ซี ศิวัฒน์ เอมี่ กลิ่นประทุม เปิดสูตรรัก 21 ปี ยืนยาวได้เพราะเลิกยึดติดอีโก้

ซี ศิวัฒน์ เอมี่ กลิ่นประทุม เปิดสูตรรัก 21 ปี ยืนยาวได้เพราะเลิกยึดติดอีโก้

ซี ศิวัฒน์ เอมี่ กลิ่นประทุม เปิดสูตรรัก 21 ปี ยืนยาวได้เพราะเลิกยึดติดอีโก้

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.55 น.

21 ปีที่ไม่ใช่แค่รักกันแต่คือการยอมกัน “ซี ศิวัฒน์ – เอมี่ กลิ่นประทุม” เปิดความจริงชีวิตคู่ ที่ไม่ได้สวยตลอดเวลา ในรายการ WandOland เผยความสัมพันธ์ที่ไม่ยึดอีโก้ แต่เลือกปรับเข้าหากัน จนเข้าใจคำว่า Partner อย่างแท้จริง จากความรักที่เคยคาดหวังสู่การให้โดยไม่หวังอะไรตอบแทน

ซีกับเอมี่คบกันมาราธอนมาก 21 ปี ?

ซี ศิวัฒน์ : อเมซซิ่งไหมครับที่ทนมาได้ 21 ปี (หัวเราะ) มันเป็นคอมเมเนชั่นที่แปลกมาก มันเป็นความรักที่แบบอยู่นานไปก็รำคาญ ขาดก็ไม่ได้เหมือนจะตาย ก็เลยรู้สึกว่าเราเจอสิ่งที่มันเป็นชีวิตจริงๆ นี่แหล่ะ เราเจอ My Soulmate ที่แบบว่ามีบางอย่างที่เหมือนกันแล้วก็มีบางอย่างที่มันต่างกันแบบสุดๆเลย แต่ว่าวันนี้ 21 ปี เราเดินทางมาตลอดเวลาจนรู้สึกว่าวันนี้เรามองหน้ากันก็แล้วเข้าใจ เพราะว่ากล้ามเนื้อหัวใจมันเป็นกล้ามเนื้อเดียวที่ไม่มีเหตุผลเลย บางสิ่งบางอย่างมันก็แค่ Emotional เพราะฉะนั้นไม่ต้องมีปากไม่ต้องมีสมอง มีหูอย่างเดียวพอ ปิดปากทุกอย่างก็โอเคแล้ว

ความสัมพันธ์ครั้งนี้ทำให้คุณเป็นตัวเองมากขึ้นหรือปรับตัวมากขึ้น ?

ซี ศิวัฒน์ : คำตอบที่มันชัดเจนไว้ให้คือ 21 ปี คือผมปรับตัวมากขึ้นแน่นอน รู้สึกว่าวันนี้ผมภูมิใจในตัวเองมาก ๆ ในเรื่องของการที่เข้าใจคำว่า Partner หรือคู่ชีวิตจริง ๆ การที่ผู้ชายคนหนึ่งจะลั่นวาจาว่าเราจะใช้ชีวิตกับคนหนึ่ง จะต้องไม่ใช่เอาศูนย์รวมจักรวาลไว้ที่ตัวเอง ผมเชื่อว่ามนุษย์เราเปลี่ยนไม่ได้หรอก ไม่สามารถเปลี่ยนได้ยังไงคุณก็จะเป็นคนแบบนั้น แต่สุดท้ายถ้าวันนี้คุณตั้งใจจะใช้ชีวิตกับอีกคนหนึ่งให้ยืดยาวจนกว่าจะหมดลมหายใจ ผมว่าต้องปรับบางสิ่งบางอย่าง เราเป็นคนที่เดินเข้าห้องน้ำจะถอดกางเกงในปุ๊บเอาเป็นเลข 8 แล้วกองไว้ตรงนั้นเลย อันนั้นคือคุณใช้ชีวิตคนเดียว แต่สำหรับอีกคนหนึ่งที่เป็น Partner เรา สมมติเขาเดินมาเห็นทำไมไม่เก็บให้มันเรียบร้อย ถ้าสมมติเราเอาตัวเองมาที่ตั้ง ทำไมก็อยู่ เดี๋ยว ๆ เราก็เดินไปเก็บก็ได้ ก็แป๊บเดียวอาบน้ำอยู่ มันก็จะเป็น issue แต่ถ้าเรารู้สึกว่า วันนี้เราใช้ชีวิตอยู่กับอีกคนหนึ่ง ถ้าสิ่งนี้คือสิ่งที่เขาไม่ชอบใจ why not ทำไมคุณทำไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ตกลงแล้วมันสิ่งที่คุณไม่ทำคือมันเป็นการบอกว่านี่คือตัวตนของฉัน หรือคุณกำลังประกาศอีโก้ตัวเองอยู่ ผมรู้สึกว่าวันนี้ความสัมพันธ์ในครั้งนี้ผมเป็นความสัมพันธ์ที่ปรับตัวมากขึ้น

