
อดีตผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ เปิดจุดบอด พรรคส้ม หลังเลือกตั้ง เสนอ 3 ข้อผ่าทางตัน
วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.33 น.
วันที่ 23 เมษายน 2569 นายพันธุ์อาจ ชัยรัตน์ อดีตผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงระบบการทำงานของพรรค โดยระบุว่า พรรคมีคนอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะทำอะไรกับเขา
หลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 69 ที่ผ่านมา ผมได้คุยกับผู้สมัครหลายคนที่แพ้ ทั้งระดับ สส. และท้องถิ่น สิ่งที่ได้ยินซ้ำกันมากที่สุดไม่ใช่ความเสียใจที่แพ้ แต่คือความรู้สึกที่ว่า “หลังจากนั้นพรรคก็เงียบ”
ไม่มีใครโทรมาถาม ไม่มีกระบวนการส่งต่อ ไม่มีพื้นที่ให้ทำงานต่อในฐานะอะไรสักอย่างที่ชัดเจน บางคนยังทำงานอยู่เพราะรักพรรค แต่ทำในแบบที่ตัวเองคิดเอง โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำมันเชื่อมกับทิศทางส่วนกลางอย่างไร
คนที่ลงสมัครแล้วไม่ได้รับเลือกไม่ใช่คนล้มเหลว เขาคือคนที่รู้จักพื้นที่ มีเครือข่ายคน เคยเผชิญคำถามยากจากชาวบ้านโดยตรง และเลือกแล้วว่าจะยืนตรงนี้ทั้งที่รู้ว่าเสี่ยง สิ่งเหล่านี้ไม่มีในห้องประชุม
แต่พรรคที่บอกว่าฐานรากสำคัญ ยังไม่มีกระบวนการรองรับคนกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบ ปัญหาเดียวกันนี้ขยายไปถึงกลุ่มอาสาสมัคร คนทำงานปีกต่างๆ และผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาช่วยในช่วงเลือกตั้ง คนเหล่านี้มีแรงจูงใจต่างกัน มาจากความเชื่อที่ต่างกัน ถ้าพรรคไม่มีกระบวนการที่ต่างกันสำหรับแต่ละกลุ่ม แต่ใช้วิธีเดิมคือชวนมาร่วมกิจกรรมและรับฟังการบรรยาย คนที่มีทักษะจริงจะเบื่อและออกไป ส่วนคนที่อยู่คือคนที่พอใจกับการเป็นแค่ผู้ติดตาม และนั่นไม่ใช่ฐานของพรรคมวลชน
แล้วทำอะไรได้จริงบ้าง ผมคิดว่ามีสามเรื่องที่เริ่มได้เลยโดยไม่ต้องรอแก้โครงสร้างพรรค
หนึ่ง: รู้จักคนที่มีอยู่ก่อน
พรรคต้องมีทะเบียนคนที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่ฐานข้อมูลสมาชิกที่บอกได้แค่ว่ามีกี่คน แต่ต้องรู้ว่าแต่ละคนอยู่ที่ไหน ทำอะไรได้ มีเครือข่ายในพื้นที่แบบไหน และยังพร้อมทำงานอยู่ไหม
ฟังดูธรรมดา แต่ตอนนี้ยังไม่มีจริงๆ ผู้สมัครที่แพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีอยู่ทั่วประเทศ หลายคนยังคุกกี้ (คลุกคลี) อยู่ในพื้นที่ของตัวเอง แต่พรรคไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขายังอยู่หรือเปล่า การ map คนให้ชัดเป็นก้าวแรกที่ไม่มีข้ออ้างว่าทำไม่ได้
สอง: ให้งานจริง ไม่ใช่บทบาทกิตติมศักดิ์มีแต่ชื่อแต่เข้าไปร่วมงานไม่ได้
ความแตกต่างระหว่างคนที่ผูกพันกับพรรคระยะยาวกับคนที่ค่อยๆ หายไป มักอยู่ที่ว่าเขารู้สึกว่าตัวเองมี agency หรือเปล่า
รูปธรรมคือให้เขารับผิดชอบ listening session ในพื้นที่ของตัวเองจริงๆ ไม่ใช่แค่ไปนั่งฟัง แต่เป็นคนออกแบบ เป็นคนถาม และเป็นคนสรุปส่งกลับมาที่ส่วนกลาง ให้เขาเขียนนโยบายเชิงพื้นที่ที่ตอบโจทย์อำเภอของตัวเอง แล้วมีช่องทางให้สิ่งนั้นถูกพิจารณาจริง ให้เขาตัดสินใจบางอย่างในระดับพื้นที่ได้โดยไม่ต้องรอให้ส่วนกลางอนุมัติทุกเรื่อง
เรื่องนี้สำคัญมากเพราะนโยบายที่ใช้ได้ในกรุงเทพอาจใช้ไม่ได้เลยในอำเภอชายขอบ คนในเมืองใหญ่มีโลกทัศน์ต่างจากคนในพื้นที่ห่างไกล และคนที่เข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุดไม่ได้นั่งอยู่ในส่วนกลาง ถ้าพรรคยังรวมศูนย์การตัดสินใจไว้ที่เดียว สิ่งที่จะได้กลับมาคือนโยบายที่ฟังดูดีแต่ประยุกต์ใช้ไม่ได้
สาม: ระบบสื่อสารภายในที่ไหลสองทาง
ปัญหาที่เห็นซ้ำกันในพรรคการเมืองไทยคือการสื่อสารภายในเป็นแบบทางเดียว ส่วนกลาง broadcast ลงไป พื้นที่รับสาร แต่ไม่มีช่องทางที่ทำให้เสียงจากพื้นที่ขึ้นมาได้จริงและถูกได้ยินจริง
ผลคือคนในพื้นที่ไม่รู้ว่าส่วนกลางกำลังคิดอะไรอยู่ และส่วนกลางก็ไม่รู้ว่าพื้นที่เจอปัญหาอะไร ความห่างนี้สะสมไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นความรู้สึกว่าพรรคไม่ได้เป็นของเขา
การแก้ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ต้องตั้งใจทำจริง มีรอบรายงานที่สม่ำเสมอ มีพื้นที่ให้ตั้งคำถามกับส่วนกลางได้ และที่สำคัญคือต้องมีการตอบกลับที่เห็นได้ชัดว่าเสียงนั้นไปถึงและถูกนำไปทำอะไรต่อ
พรรคมวลชนที่จริงจังไม่ได้วัดที่จำนวนสมาชิก แต่วัดที่ว่าคนในพรรครู้สึกว่าตัวเองมีความหมายกับงานที่ทำแค่ไหน ตอนนี้คำตอบยังน่าเป็นห่วงครับ

