สภาไม่ใช่พื้นที่ทำได้ทุกอย่าง! คดี 44 อดีต สส.กับขอบเขตอำนาจผู้แทน

สภาไม่ใช่พื้นที่ทำได้ทุกอย่าง!  คดี 44 อดีต สส.กับขอบเขตอำนาจผู้แทน

สภาไม่ใช่พื้นที่ทำได้ทุกอย่าง! คดี 44 อดีต สส.กับขอบเขตอำนาจผู้แทน

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.07 น.

คำสั่งศาลฎีกาวันที่ 24 เมษายน 2569 รับคำฟ้องคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เมื่อปี 2564 เป็นพัฒนาการสำคัญของคดีนี้ เพราะข้อกล่าวหาที่อยู่ในชั้นตรวจสอบ ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลอย่างเป็นทางการแล้ว

ส่วนกรณี สส.พรรคประชาชน 10 คน ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ในชั้นนี้ เป็นรายละเอียดประกอบ ไม่ใช่ประเด็นหลักของคำสั่งครั้งนี้ เพราะสาระสำคัญคือศาลเห็นว่าคดีมีเหตุเพียงพอให้ดำเนินกระบวนการต่อ

นั่นหมายความว่า อดีต 44 สส. จะต้องชี้แจงด้วยข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานต่อศาล ไม่ใช่อาศัยคำอธิบายทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

คดีนี้มีผลทางการเมืองชัดเจน เพราะผู้ถูกฟ้องหลายคนเป็นบุคคลสำคัญของพรรคประชาชน ทั้งในฐานะผู้นำพรรค ผู้อภิปราย และบุคคลที่มีบทบาทต่อภาพลักษณ์ของพรรค

หากผลคดีออกมาในทางลบ ผลกระทบย่อมไม่จำกัดอยู่ที่ตัวบุคคล แต่จะลามไปถึงการจัดวางบุคลากร ทิศทางพรรค และความเชื่อมั่นของฐานเสียงในระยะต่อไป

ฝ่ายที่ออกมาปกป้อง 44 อดีต สส. มักย้ำว่า การเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายเป็นสิทธิ์ของผู้แทนราษฎร ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธ แต่สิทธิ์ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะเสนอเรื่องใดก็ได้โดยไม่ต้องรับผลตามกฎหมาย

ยิ่งเป็นการเสนอแก้ไขมาตรา 112 ยิ่งมีความสำคัญมากกว่ากฎหมายทั่วไป เพราะมาตรานี้เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันหลักของชาติ และเป็นองค์ประกอบของระบอบการปกครองไทยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ผู้ที่มองมาตรา 112 เป็นเพียงคดีหมิ่นประมาททั่วไป อาจมองข้ามข้อเท็จจริงสำคัญว่า ประมุขของรัฐไม่ใช่บุคคลธรรมดาในทางสถานะของรัฐ การคุ้มครองจึงมีมิติกว้างกว่าการคุ้มครองบุคคลทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับความต่อเนื่องของรัฐ ความมั่นคง และความรู้สึกของประชาชนจำนวนมาก

เนื้อหาการแก้ไขที่มีการเสนอในเวลานั้น ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นการลดระดับความคุ้มครองของสถาบัน และทำให้พระมหากษัตริย์ต้องเข้าสู่กระบวนการร้องทุกข์หรือฟ้องร้องในลักษณะใกล้เคียงบุคคลทั่วไป ซึ่งนำไปสู่คำถามว่า กำลังลดทอนสถานะของประมุขของรัฐหรือไม่

เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการแก้ถ้อยคำในกฎหมาย แต่เป็นเรื่องที่กระทบต่อหลักคิดของรัฐไทย และกระทบความรู้สึกของประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ยึดโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์

ดังนั้น เมื่อมีการเสนอแก้ไขมาตรา 112 แล้วถูกตรวจสอบ จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จากธรรมชาติของประเด็นที่มีผลกระทบกว้างและมีความละเอียดอ่อนสูง

เมื่อคดีเข้าสู่ศาลแล้ว ข้อถกเถียงทั้งหมดจะต้องอยู่บนฐานของกฎหมายมากขึ้น ไม่ใช่อยู่บนการสื่อสารทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

ผู้ถูกฟ้องมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเต็มที่ มีสิทธิ์ชี้แจงเจตนา มีสิทธิ์นำพยานหลักฐานเข้าสู่ศาล และมีสิทธิ์พิสูจน์ว่าการกระทำของตนอยู่ในกรอบหน้าที่ผู้แทนราษฎร

ขณะเดียวกัน ฝ่ายผู้ฟ้องก็ต้องแสดงให้เห็นว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่

นี่คือสาระของกระบวนการยุติธรรม คือให้ทั้งสองฝ่ายใช้ข้อเท็จจริงและหลักฐาน ไม่ใช่ใช้กระแสสังคมตัดสินคดี

ผลของคดีนี้จึงถูกจับตาอย่างมาก เพราะผู้ถูกฟ้องหลายคนเป็นกำลังหลักของพรรคประชาชน หากเกิดผลทางคดีในภายหลัง ย่อมกระทบต่อโครงสร้างพรรคอย่างหลีกเลี่ยงยาก

อีกด้านหนึ่ง คดีนี้ยังเป็นสัญญาณต่อนักการเมืองทุกพรรคว่า การเสนอแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของประเทศ ต้องพิจารณาผลตามมาให้รอบด้าน ไม่ใช่มองเพียงผลทางการเมืองระยะสั้น

แก่นของคำสั่งศาลฎีกาครั้งนี้ คือการยืนยันว่า การใช้อำนาจทางการเมืองในเรื่องสำคัญ ย่อมถูกตรวจสอบได้ และเมื่อมีข้อกล่าวหาตามกฎหมาย ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณา

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พรรคส้มวางตัวเป็นพรรคแห่งการเปลี่ยนแปลง และใช้ประเด็นปฏิรูปหลายเรื่องเป็นแนวทางทางการเมือง แต่เมื่อเลือกเดินในประเด็นที่แตะสถาบันหลักของประเทศ ก็ต้องยอมรับว่าผลตามมาจะมีน้ำหนักมากกว่านโยบายทั่วไป

การรับคำฟ้องครั้งนี้จึงทำให้อนาคตทางการเมืองของแกนนำหลายคนอยู่ในภาวะไม่แน่นอน และทำให้พรรคประชาชนต้องรับมือกับปัญหาทางการเมืองอีกครั้ง

จากนี้ไป คำตอบของเรื่องนี้จะอยู่ที่คำวินิจฉัยของศาล ไม่ใช่คำอธิบายทางการเมือง

สำหรับอดีต 44 ส.ส. คดีนี้มีผลโดยตรงต่ออนาคตทางการเมือง และสำหรับพรรคประชาชน คดีนี้อาจกำหนดทิศทางของพรรคในช่วงต่อจากนี้อย่างชัดเจน

Leave a comment