แล้วถึงจุดไหนที่เปลี่ยนความคิดว่าเราต้องปรับ ?

ซี ศิวัฒน์ : ที่มันชัดเจนจริง ๆ เลย คือวันที่คุณแม่จากไป แล้วผมรู้เลยว่าในวันนั้น สิ่งที่มันไม่ compromise กับเราเลยคือเวลาจริง ๆ พอเราได้สูญเสียคนที่เรารักไปจริง ๆ แล้ว มันทำให้เรารู้จริง ๆ ว่าอย่าเสียเวลากับสิ่งบางสิ่งที่มันไม่ได้มีประโยชน์กับตัวเราเลย ก็เลยรู้สึกว่าคน ๆ นี้เขาอยู่กับผมตั้งแต่ผมดี ผมเลว ทุกอย่างเขาเห็นมาหมดแล้ว แต่เขายังอยู่กับเราอยู่ แล้วเราจะต้องการอะไรไปมากกว่านี้อีก ก็เลยรู้สึกว่าวันนั้นผมจะไม่ยอมเสียเขาไป รู้สึกว่ามันถึงเวลาที่เราจะต้องปรับบางสิ่งบางอย่าง ถ้าตั้งใจจริง ๆ ว่าจะใช้ชีวิตกับใครสักคนหนึ่ง จำเป็นจะต้องเป็นน้ำไม่ใช่ภาชนะ

เอมี่ กลิ่นประทุม : เป็นตัวเองมากขึ้นสำหรับเอมี่ เพราะว่าเหมือนที่ผ่านมาเวลาคบใครจะแบบ please อีกคนหนึ่งตลอดเวลา แต่กับพี่ซีเขาทำให้รู้สึกว่าเป็นตัวเองได้แบบเต็มที่ แล้วเขาก็ยังรักเขาก็ยังชอบ แต่ว่ามันก็จะมาพร้อมเวลา เพิ่งจะได้เป็นตัวเองแบบหลังแต่งงานด้วยซ้ำ แล้วเราไม่เคยเจอผู้ชายเหมือนพี่ซี คือไม่ง้อ ไม่สน ไม่แคร์ และเราก็เหมือนแบบอยากจะเอาชนะ ฉันต้องทำให้มันเปลี่ยนให้ได้ แต่ว่าพอเรามาอยู่ด้วยมันไม่ใช่การเอาชนะกัน เขาเองก็ทำให้เราปรับตัวทั้ง ๆ ที่เราไม่รู้ เพราะเราเป็นคนมีอีโก้มาก ว่าฉันเป็นแบบนี้เธอจะต้องรักฉันที่ฉันเป็นแบบนี้ แต่ว่าพอเป็นตัวเองมากเกินไปก็รู้สึกว่าเขารับไม่ได้ก็จะคอยกดตัวเองอยู่ตลอด แต่ตอนนี้รู้สึกว่ามันสบายใจมันเป็นตัวเอง สมมติว่าเขาอยากเตือน เขาก็กล้าที่จะเตือน เลยรู้สึกว่าเราได้เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ปรับตัวเหมือนกัน เมื่อก่อนจะปรับตัวแล้วฝืนตัวเอง ปรับตัวเพื่อให้เขามีความสุขแต่เราไม่มีความสุข แต่ตอนนี้เราปรับตัวที่กำลังพอดี ฉันโอเคที่จะปรับ แต่ถ้ามันมากเกินไปเราก็จะบอกว่า This is all I can do แต่พอไปเรื่อย ๆ พยายามมันก็ทำได้มากขึ้น จากที่เราบอกว่าฉันปรับแล้ว นี่คือปรับแล้ว พอมาถึงจุดหนึ่งก็รู้ว่าไม่ใช่ มันคือปรับเพื่อให้เขาเห็นว่าเราปรับ แต่มันไม่ได้ปรับที่ตัวเราจริง ๆ แต่ตอนนี้คือปรับจริง ๆ

นิสัยบางอย่างมันขัดกัน เคยเจอบ้างไหม ?

