กู้เงินทางเลือกสุดท้าย ขุนคลังยัน หนี้ไทยต่ำกว่าทั่วโลก ชี้ไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์ ไม่กังวลความน่าเชื่อถือ

กู้เงินทางเลือกสุดท้าย ขุนคลังยัน หนี้ไทยต่ำกว่าทั่วโลก ชี้ไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์ ไม่กังวลความน่าเชื่อถือ

กู้เงินทางเลือกสุดท้าย ขุนคลังยัน หนี้ไทยต่ำกว่าทั่วโลก ชี้ไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์ ไม่กังวลความน่าเชื่อถือ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กู้เงินทางเลือกสุดท้าย ขุนคลังยัน หนี้ไทยต่ำกว่าทั่วโลก ชี้ไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์ ไม่กังวลความน่าเชื่อถือ รบ.ลุยดึงงบค้างท่อปี’69 ตุนแสนล้านรับมือวิกฤต

นายกฯ ถก 4 หน่วยงานทบทวนจัดงบประมาณปี’70 ขับเคลื่อนนโยบายใต้ความผันผวนโลก รับมีข้อจำกัดมาก ต้องหั่นงบ ด้าน“เอกนิติ”ยันออกพ.ร.ก.กู้เงินเป็นทางเลือกสุดท้าย การันตีทั้งไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์ไม่ห่วงเรื่องเพดานหนี้สาธารณะ อ้าง ยังต่ำกว่าประเทศทั่วโลก เตรียมดันพ.ร.บ.โอนงบประมาณ’69 ดึงเงินค้างท่อกว่า 125,000 ล้าน เป็นกระสุนสำรองรับมือวิกฤต

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 08.10 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย อธิบดี หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ นายศักดา วิเชียรศิลป์ ที่ปรึกษา รมว.มหาดไทย และนายไชยวัฒน์ จุลถิระพงศ์ เลขานุการ รมว.มหาดไทย ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้ได้เข้าร่วมประชุมด้วย

อนุทินมอบนโยบายมท.แก้วิกฤตชาติ

โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าขอบคุณที่ได้มาร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียงเพื่อขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทยในการติดตามสถานการณ์ด้านสาธารณภัยความมั่นคง รวมถึงการพัฒนาในมิติอื่นๆ ของประเทศ เพื่อที่เราจะได้มาร่วมกันหาทางออกและแก้ไขสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าในประเทศนี้จะมีปัญหาหรือวิกฤตการณ์ใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวกับประชาชน กระทรวงมหาดไทย คือ หน่วยงานหลักและการดำเนินการ ทั้งส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ซึ่งหนีไม่พ้นที่จะต้องใช้บทบาทของมหาดไทยในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ บรรยากาศระหว่างการมอบนโยบาย นายกรัฐมนตรีพูดได้เพียงไม่ถึง 2 นาทีได้เชิญสื่อมวลชนและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากห้องประชุม พร้อมกล่าวว่า ขอความสงบไม่ต้องพูดแทรกขึ้นมา เวลาประชุม ก่อนกล่าวย้ำว่า “ขอเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการเชิงรุก เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด”

ย้ำลุยมาตรการประหยัดพลังงาน

ทั้งนี้ ในที่ประชุม นายอนุทินได้กล่าวช่วงหนึ่งว่าเรื่องการรับมือสถานการณ์วิกฤตพลังงาน อันเนื่องมาจากสถานการณ์สู้รบในประเทศตะวันออกกลาง การเข้าถึงแหล่งพลังงาน ประเทศไทยเรามีความสามารถในการนำเข้าน้ำมันเพื่อให้บริการประชาชน ต้องขอขอบคุณ ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศทุกท่านที่ได้ปฏิบัติการให้บรรลุตามเป้าหมายของเราในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยให้ประชาชนได้เดินทางสัญจรกลับได้อย่างสะดวก การอำนวยความสะดวก ผ่อนปรนเวลาเดินรถขนส่งน้ำมัน ช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นรวมถึงการป้องกันการกักตุนน้ำมันซึ่งท่านได้บูรณาการบริหารบริหารจัดการการควบคุมดูแลสถานการณ์บริการน้ำมันในแต่ละจังหวัดได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ขอให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทยโดยเฉพาะการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ได้ศึกษาเรื่องการมาตรการประหยัดไฟฟ้า เปิด-ปิดไฟในโซนพื้นที่จำเป็น รวมถึงมาตรการพลังงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาภาวะวิกฤตพลังงานในอนาคต

