ้าพูดในด้านความรู้สึกแห่งจิตใจแล้ว  ควรเป็นแบบ Idealistic แต่อย่างไรก็ตาม ขอให้เป็นหน้าที่ของศิลปินผู้ออกแบบ จะเป็นแบบไหนก็ได้ ขอให้เกิดความรู้สึกก็แล้วกัน”

งานออกแบบภาพร่างพระประธานพุทธมณฑลนี้  เป็นงานที่เนื่องมาจากความสนใจพุทธศิลป์แบบสุโขทัยของ อ.ศิลป์ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  ท่านจึงศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจังและได้ใช้ในการออกแบบพระพุทธรูปปางลีลา ซึ่งท่านได้อธิบายไว้ว่า

“พระพุทธเจ้าท่านเป็นมนุษย์ เป็นลูกกษัตริย์ ท่านต้องมีกล้ามเนื้อที่ผ่อนคลายสวยงาม กล้ามเนื้อกษัตริย์จะเด่นชัดเหมือนกล้ามเนื้อกรรมกรไม่ได้…เท้าก็ต้องเป็นเท้า

การสร้างพระพุทธรูป…ต้องสามารถถ่ายทอดให้รู้ซึ้งถึงแก่นสารแห่งพระธรรมของพระองค์ด้วย”

ในส่วนของพระพุทธรูปปางลีลาท่านก็ได้อธิบายพุทธลักษณะ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในพุทธศิลป์แบบสุโขทัยเป็นอย่างดีว่า

“เมื่อได้เห็นพระพุทธรูปปางลีลาอันประณีตงดงาม เราจะบังเกิดความรู้สึกเหมือนหนึ่งว่า พระพุทธองค์กำลังเสด็จดำเนินไปเบื้องหน้าอย่างแช่มช้อย  พร้อมด้วยพระอาการกรีดของนิ้วพระหัตถ์ ซึ่งแสดงเป็นสัญลักษณ์ของ ‘พระธรรมจักร’ ที่พระบรมศาสดาทรงมุ่งพระทัยประกาศพระธรรมคำสั่งสอน”

พุทธลักษณะของพระประธานพุทธมณฑล ที่ อ.ศิลป์ ออกแบบและปั้นหุ่นต้นแบบไว้  เป็นพระพุทธรูปปางลีลา มีพระเกตุมาลาเป็นเปลวสูงเหนือพระเศียร ทรงห่มจีวรเฉวียงบ่า พาดสังฆาฏิ อยู่ในท่าย่างพระบาท มีบัวรองพระบาท

โดยท่านได้ออกแบบไว้ 4 แบบ และคณะกรรมการได้คัดเลือกไว้แบบหนึ่ง  แล้วมอบหมายให้ท่านปั้นหุ่นแบบพระพุทธรูปสูง 2.14 เมตร  จากนั้นจึงปั้นขยายองค์พระจากรูปต้นแบบสูง 3.50 เมตร อีก 1 องค์ เพื่อประดิษฐาน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ เมื่อวันที่ 12-18 พฤษภาคม พ.ศ.2500 เพื่อให้ประชาชนสักการะบูชา

องค์แรกที่เป็นต้นแบบได้นำไปประดิษฐานที่โรงพิธี

ส่วนองค์ที่สองได้นำไปประดิษฐาน ณ พุทธมณฑลจำลอง ที่สร้างไว้ด้านเหนือของท้องสนามหลวง

หลังจากนั้น ได้นำพระพุทธรูปองค์ต้นแบบมาเก็บรักษาที่กองหัตถศิลป กรมศิลปากร  ส่วนองค์ที่พุทธมณฑลจำลองคงประดิษฐานไว้กระทั่งเมื่อรื้อถอนพุทธมณฑลจำลอง  ได้ชำรุดคงเหลือแต่พระเศียรนำมาเก็บรักษาที่กองหัตถศิลป เช่นกัน
ปัจจุบันองค์แรกนั้น เป็นวัตถุจัดแสดงอยู่ ณ ห้องรัตนโกสินทร์ อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร  ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์ละกลุ่มเผยแพร่ กรมศิลปากร ได้ให้ข้อมูลเอาไว้ว่า

 “ประติมากรรมต้นแบบพระศรีศากยะทศพลญาณ” 
ศิลปะรัตนโกสินทร์  พ.ศ. ๒๕๐๐ ปูนปลาสเตอร์ ระบายสี  ย้ายจากหอประติมากรรมต้นแบบ เดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒

ประติมากรรมต้นแบบพระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์  ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นประติมากรผู้ปั้นพระพุทธรูปต้นแบบองค์นี้  สำหรับจัดแสดงในนิทรรศการฉลองพระพุทธชยันตี ๒๕ พุทธศตวรรษ ณ ท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ ๑๒ – ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๐๐ ภายในงานมีการระดมทุนเพื่อจัดสร้างพุทธมณฑล อันเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนา ใน พ.ศ. ๒๕๑๐

ภายหลังเสร็จสิ้นงานจึงอัญเชิญพระพุทธรูปต้นแบบองค์นี้มาเก็บรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยจัดแสดง ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ต่อมาในพ.ศ. ๒๕๑๐ ได้เคลื่อนย้ายประติมากรรมต้นแบบองค์นี้ มาจัดแสดงในห้องรัตนโกสินทร์ อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

จนถึงคราวรื้อฟื้นโครงการจัดสร้างพุทธมณฑล ในพ.ศ. ๒๕๒๑ จึงได้เคลื่อนย้ายมาถอดขยายแบบสำหรับหล่อเป็นประติมากรรมขนาดใหญ่ และได้เก็บรักษาไว้ ณ หอประติมากรรมต้นแบบ กรมศิลปากร จนถึงพ.ศ. ๒๕๖๒

สำหรับแนวคิดการสร้างพระพุทธรูปต้นแบบนั้น ศาสตราจารย์ศิลป์ ได้แรงบันดาลใจจากพระพุทธรูปอิริยาบถลีลา ศิลปะสุโขทัย ที่ได้รับการนิยามว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามตามอุดมคติ นำมาสร้างสรรค์ใหม่ด้วยเทคนิคและสุนทรียศาสตร์แบบตะวันตก โดยพระพุทธรูปต้นแบบองค์นี้นับเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านรูปลักษณ์ของพระพุทธปฏิมาแบบไทยประเพณีกับงานศิลปกรรมร่วมสมัย

อนึ่ง ในเวลาที่ อ.ศิลป์ออกแบบพระประธานเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้จัดรัฐพิธีก่อฤกษ์ ณ ตำแหน่งฐานพระประธาน ในบริเวณพุทธมณฑล เมื่อวันที่ 29 กรกฏาคม พ.ศ.2498 แต่หลังจากนั้นงานปั้นหล่อพระประธานได้หยุดชะงักลง  ในขณะที่เวลาต่อมา อ.ศิลป์ ก็ได้ถึงแก่กรรมลงเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2505  งานปั้นหล่อจึงยังคงค้างมาเป็นเวลานานกว่า 2 ทศวรรษ ราว 23 ปี

ใน พ.ศ.2521 สมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี  จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการโครงการขึ้นใหม่ โดยมีความเห็นว่า ขนาดพระพุทธรูปเดิมสูง 2,500 นิ้วนั้น สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย  และใช้เวลาในการดำเนินการมาก และเกรงโครงสร้างตามแบบจะไม่มั่นคงพอ จึงมีมติให้ลดขนาดความสูงลงเหลือ 2,500 กระเบียด ประมาณ 15.785 เมตร โดยใช้วิธีหล่อสำริด ซึ่งจะมีน้ำหนักถึง 20 ตัน

ต่อมาเมื่อมีการสำรวจชั้นดินบริเวณที่จะสร้างพระประธานนั้น พบว่า ไม่สามารถรับน้ำหนักได้เพียงพอ จึงมีการเปลี่ยนรูปแบบบริเวณฐานองค์พระพุทธรูป

กรมศิลปากรจึงได้มอบหมายให้ นายประเวศ ลิมปรังษี ผู้อำนวยการกองหัตถศิลปในขณะนั้น เป็นผู้ออกแบบแท่นฐานและลานทักษิณ โดยปรับปรุงจากแบบของ อ.ศิลป์ ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยมีลักษณะองค์พระพุทธรูปประทับยืนบนฐานบัวหน้าบัลลังก์ฐานสิงห์ปากบัว มีฐานปัทม์รองรับลานทักษิณขนาดใหญ่แบ่งเป็น 2 ระดับ

ซึ่งนอกจากช่วยเรื่องความแข็งแรงแล้วยังเสริมให้องค์พระพุทธรูปมีความสง่างามมากยิ่งขึ้น

และในส่วนของงานปั้นหล่อองค์พระพุทธรูปมี นายสาโรช จารักษ์ รองผู้อำนวยการกองหัตถศิลปในขณะนั้น ทำหน้าที่หัวหน้าคณะประติมากร

ในการปั้นหล่อองค์พระประธานนี้ กรมศิลปากรได้ตั้ง “กองดำเนินการปั้นหล่อพระพุทธรูปพระประธานพุทธมณฑลประดิษฐาน ณ บริเวณพุทธมณฑล” หรือ “กองงานเฉพาะกิจพุทธมณฑล” ขึ้น โดยขยายรูป 7.5 เท่า จากองค์ต้นแบบของ อ.ศิลป์

สำหรับปั้นขยายปูนปลาสเตอร์ด้วยวิธีขยายจากรูปตัดหุ่นต้นแบบ (Contour) แบ่งองค์พระเป็น 6 ส่วน มีนายชวลิต หัศพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญกองงานเฉพาะกิจฯ เป็นผู้ออกแบบเครื่องหารูปตัดหุ่นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ และคณะอาจารย์วิทยาลัยช่างศิลป เป็นผู้ปั้นส่วนพระพาหา (แขน ตั้งแต่ไหล่ถึงศอก)  และพระกร (ปลายแขน ตั้งแต่ข้อศอกถึงข้อมือ) ซ้าย ขวา ส่วนอื่นๆ ประติมากรของกองงานเฉพาะกิจฯ เป็นผู้ปั้น

มี ผศ.ชลูด นิ่มเสมอ (ตำแหน่งทางวิชาการในขณะนั้น) จากมหาวิทยาลัยศิลปากร  เป็นผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเกี่ยวกับพุทธลักษณะและศิลปะในการปั้นพระพุทธรูป

วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2524 สมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  เสด็จพระราชดำเนินทรงเททองพระเกตุมาลาองค์พระประธาน  ภายหลังได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระพุทธรูปพระประธานพุทธมณฑล  ดังพระกระแสแจ้งเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2524 ว่า

“พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์”

วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2525 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาน สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก (วาสน์ วาสโน) เสด็จเป็นองค์ประธานประกอบพิธีเชื่อมพระเศียรกับองค์พระพุทธรูป  อันเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการประกอบองค์พระพุทธรูป จากนั้นจึงทำการรมดำองค์พระพุทธรูปโลหะสำริด แล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2525 ทันตามกำหนดเวลาสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี

ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงประกอบพิธีสมโภชพระพุทธรูปพระประธานพุทธมณฑล เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2525
หากมีโอกาส “แนวหน้า” ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย  โปรดไปชมความงามและสักการะ “พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์” เพื่อความเป็นสิริมงคลกันเถิด.

Leave a comment