ซี ศิวัฒน์ : ตลอดเวลา คือถ้าคนที่ทีมงานผมจะรู้เลยว่า ถ้าเกิดหันมาสบตาแล้วก็มีกระแสจิตอะไรบางอย่างที่มันเอาแล้ว มันมาแล้ว เขาเห็นเลย เราแสดงออกเลย แต่ Just 5 seconds แล้วหายเลย คือวันนี้ที่เราภูมิใจกันว่าไม่เสียเวลาอีกแล้ว มนุษย์เรามี emotional เราโกรธ เรามีอีโก้แน่นอน แต่คุณวางให้เร็ว เพราะสุดท้ายแล้ว purpose ของเราคือไปที่จุดหมายเดียวกัน แล้ววางได้จริง ๆ

เอมี่ กลิ่นประทุม : คุยกันแบบไม่ใช่ว่าแบบทำเพื่อ fake หน้ากล้อง แต่คือเราอยู่ดี ๆ ก็ดีกันแล้วก็เรื่องนั้นก็คือเรื่องปัญญาอ่อนไป เป็นอารมณ์ชั่ววูบ

ซี ศิวัฒน์ : ผมว่ามันเหมือนการฝึกสมาธิ คุณไม่สามารถทำได้ในวันเดียวหรอก ต้องค่อย ๆ ปรับแล้วต้องเห็นมันจริง ๆ หากว่าเรา fake ทำไม่ได้หรอก มันเป็นไปไม่ได้ เพราะยังไงมันอาการขุ่นมันยังอยู่ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่เข้าใจถึงบริบทของคำว่าไม่เสียเวลา ไม่เล่นเกม ไม่อีโก้กัน เราสะใจที่เขารู้สึกรับรู้ถึงบรรยากาศนี้ แต่สุดท้ายแล้วคนนี้คือคนที่คุณรักไม่ใช่เหรอ แล้วถ้าเขาร้องไห้คุณมีความสุขเหรอ สรุปแล้วก็ไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรกันเลย แล้วข้อดีของเอมี่คือเดี๋ยวเขาก็จะกลับมาเอง แล้วเราก็ทำงานกันต่อได้ เราก็ไม่ต้องไปแตะมันเลย ไม่มีความจำเป็น

ถ้าต้องบอกเหตุผลเดียวที่อาจทำให้คุณเดินออกจากความสัมพันธ์นี้ มันคืออะไร ?