ผวจ.ดูแลลงทะเบียน‘ไทยช่วยไทยพลัส’

เรื่องมาตรการด้านเศรษฐกิจขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะ “รัฐบาลของจังหวัด”ได้เตรียมการอำนวยความสะดวกพี่น้องประชาชนในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ“ไทยช่วยไทย พลัส”ตามที่รัฐบาลจะได้มีมาตรการในระยะใกล้นี้รวมถึงบัตรสวัสดิการ เพื่อส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ เสริมสภาพคล่องหมุนเวียนในเศรษฐกิจ การพัฒนาประเทศให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนสูงสุด

จัดงบฯ’70 ลดดูงาน สร้างตึกใหญ่

นอกจากนี้เรื่องการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ดำเนินตามนโยบายและแนวทางที่รัฐบาลได้ให้ไว้อย่างเคร่งครัด เนื่องจากเรามีความจำเป็นต้องปรับรูปแบบการใช้งบประมาณ ให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ของโลก ตัวอย่างเช่นแนวทาง “Zero-Based Budgeting” อิงสถานการณ์ปัจจุบันและวางแผนการใช้งบประมาณ ไม่คำนึงถึงฐานงบประมาณที่ผ่านมา รวมถึงลดงบประมาณในการศึกษาดูงาน การจัดประชุม การสร้างอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ขอให้ใช้วิธีการเช่าแทน การเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV มากขึ้นตลอดจนเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Net Zero ที่กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับองค์การสหประชาชาติ UN ผลักดันขับเคลื่อนทำให้ประเทศไทยมีจุดยืนบนเวทีโลก จึงขอให้ทุกท่านได้ตระหนักและให้ความสำคัญ รวมถึงการแลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยในเวทีสากลต่อไปได้

ปลุกมท.เป็นหนึ่งเดียวเพื่อปชช.

“ขอให้พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำงานให้กระทรวงมหาดไทย ประชาชน และประเทศของเรา หากมีปัญหาอุปสรรคที่ต้องการหารือขอให้ท่านไม่รีรอที่จะตรงเข้ามา ให้ถือว่าเราเป็นเหมือนเพื่อนร่วมงาน ไม่มีลำดับขั้นไม่มีนาย เราต่างกันแค่หน้าที่ ให้คิดว่าทำงานให้บ้านเมืองด้วยกัน และพร้อมสนับสนุนซึ่งกันและกันในทุกด้าน ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ “บำบัดทุกข์บำรุงสุข” เพื่อพี่น้องประชาชน”นายอนุทิน กล่าว

นายกฯถก4หน่วยงานทบทวนงบ’70

จากนั้น เวลา 10.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ระหว่าง 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรองนายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการธปท.ด้านเสถียรภาพการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย

โลกผันผวนมีข้อจำกัดมากต้องหั่นงบ

นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่าวันนี้ที่เรียนเชิญทุกท่านมาเพื่อประชุมในเรื่องของการพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570รวมทั้งการกำหนดกรอบประมาณการรายจ่าย และรายรับ และฐานะการคลังของรัฐบาลเป็นการล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 ปี การพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญภายใต้สถานการณ์ของโลกที่มีความผันผวนค่อนข้างมาก ในเรื่องของการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจต่อประเทศไทยของเรา

ดังนั้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องปรับวิธีการทำงานให้เพิ่มประสิทธิภาพให้มากที่สุด โดยที่มีการใช้ทรัพยากรให้น้อยลงส่งผลให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีของปี 2570 มีข้อจำกัดเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก และเพื่อให้การทำงบประมาณรายจ่าย ยังคงรักษาวินัยการเงิน การคลัง และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ สร้างความเข้มแข็งทางการคลัง จึงจำเป็นจะต้องมีการปรับลดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด

ย้ำจัดงบฯให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายอนุทินกล่าวอีกว่า การวางแผนงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง ซึ่งตนก็ได้แถลงให้ส่วนราชการต่างๆ และหน่วยงานราชการต่างๆ รับทราบแนวทางและวิธีการการจัดทำงบประมาณปี 2570 แล้ว จึงขอให้พวกเราได้ทำการพิจารณาทบทวนวงเงินการเตรียมการให้สอดคล้องกับแนวทางที่ทางรัฐบาลได้แจ้งไปให้ส่วนราชการได้รับทราบ และขอให้การดำเนินงานทั้งหมดอยู่ภายใต้ไทม์ไลน์ที่ทางสำนักงบประมาณได้คาดการณ์เอาไว้ และวางแผนไว้ เพื่อเราจะได้นำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาผ่านรัฐสภา เพื่อให้มีการผ่านกฎหมายตลอดจนการที่จะนำมาใช้ได้ภายในวันแรกของปีงบประมาณ 2570

‘เอกนิติ’ย้ำปรับตัดงบ’70ที่ไม่จำเป็น

ขณะที่นายเอกนิติเปิดเผยว่าการประชุมร่วมกันของ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจหลัก เป็นการหารือเข้มเพื่อร่วมกันคาดการณ์และประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยในภาพรวมสำหรับปี 2570 เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุดซึ่งการหารือในครั้งนี้เป็นปฏิบัติการขั้นที่ 2 หลังจากที่ได้รับมอบนโยบายจากนายกรัฐมนตรี โดยรัฐบาลมีคำสั่งชัดเจนให้หน่วยงานราชการทุกแห่งตรวจสอบ และตัดลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในส่วนที่ไม่มีความจำเป็นออกทั้งหมด โดยเฉพาะงบศึกษาดูงานต่างประเทศ งบก่อสร้างอาคารราชการแห่งใหม่ที่ยังไม่เร่งด่วน รวมถึงโครงการพัฒนาจังหวัดที่ยังไม่มีความจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน

มุ่งสำรองเพื่อรับมือวิกฤตอนาคต

“เป้าหมายหลักคือการนำข้อมูลคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2570 มาเป็นกรอบในการบริหารจัดการงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยจะมุ่งเน้นการโยกย้ายเม็ดเงินจากส่วนที่ไม่จำเป็น นำไปจัดสรรใหม่ในหมวดหมู่ที่สร้างประโยชน์ได้มากกว่า โดยเฉพาะโครงการที่ช่วยลดภาระรายจ่ายของภาครัฐในระยะยาวเช่นการเปลี่ยนงบประมาณก่อสร้างมาเป็นการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนอาคารสถานที่ราชการ นอกจากจะช่วยลดค่าไฟฟ้าที่เป็นรายจ่ายประจำแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทาง
การเงินให้รัฐบาลมีงบประมาณสำรองที่เพียงพอต่อการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต”นายเอกนิติ ระบุ

ยันเพดานหนี้คง70%เผื่อกู้เงิน8แสนล.

นายเอกนิติเผยต่อไปว่าสถานการณ์หนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ที่ 66% ขณะที่ประเทศไทยมีเพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ทำให้ยังมีช่องว่างในการกู้เงินได้อีกประมาณ 4% หรือคิดเป็นเม็ดเงินราว 800,000 ล้านบาท ซึ่งเพดานหนี้ดังกล่าวถูกกำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมเช่นเดียวกับที่เคยปรับขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะพิจารณาเรื่องการกู้เงินเพิ่ม รัฐบาลมีนโยบายในการบริหารจัดการงบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดก่อน เพื่อเตรียมกระสุนทางการเงิน ไว้รองรับวิกฤตพลังงานและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

เล็งดึงโอนงบค้างท่อแสนล้านไว้สำรอง

“รัฐบาลได้วางแผนการรวบรวมเม็ดเงินออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การทบทวนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 และการปรับรื้อร่างงบประมาณปี 2570 สำหรับงบประมาณปี 2569 รัฐบาลจะดึงเงินงบประมาณจากหน่วยงานที่ยังไม่ได้ดำเนินการจัดทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภายในกำหนดเส้นตายวันที่ 30 เมษายนนี้กลับคืนมา ซึ่งคาดว่าจะสามารถรวบรวมงบส่วนนี้ได้ประมาณ 70,000 – 100,000 ล้านบาท เมื่อนำมารวมกับงบกลางที่ยังเหลืออยู่อีกประมาณ 25,000 ล้านบาท จะทำให้รัฐบาลมีเม็ดเงินสำรองรวมทั้งสิ้น 95,000 – 125,000 ล้านบาท การดำเนินการดังกล่าวจะต้องออกมาตรการผ่านพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ คล้ายกับแนวทางที่เคยใช้ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำเสนอเข้าสู่สภาได้เร็วที่สุดในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้”นายเอกนิติ กล่าวทิ้งท้าย

“เอกนิติ”ยืนยันเพดานหนี้คงเดิม 70%

เวลา13.40น.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังให้สัมภาษณ์กรณีผลการประชุมพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณปี2570ว่า มีเรื่อง 4 หน่วยงานและเรื่องงบประมาณ ก็เรียบร้อย เราก็ยังยึดหลักเดิมเมื่อถามว่ามีการหารือถึงการปรับเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น75%หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า “ยัง อาจจะยังไม่ได้มีการขยาย”ก่อนกล่าวยืนยันว่า“เป็น70%เท่าเดิม” ก่อนขึ้นรถออกจากทำเนียบรัฐบาลทันที

ชี้ขยาย‘เพดานหนี้-กู้เงิน’ทางเลือกสุดท้าย

ก่อนหน้านี้ ช่วงเช้า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ‘เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์’เกี่ยวกับการออกพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)เงินกู้และขยายเพดานหนี้เงินสาธารณะโดยสรุประบุว่ารอให้มีการเกลี่ยงบปี2569-2570 เสร็จแล้ว ถ้างบประมาณยังไม่เพียงพอขณะที่สถานการณ์โลกยังคงยืดเยื้อ ก็จะใช้การขยายเพดานหนี้สาธารณะซึ่งการออก พ.ร.ก.กู้เงินจะเป็นทางเลือกสุดท้าย

โดยนายเอกนิติกล่าวถึงการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก70% ของจีดีพีเป็น75%ว่าตอนนี้หนี้สาธารณะอยู่ที่66%ของจีดีพีจากเพดาน 70%จึงยังมีช่องว่างอยู่ 4%หรือ800,000 ล้านที่สามารถกู้ได้อีก ซึ่งเพดานดังกล่าว ออกโดยคณะกรรมการการคลังซึ่งสามารถปรับขึ้นลงได้ซึ่งครั้งที่แล้วในช่วงโควิด ได้มีการปรับเพดานหนี้สาธารณะจาก 60%ขึ้นมาเป็น 70%

