
จาตุรนต์ ท้วงรัฐ! กู้ 5 แสนล้านลัดขั้นตอน ห่วงกระทบความเชื่อมั่น
วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.19 น.
22 เมษายน 2569 นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นต่อกรณีรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ว่า เงินกู้ 5 แสนล้านบาทไม่ใช่เรื่องเล็ก นี่เป็นวงเงินขนาดใหญ่พอ ๆ กับการจัดทำงบประมาณทั้งปี และโยงกับการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ
เรื่องใหญ่ระดับนี้ ตามปกติแล้วรัฐบาลต้องหารือร่วมกันอย่างรอบด้านก่อนว่าจะกู้หรือไม่ กู้เท่าใด และใช้เพื่ออะไร โดยอย่างน้อยต้องมีการพูดคุยระหว่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ สำนักงบประมาณ และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อดูให้ครบทั้งรายได้ของรัฐ รายจ่ายที่จำเป็น ภาระขาดดุล ความสามารถของเศรษฐกิจในการรองรับ และผลที่จะเกิดขึ้นต่อความน่าเชื่อถือทางการเงินการคลังของประเทศ
พูดง่าย ๆ คือ ก่อนจะกำหนดวงเงินกู้ รัฐบาลต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า ประเทศไทยกำลังเจอปัญหาอะไร ปัญหานั้นควรใช้งบประมาณเดิมปรับแก้ได้แค่ไหน งบปี 2569 ต้องปรับอะไร งบปี 2570 ที่จะขาดดุลอีกจำนวนมากจะใช้กับอะไร และเงินกู้ใหม่ 5 แสนล้านบาทจำเป็นตรงไหนบ้าง แล้วจึงค่อยมาตัดสินใจเรื่องวงเงินและเพดานหนี้
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้กลับเป็นอีกแบบ คือเริ่มจากการพูดเรื่องออก พ.ร.ก. กู้เงินตามรัฐธรรมนูญมาก่อน แล้วค่อยบอกว่ารายละเอียดจะเป็นเรื่องของกระทรวงการคลัง ทั้งที่กระทรวงการคลังเองก็ยังบอกว่ายังไม่ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน แบบนี้จึงเป็นการลัดขั้นตอน และทำให้คนตั้งคำถามได้ทันทีว่า สรุปแล้วรัฐบาลมีแผนจริงหรือยัง หรือเพียงแค่รีบตั้งวงเงินกู้ขึ้นมาก่อน
ปัญหาของการลัดขั้นตอนไม่ได้อยู่แค่เรื่องกระบวนการ แต่กระทบไปถึงความเชื่อมั่นของประเทศด้วย สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และนักลงทุนย่อมมองว่าประเทศไทยกำลังตัดสินใจเรื่องหนี้ก้อนใหญ่โดยที่ยังไม่มีทิศทาง ขาดความชัดเจนทางนโยบาย ขาดวินัยทางการคลัง และยังไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปลงทุนในเรื่องที่สร้างรายได้หรือเพิ่มขีดความสามารถได้จริงหรือไม่ เมื่อความน่าลงทุนลดลง คนก็มาลงทุนน้อยลง เศรษฐกิจก็โตช้าลง และสุดท้ายประเทศก็ยิ่งมีปัญหาในการหารายได้มารองรับหนี้ในอนาคต
ที่สำคัญ ต้องเข้าใจให้ถูกว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่เหมือนช่วงโควิด ช่วงโควิดปัญหาคือคนไม่มีเงินใช้ จึงมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคได้ แต่เวลานี้ปัญหาของเศรษฐกิจอยู่ที่ต้นทุนการผลิต ต้นทุนพลังงาน และต้นทุนการขนส่ง เพราะฉะนั้น จะใช้วิธีแจกเงินเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายแบบเดิมไม่ได้
ถ้ายังคิดแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นการแจกเพื่อบริโภค หรือกระจายงบไปตามกระทรวงต่าง ๆ แบบเฉลี่ย ๆ กันไป โดยไม่ได้ตอบโจทย์เศรษฐกิจจริง ก็จะเป็นการใช้เงินผิดทาง ไม่คุ้มค่า และไม่มีผลตอบแทนกลับมา