เอมี่ กลิ่นประทุม : ถ้าเขาหมดรัก อันเดียวเลย ถ้ายังรักกันอยู่ให้ความสำคัญกันอยู่ อาจจะมีเป๋บ้าง ผิดพลาดเรื่องอะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าถ้าท้ายที่สุดเขายังรักอยู่ เราก็สามารถที่จะไปได้ คนที่มันหมดรัก ถ้าเราทำอะไรเขาก็จะไม่อดทนกับเรา เขาก็จะรำคาญทุกเรื่อง เราก็จะหงุดหงิด เราจะไม่ให้อภัยกัน เราจะอยู่ด้วยกันด้วยความรำคาญ แต่ถ้าเรารักก็ยังคงพยายามต่อไปเรื่อย ๆ ที่จะสามารถอยู่ด้วยกันได้ พยายามที่จะปรับหรือพยายามหาทางออก แต่ถ้าคนที่หมดรัก มันไม่พยายามแล้ว ก็ไม่แคร์แล้วไม่รู้จะอยู่ทำไม เคยพูดกันว่าถ้าวันหนึ่งมันเกิดขึ้นถ้าหมดรักจริง ๆ คือไม่อยากให้ฝืนอยู่ รู้สึกว่ามันเสียเวลา ถ้าเรายังหา way ที่จะไปด้วยกันได้ คือเราก็จะ work on it ถ้ารักกันต่างคนก็ต่างที่จะใส่ใจกันแล้วก็พยายามด้วยกันทั้งคู่ แต่ถ้าอีกคนหนึ่งหมดรักแล้วอีกคนยังรักอยู่ มันก็จะเป็นฝ่ายนี้ที่ please จนทำดีเท่าไหร่มันก็ไม่ดี ทุกวันนี้รู้สึกว่าที่คนเลิกกันเพราะว่าความอดทนมันน้อย แล้วก็ความพยายามมันน้อย รู้สึกว่าการที่เราจะคบคนหนึ่งมันไม่ได้ง่าย มันก็ต้อง put effort into it และก็พยายาม ทำให้เราเป็นคนดีขึ้นด้วย คนที่รักกันมันก็ต้องให้เวลากันและกันจะปรับตัว ดูสิ 20 ปียังปรับตัวไม่เสร็จเลย ก็เลยรู้สึกว่ามันต้องให้เวลา แล้วถ้าเรายังรักกันอยู่อะไรก็ได้

การบอกรักจำเป็นแค่ไหนในชีวิตคู่ ?

เอมี่ กลิ่นประทุม : ตอนแรกบอกรักตลอดเวลา พี่ซีไม่เคยพูด จนเขาหันมาบอกว่าการพูดรักบ่อย ๆ มันทำให้ไม่มีความหมาย เขาพูดประโยคนี้มาเราก็เจ็บมาก แล้วเราเป็นคนพูดบอกรักตลอดเวลา แล้วต่อจากนี้เราห้ามพูดรักเหรอ แต่ทุกวันนี้เขาเป็นคนที่บอกรักตลอดเวลา Every day I love you, it touches my hair อะไรอย่างงี้ ไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะสามารถเปลี่ยนได้ แล้วก็รู้เลยว่าเขาพูดด้วยนิสัยที่เปลี่ยนไม่ได้พูดเพื่อเอาใจเรา แล้วรู้เลยว่าการพูดเขาเองก็รู้สึกดี

ซี ศิวัฒน์ : รู้สึกว่ามันสำคัญมากเลยในการที่แบบบางครั้งเราเคยมานั่งคิดว่า เราเป็นดารา นักแสดง เราสามารถยิ้มแย้ม แสดงความรักให้กับผู้คนได้ง่ายโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรเลย แล้วคนที่อยู่ข้าง ๆ เราทำไมมันยากจัง ทำไมเราต้องทำตัวให้มีปัญหา มันเป็นสิ่งที่สามารถให้กำลังใจเขาได้ง่ายมากในการที่ไปบอกว่า I love you นะ แต่เราเข้าใจมากว่าการบอกรักของแต่ละคนมันมีหลากหลายรูปแบบ คุณไม่จำเป็นต้องบอกว่ารักนะรัก มากที่สุด แต่การที่กลับมาบ้าน แล้วแค่เปิดตู้เย็นแล้วรินน้ำเย็นๆ ให้ดื่มพอแล้วจริงๆ ไม่ต้องมาดูแลผมเลย ขอแค่อยู่ตรงนั้น เวลาผมถ่ายรายการกลับมาบ้าน ผมเหนื่อยมากเลย พอเจอเขาก็เดินมากอด หายแล้ว เลยรู้สึกว่าผมอยากบอกรักผู้หญิงคนนี้ทุกวัน

การบอกรักครั้งแรกรู้สึกยังไงต่างจากการบอกรักครั้งล่าสุดแค่ไหน ?

เอมี่ กลิ่นประทุม : การที่เรารักอีกคนหนึ่งโดยที่เราไม่ได้หวังอะไรตอบแทน เพิ่งจะมาเข้าใจเมื่อไม่นานนี้ ว่านี่คือความรัก เมื่อก่อนรัก ๆ คนนี้เพื่ออยากถูกรัก ทำดีด้วยเพราะก็อยากให้ยูทำดีกับไอ แต่อันนี้ก็คือไม่ใช่ อันนี้คือแบบรักแล้วก็ไม่ได้หวังอะไร ไม่ต้องมารักกลับก็ได้ แต่รู้สึกว่าฉัน happy ที่ฉันรักคุณ ฉัน happy ที่ทำอะไรให้

ซี ศิวัฒน์ : อย่างที่บอกเมื่อ 20 ปีที่แล้วผมให้ความสำคัญกับคำนี้มาก ถ้าไม่จริง No ผมจะไม่พร่ำเพรื่อเลย แต่พอ Once ที่ผมแบบมันก็มีช่วงที่เราคบกัน 1-2 ปี แต่ถามว่านั้นผม commit กับคำพูดผมจริงไหม I down it ผมว่าไม่ เรา expect บางสิ่งบางอย่าง ให้เขาสบายใจ ให้เขารู้สึกดี แต่เราไม่ได้รู้สึกจริง ๆ 100% ในช่วงแรก ๆ แต่วันนี้ผมพูดได้เลยว่าไม่มีความคาดหวังใด ๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่ผมบอกรักคือ 100% ของผมจริงๆ ทุกเช้าหรือว่าเวลาที่ผมจะออกไปทำงานจะเดินเข้าไปเอมี่ I Love U นะ แล้วยูไม่ต้องพูดกลับมาเลย คำพูดตรงนี้คือต้องการบอกให้ยูรู้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม โลกใบนี้จะถล่มยังไง คน ๆ นี้จะอยู่กับยูตลอดไป ถ้าวันนี้ถามผมว่าผมบอกรักเขาครั้งแรกเมื่อไหร่ ผมจำไม่ได้จริง ๆ ผมไม่รู้เลยจริง ๆ ว่าผมบอกรักเขาครั้งแรกเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ ๆ รักในวันแรกกับรักในวันนี้ คนละเรื่องกันเลย

เอมี่ กลิ่นประทุม : แต่อันนี้ก็ทำให้รู้สึกว่าบางทีเราอยากให้เขาพูดเหมือนไปบังคับ แต่พอเขาพูดเองมัน So much more เหมือนเรื่องการแต่งงาน ตอนนั้นคบมา 9 ปี แต่ไม่เคยมาขอว่าเมื่อไหร่จะแต่งงานกัน เมื่อไหร่จะมาขอฉันไม่ใช่ รู้สึกว่าถ้าเขาพร้อมเดี๋ยวเขาก็มาเอง ทุกคนจะมากดดันว่าทำไมถึงยังไม่แต่งงานกัน ทำไมพี่ซีไม่มาขอเราสักที แต่เรารู้สึกว่าพอมันถึงจุดนั้น เราจะไม่อยากให้เขามาขอถ้าเขาไม่ได้รู้สึกเอง ก็เลยไม่เคยพูดเรื่องแต่งงาน 9 ปีที่คบกันคือไม่ได้พูดเลย รู้สึกว่าให้เขามาด้วยตัวของเขาเองมันมีความหมายกว่าเยอะมาก ก็เหมือนเช่นการบอกรักเหมือนกัน

ซี ศิวัฒน์ : ผมอยากบอกรักผู้หญิงคนนี้ อยากให้เขารู้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับผม สมมุติว่าถ้าผมต้องจากโลกนี้ไป เขาจะต้องมั่นใจว่าผู้ชายคนนี้บอกรักเขาทุกวันจริงๆ เพราะผมไม่รู้จริงๆว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าสมมุติผมจากโลกนี้ไปแล้วทุกคนจะต้องรับรู้ได้ว่าผู้ชายคนนี้คือรักผู้หญิงคนนี้จริงๆ   

เคยเบื่อกันไหม ?

เอมี่ กลิ่นประทุม : คนจะชอบถามว่าไม่เบื่อกันเหรอ แต่ว่ามันเบื่อแล้วเราหา way ของเราว่า ก็แยกไปทำอะไรหรืออะไรสักอย่าง แล้วก็กลับมาได้ ก็เลยแบบว่าไม่มีใครรักกันตลอดเวลาหรอก ไม่ไหวก็แบบ โอเคเรื่องบางเรื่อง ฉันอาจจะต้องไปอยู่กับเพื่อนฉัน ฉันไปอยู่กับเธอไม่ได้หรอก แต่ว่าไม่ได้แปลว่าไม่รักนะ แต่เมื่อก่อนคือรู้สึกว่าจะต้องทำอะไรด้วยกันทุกอย่าง ต้องอยู่ด้วยกัน You have to be my best friend ไม่นะเราต้องมีเวลาห่างกัน ต้องมีเวลาที่ต้องไปอยู่กับเพื่อน เขาก็ต้องไปอยู่ในโลกเขา แล้วพอเรากลับมาเจอกันเราจะรักกัน แต่ถ้าตอนไหนที่เราอยู่ด้วยกันตลอดนะ เราไม่ได้ อันนี้คือสำหรับคู่เรา

ซี ศิวัฒน์ : คือการแบบเรา work as a team เราเป็นทีมเดียวกัน จะไม่เอาสติไปอยู่กับการคาดหวัง เพราะว่าผมเชื่อว่าหลายคู่ give up จากการที่เขาไม่ได้ทำงานเป็นทีม บางคนทำงานแค่คนเดียวโดยการที่ฉันพยายามจะปรับ แล้วทำไมเธอถึงไม่เป็นแบบนั้น เดี๋ยวฉันจะทำแบบนี้ แม้ว่าจะไม่ได้พูดออกมา ในใจลึก ๆ คือคาดหวังเพื่อให้คน ๆ นั้นเห็นและปรับเปลี่ยน สุดท้ายแล้วผลมันไม่ได้เป็นแบบที่คุณต้องการ คุณก็รู้สึกว่ามันเหนื่อยจังเลย ทำไมการที่เราจะมีคนรักสักคนแล้วเราจะต้องเหนื่อยขนาดนี้ ชีวิตที่เหลือของฉันจะต้องทนอยู่กับคนนี้ไปอีกนานแค่ไหนหรือฉันจะต้องยอมปรับไปอีกนานแค่ไหน กว่าที่จะยอมปรับในตามมาตรฐานที่เราต้องการ มันจะต้องทำงานด้วยกัน ไปด้วยกัน โดยที่คุณต้องหา way ของคุณเอง แบบที่ผมกับมี่ เราไม่สามารถที่อยู่ด้วยกันตลอดเวลา เวลาเขาจะไปดื่มอะไรอยู่กับสามีเขาไม่ได้ เพราะว่าเขาจะรำคาญสามี เขาก็ต้องไปอยู่กับเพื่อนเขา ผมก็ต้องไปเล่นเกมอะไร หรือผมก็ไม่สามารถดื่มกับเขา 2 คนได้ ผมไม่ได้มีโมเมนต์แบบดื่มกันมีความสุข ไม่นะ ต้องมีเพื่อนอยู่ด้วยอะไรอย่างงี้ เราจะหามันเจอในระหว่างทางเอง

อยากให้แชร์ว่าจุดไหนที่สามารถทางใครทางมันได้ในบางเรื่อง ?

เอมี่ กลิ่นประทุม : คือเมื่อก่อน อยากจะเป็นคนที่ไปเที่ยวแล้วต้องมีแฟน อยากปาร์ตี้กับแฟนอยากอยู่บ้านกินไวน์กับแฟน 2 คน พ่อแม่เราเป็นแบบนี้คือ they enjoy their company have a glass of wine at the end of the day and chill แต่กลายเป็นว่ากินไวน์อยู่คนเดียว this is how I relax ก็พยายามให้เขาเป็นอย่างงั้น จนแบบแรก ๆ ไปอยู่กับเพื่อนคืออยากให้เขามาอยู่ตรงนี้ อยากให้เขาสนุกเหมือนที่เราสนุก เราอยากให้เขามีความสุขแบบนี้ แต่พอเขามาแล้วเขานั่งแบบ จะกลับยัง เรารู้สึกว่าเราทรมานเขา ให้เขามาทำไม แล้วมันทำให้เรารู้สึก เหมือนเราไปบังคับให้เขามีความสุข จนรู้สึกว่าแล้วแต่ มันจะมีบางวันที่เขามาเอง อยากมาเองแล้วเขาแฮปปี้ ถ้าเขาอยากมาเดี๋ยวเขามาเอง นี่คือไม่เคยตื้อเลย

Leave a comment