เมื่อถามต่อว่าจะต้องขยับเพดานหนี้สาธารณะหรือไม่ จะต้องออกพ.ร.ก.กู้เงินจะกี่แสนล้านก็แล้วแต่ หรือไม่จะต้องรอดูการรื้องบ ดูสถานการณ์โลก ถ้าจำเป็น ก็จะขยายเพดานและออกพ.ร.ก.กู้เงิน ถูกต้องไหม? นายเอกนิติ ตอบว่า ใช่ครับ ตนใช้โอกาสในการไปประชุมประจำปีผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ พบบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และไอเอ็มเอฟ เวิลด์แบงก์ เห็นชัดเจนว่าทุกประเทศไม่ได้กังวลว่าหนี้สาธารณะของเราจะสูง สำคัญว่าถ้าจะกู้เงินมาจะใช้จ่ายอะไร ต้องชัดเจน

ระบุหนี้สาธารณะไทยต่ำกว่าทั่วโลก

“ซึ่งหนี้สาธารณะของไทยต่ำกว่าทั่วประเทศทั่วโลก ตนเจอรมต.คลังของประเทศกรีซ ท่านบอกดีใจที่หนี้สาธารณะลดจาก 200% เหลือแค่ 130% ตนบอกว่าของไทยหนี้สาธารณะ 66% ท่านบอกว่า ยูจะไปวอรี่ทำไม

แล้วหนี้สาธารณะของไทยเราเข้มงวดกว่าประเทศอื่นด้วย ประเทศอื่นหนี้สาธารณะเฉพาะหนี้รัฐบาลส่วนกลาง แต่หนี้สาธารณะของไทยรวมถึงหนี้รัฐวิสาหกิจ หนี้กองทุนฟื้นฟู ตลอดจนหนี้ในอดีตในช่วงวิฤตปี 2540 ด้วย ซึ่ง IMF ประกาศเลยว่า 1.นำมาช่วยกลุ่มเปราะบาง 2.เอามาเปลี่ยนผ่าน 3.เอามาปฏิรูปหลังวิกฤตจะได้กลับมาแข็งแรงมากกว่าเดิม ทั้งนี้ ต่างชาติเชื่อมั่นประเทศไทย อย่าง มูดี้ส์ ได้ประกาศเมื่อวานปรับมุมุมองเราจากติดลบ เป็นเสถียรภาพ”นายเอกนิติ ย้ำทิ้งท้าย

ทบทวนงบ70รับมือศก.ผันผวน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่านายกรัฐมนตรีกล่าวว่าการประชุมการพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ท่ามกลางการสู้รบที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงาน และเศรษฐกิจทั่วโลก ภาครัฐ จึงมีความจำเป็นต้องปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในทรัพยากรที่น้อยลง ส่งผลให้การจัดทำงบประมาณฯ มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ดังนั้น เพื่อให้การเปิดประชุมจัดทำงบประมาณรายจ่าย ยังคงรักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง จะต้องมีการตัดลดงบประมาณ ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด รวมถึงแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดในการวางแผนงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

เคาะวงเงินงบ3.788ล้านล้านบาท

โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570ไว้ตามกรอบวงเงินเดิม ตามมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เป็นจำนวน 7,400 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 โดยมีประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิ จำนวน 3,000,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 79,400 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.7 และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน 788,000ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 72,000 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ8.4ซึ่งสอดคล้องกับแผนการคลังระยะปานกลาง(ปีงบประมาณ2570 -2573)ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 และมีสัดส่วนทางการคลังต่างๆเป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ สำนักงบประมาณ จะได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวันอังคารที่ 28 เมษายน 2569

ย้ำจัดงบ70ต้อง“ตรงเป้า แม่นยำ”

“โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่าการจัดทำงบประมาณปี 2570จะต้อง “ตรงเป้า แม่นยำ” และตอบโจทย์นโยบาย “10พลัส”ยึดหลักความคุ้มค่า และZero-based Budgeting พิจารณาความจำเป็น เร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน รวมทั้งให้พิจารณาถึงความครอบคลุมของทุกแหล่งเงิน โดยมีหลักปฏิบัติว่าการขอรับงบประมาณเพิ่มจะต้องไม่เกินร้อยละ20ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น”โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

Leave a comment