
สุรเดช ผุดไอเดีย หอคอยฟอกอากาศ สู้ฝุ่น PM 2.5 จี้รัฐบาลแก้ต้นเหตุให้เด็ดขาด
วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.56 น.
‘สุรเดช’ผุดไอเดียสุดล้ำ ‘หอคอยฟอกอากาศ’แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 แบบอย่างต่างประเทศ ควบคู่เครื่องฟอกอากาศจากโครงการฟ้าใส ไทยผลิตเอง จี้รัฐบาลแก้ที่ต้นเหตุ ‘จริงใจแก้ปัญหา จริงจังจัดการเด็ดขาด’ บังคับใช้กฎหมายเข้มข้น เชื่อไทยทำได้ไม่แพ้ต่างประเทศ
นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แสดงความเป็นห่วงปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศท่องเที่ยว ความสะดวกและปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งต้องยอมรับว่ากรณีของฝุ่น PM 2.5 มีผลโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน ดังนั้นรัฐบาลต้องมีความจริงใจและจริงจังในการจัดการปัญหา ต้องเข้าใจว่าปัญหาฝุ่นเกิดจาก 4 เรื่องใหญ่ๆ คือ1.เกิดจากการเผา ไม่ว่าจะเป็นเผาขยะหรือเผาซังข้าว พืชไร่ในที่โล่ง 2. เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม ปล่อยมลพิษออกมา 3.เกิดจากการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างของหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน ที่ไม่มีการควบคุมเรื่องของฝุ่น และ 4. เกิดจากท่อไอเสียที่ถูกปล่อยออกมาจากรถยนต์หรือรถอื่นๆปล่อยควันพิษออกมา ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นเรื่องหลักที่ทำให้เกิดมลพิษทั่วประเทศ และเกิดอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจะจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างไร สำหรับตนคิดว่าต้องแก้ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ปลายเหตุแม้ว่าปัจจุบันจะมีการจัดหาเครื่องฟอกอากาศ ที่มีหลากหลายขนาดมาใช้ แต่ในบ้านเราหากฝุ่น PM2.5 ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ เครื่องฟอกอากาศก็คงไม่เพียงพอแล้ว
นายสุรเดช กล่าวว่า ตนขอเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เอาใจใส่อย่างจริงจัง โดยในเรื่องการเผานั้น รัฐบาลต้องบังคับใช้กฎหมายห้ามเผาอย่างเด็ดขาด ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รู้ถึงบทลงโทษหนัก หากฝ่าฝืนกฎหมาย ขณะเดียวกันก็ต้องหามาตรการรองรับให้ประชาชนด้วยว่า ถ้าห้ามเผาแล้วจะให้ประชาชนทำอย่างไรกับขยะ ซังข้าวหรือพืชไร่เหล่านั้น อาจจะแนะนำให้มีการฝังกลบ โดยกำหนดพื้นที่ในการฝังกลบเป็นจุดๆในแต่ละพื้นที่ และในแต่ละตำบล ควรมีการสร้างเตาเผาขยะชุมชนไร้มลพิษ ซึ่งปัจจุบันอาจจะมีอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทั่วถึง ดังนั้นรัฐบาลควรจัดงบประมาณลงไปเพื่อขยายเรื่องนี้ให้ทั่วถึง

นายสุรเดช กล่าวว่าต่อว่าในส่วนของโรงงานอุตสาหกรรมนั้น รัฐบาลต้องเข้มงวดในเรื่องของการควบคุมให้โรงงานต่างๆ ต้องมีเครื่องสกัดมลพิษ ซึ่งปกติหลายโรงงานก็จะมีอยู่แล้ว แต่ภาครัฐโดยกระทรวงอุตสาหกรรมควรจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจดูแต่ละโรงงานอุตสาหกรรมทุกสัปดาห์ หากพบโรงงานใดไม่ติดตั้งเครื่องสกัดมลพิษ ก็ต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด อาจถึงขั้นปิดโรงงานเลยก็ต้องทำ เพราะนี่คือการบังคับใช้กฎหมาย และที่สำคัญเราต้องเข้มงวดกับเจ้าหน้าที่ด้วย หากพบเจ้าหน้าที่ละเลย ไปพัวพันหรือมีผลประโยชน์ เอาหูไปนา เอาตาไปไร่กับโรงงานใดๆ ก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ
นายสุรเดช กล่าวว่า ส่วนเรื่องมลพิษที่เกิดจากท่อไอเสียรถยนต์ที่วิ่งกันอยู่บนถนน ปัจจุบันรถยนต์ใหม่ทุกคันจะมีระบบควบคุมการปล่อยมลพิษในตัวถังรถยนต์อยู่แล้ว หรือที่เรียกว่า Emission control ซึ่งก็ต้องมีการควบคุมในส่วนของรถยนต์เหล่านี้อย่างเคร่งครัด ส่วนรถยนต์เก่าที่มีอายุการใช้งานมานานเป็นสิบๆปี หรือรถที่ใช้เครื่องยนต์สำหรับภาคเกษตร อย่างรถอีแต๋น หรือรถไถ รถเกี่ยวข้าว ก็ควรออกกฎข้อบังคับต่างๆให้ติดตั้งเครื่องควบคุมมลพิษด้วยเช่นกัน แต่รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเรื่องราคาติดตั้งให้มีราคาถูกที่สุด
นายสุรเดช กล่าวว่า นอกจากนี้อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมลพิษก็คือการก่อสร้าง ที่ผู้รับเหมาก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นงานของภาครัฐ หรือเอกชน ต่างก็อยากได้กำไรมากๆ บางครั้งจึงหลีกเลี่ยงไม่ติดเครื่องควบคุมมลพิษ ไม่มีระบบป้องกันที่จะไม่ให้มีฝุ่นฟุ้งกระจาย ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 จนเกิดผลกระทบกับประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายสุรเดช กล่าวว่า จากสาเหตุทั้งหมดนี้ ต้องถามรัฐบาลว่า มีความจริงใจและจริงจังแค่ไหน หากรัฐบาลมีความจริงใจที่แท้จริง ก็ต้องเร่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุก่อน และช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงจัง ไม่ใช่จะเอาแต่จัดงบประมาณลงไปแล้วปล่อยให้ผู้รับเหมาหรือนักการเมืองท้องถิ่น ไปแอบฮั้วกัน ก็จะทำให้มีปัญหาไม่จบ รัฐบาลจะทำแบบขี่ม้าปล่อยมือเห็นแก่พรรคพวกกัน หรือไม่เอาจริงเอาจังกับเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นที่ยอมหลับตาข้างเดียวไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นบ้านเมืองเราก็จะมีปัญหาตลอด ซึ่งเรื่องทุจริตคอรัปชั่นเป็นเรื่องใหญ่ที่ยังคงเกาะกินประเทศของเราอยู่
‘ตอนนี้มีการพูดคุยกันถึงขนาดว่ามีการโกงกระจาย ไม่ใช่โกงกระจุกแล้ว เพราะฉะนั้น รัฐบาลต้องแก้ที่ต้นเหตุ ผมขอเสนอให้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ อย่างเช่นหอคอยกรองอากาศ ซึ่งในต่างประเทศนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นเนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ หรือกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย รวมถึงเยอรมัน ฝรั่งเศส และอังกฤษก็ใช้หอคอยฟอกอากาศมาช่วยทำให้อากาศบริสุทธิ์ขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลมาก
นายสุรเดช กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย เรามีโครงการฟ้าใสซึ่งเป็นโครงการของภาคเอกชนที่น่าสนใจรัฐบาลควรนำมาใช้ และโครงการนี้ยังเป็นเทคโนโลยีที่คนไทยทำเองด้วย ดังนั้นควรจะสนับสนุนให้โครงการนี้กระจายไปในทุกพื้นที่ที่มีปัญหาฝุ่น หรือรัฐบาลอาจจะซื้อหอคอยกรองอากาศจากต่างประเทศซึ่งอาจมีราคาสูงหน่อย มาเป็นแบบ แล้วให้นักประดิษฐ์คนไทยศึกษาเพื่อมาดัดแปลงเป็นของคนไทยเอง ซึ่งราคาถูกกว่าต่างประเทศแน่นอน จึงอยากให้รัฐบาลแสดงความจริงใจและจริงจังในเรื่องนี้ เพราะเมื่อรัฐบาลอาสาประชาชนเข้ามาแล้ว ก็ต้องเต็มที่ในการแก้ไขปัญหา อย่าให้ประชาชนเสียความรู้สึกว่า ‘พูดแล้วทำไม่ได้’ โดยควรมีกำหนดเดทไลน์ให้ชัดเจนว่าจะสามารถแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้คลี่คลายได้เมื่อไหร่ ทั้งนี้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป