อัษฎางค์ ชี้ ปาตานี บททดสอบความกล้าหาญ ของรัฐบาลอนุทิน

อัษฎางค์ ชี้ ปาตานี บททดสอบความกล้าหาญ ของรัฐบาลอนุทิน

อัษฎางค์ ชี้ ปาตานี บททดสอบความกล้าหาญ ของรัฐบาลอนุทิน

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.54 น.

วันที่ 24 เมษายน 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ปาตานี บททดสอบความกล้าหาญทางการเมืองของรัฐบาลอนุทิน

ปัญหาปาตานีไม่ใช่เรื่องชายแดนใต้ในความหมายแคบ ๆ อีกต่อไป แต่มันคือจุดตัดของรัฐชาติ อัตลักษณ์ ความมั่นคง การเมืองท้องถิ่น อิทธิพลข้ามพรมแดน และคำถามใหญ่ว่ารัฐบาลไทยกล้าพอหรือไม่ที่จะเผชิญหน้ากับความจริงอันซับซ้อนของพื้นที่นี้อย่างตรงไปตรงมา เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2569 ทำให้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าโจทย์นี้ไม่ใช่แค่ “จะดับไฟอย่างไร” แต่คือ “จะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพื้นที่นี้อย่างไร” ต่างหาก  

ในระดับนโยบายอย่างเป็นทางการ รัฐบาลอนุทินยังวางกรอบเรื่องนี้ในภาษาที่ปลอดภัยทางการเมืองก่อน คือในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 9 เมษายน 2569 รัฐบาลจัดเรื่องนี้ไว้ภายใต้หมวด “ส่งเสริมความมั่นคงชายแดน” และระบุเพียงว่า “แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยไม่ได้เปิดนโยบายใหม่เชิงโครงสร้างหรือพูดถึงรูปแบบอำนาจการปกครองใหม่แต่อย่างใด 

จากนั้นเมื่อ 17 เมษายน 2569 คุณอนุทินลงพื้นที่ยะลาและย้ำว่ารัฐบาลถือการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น “นโยบายสำคัญ” พร้อมชูหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และ “เข้าใจจริง เข้าถึงจริง พัฒนาให้เห็นผลจริง” เน้นการยกระดับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และการบริหารพื้นที่ให้ทันโลกและทันสถานการณ์มากกว่าการแตะโจทย์การเมืองเชิงลึกของความขัดแย้ง

แต่เมื่อดูสิ่งที่รัฐ “ทำ” จริง ภาพจะซับซ้อนกว่าภาษานโยบายทันที เพราะในขณะที่รัฐบาลพูดเรื่องสันติสุขและการพัฒนา ครม. ก็เพิ่งเห็นชอบให้ขยายการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่ 20 เมษายน ถึง 19 กรกฎาคม 2569 โดยให้เหตุผลเรื่องความจำเป็นในการควบคุมพื้นที่ ป้องกัน ปรามปราบ และยับยั้งสถานการณ์ รวมทั้งดูแลความปลอดภัยของประชาชน 

ขณะเดียวกัน หลังเหตุโจมตีปั๊มน้ำมัน 11 แห่งเมื่อ 11 มกราคม 2569 สมช. ก็สื่อสารผ่านมาเลเซียไปยัง BRN ว่ารัฐบาลไทยไม่ยอมรับความรุนแรงที่กระทบชีวิตประชาชน และยังยืนยันแนวทางสันติวิธีผ่านกระบวนการพูดคุยอยู่ต่อไป. ภาพที่ออกมาจึงไม่ใช่รัฐที่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือรัฐที่ถือ “โต๊ะเจรจา” ไว้ในมือหนึ่ง และถือ “อำนาจพิเศษ” ไว้อีกมือหนึ่งพร้อมกัน

ความยากของโจทย์ยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อ BRN เองขยับจากภาษาของการต่อสู้และการต่อต้าน ไปสู่ภาษาของ “end state” หรือภาพปลายทางทางการเมืองที่ชัดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยงานวิเคราะห์ของ RSIS ระบุว่า BRN ได้เปิดข้อเสนอเรื่อง “self-government within Thailand” หรือการปกครองตนเองภายในประเทศไทย พร้อมองค์ประกอบอย่าง autonomy, power-sharing และการคุ้มครองอัตลักษณ์มลายูมุสลิม 

นี่ทำให้คำถามเปลี่ยนจาก “รัฐจะคุมเหตุรุนแรงได้ไหม” ไปเป็น “รัฐไทยพร้อมหรือยังที่จะคุยเรื่องรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่” และตรงนี้เองคือเส้นแดงที่รัฐบาลไทยแทบทุกชุดลังเลจะข้าม

เพราะปัญหาปาตานีในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงสนามปะทะระหว่างรัฐกับ BRN เท่านั้น แต่มันยังกลายเป็น “ระบบนิเวศทางอำนาจ” ที่มีงบประมาณ หน่วยงาน กฎหมายพิเศษ และผลประโยชน์เชิงสถาบันซ้อนทับกันอยู่ตลอดหลายปี 

ยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อ รัฐก็ยิ่งมีเหตุผลในการคงเครื่องมือพิเศษไว้ หน่วยงานความมั่นคงก็ยิ่งมีบทบาทสูงขึ้น และงบประมาณก็ยิ่งไหลผ่านโครงสร้างที่ประชาชนทั่วไปมองไม่เห็นง่ายนัก ยิ่งไปกว่านั้น การติดตามงบปี 2569 พบว่า “แผนงานบูรณาการฯ ชายแดนภาคใต้” ลดลงอย่างมากจากปีก่อน 

ขณะเดียวกันภารกิจและทรัพยากรกลับไปกระจายอยู่ในแผนงานอื่นมากขึ้น ขณะที่ระบบสิทธิประโยชน์และบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ก็ยังดำรงอยู่จริง คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่ารัฐบาลจะกล้าคุยสันติภาพหรือไม่ แต่คือจะกล้ารื้อ “สภาพปกติแบบผิดปกติ” ที่หล่อเลี้ยงตัวเองอยู่บนความไม่จบของปัญหานี้หรือไม่

มิติการเมืองในพื้นที่ก็ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะผลเลือกตั้งต้นปี 2569 สะท้อนว่าพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ไม่ได้มีผู้เล่นคนเดียว แต่เป็นสนามที่อย่างน้อย 3 พรรคใหญ่แทรกตัวอยู่ในสมการเดียวกัน คือ ภูมิใจไทย ประชาชาติ และกล้าธรรม การตัดสินใจใด ๆ ของรัฐบาลส่วนกลางจึงไม่ได้ปะทะแค่กับ BRN หรือฝ่ายความมั่นคง 

แต่ยังปะทะกับดุลอำนาจท้องถิ่น เครือข่ายผู้นำพื้นที่ และความคาดหวังของประชาชนหลากหลายกลุ่มในพื้นที่ด้วย นั่นแปลว่า หากรัฐบาลเลือก “เพลย์เซฟ” ก็อาจรักษาเสถียรภาพทางการเมืองส่วนกลางได้ระยะหนึ่ง แต่ก็อาจไม่แตะหัวใจของปัญหาเลยแม้แต่น้อย

ส่วนประเด็น NED ต้องพูดด้วยความระมัดระวังที่สุด เพราะจากเอกสารสาธารณะของ NED เอง มีหลักฐานชัดว่ามีการสนับสนุนกิจกรรมด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ภาคประชาสังคม และสื่อในไทย รวมถึงโครงการที่ระบุชัดว่าครอบคลุม “ประเด็นที่ถูกรายงานน้อยใน Southern Thailand” ด้วย 

นั่นหมายความว่า “อิทธิพลภายนอกในสนามข้อมูลและภาคประชาสังคม” มีอยู่จริงในเชิงเอกสารสาธารณะ 

แต่เท่าที่ตรวจได้จากข้อมูลสาธารณะตอนนี้ ยังไม่เห็นหลักฐานตรง ๆ ว่า NED เป็นผู้หนุน BRN โดยตรงหรือเป็นตัวละครอย่างเป็นทางการในโต๊ะพูดคุยสันติภาพ ซึ่งคู่บทบาทที่เปิดเผยชัดในกระบวนการปัจจุบันยังคงเป็นรัฐไทย BRN และมาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวก

เพราะฉะนั้น ถ้าจะวิเคราะห์ให้คมและแฟร์ ต้องแยกให้ออกระหว่าง “มีบทบาทในสนามวาทกรรม/ภาคประชาสังคม” กับ “เป็นผู้กำกับขบวนการติดอาวุธ” ซึ่งอย่างหลังยังหาหลักฐานไม่ได้ในตอนนี้ เพราะโจรทำอะไรย่อมไม่ทิ้งหลักฐานไว้ให้ตามหาได้ง่ายๆ 

ทั้งหมดนี้จึงทำให้ปาตานีกลายเป็นบททดสอบความกล้าหาญทางการเมืองที่หนักที่สุดของรัฐบาลอนุทิน เพราะเรื่องนี้ไม่สามารถชนะได้ด้วยภาษาสวย ๆ เรื่องพัฒนาเพียงอย่างเดียว และก็ไม่สามารถกดไว้ได้ตลอดด้วยกฎหมายพิเศษเพียงอย่างเดียวเช่นกัน หากรัฐบาลกล้าชนกับความจริง ก็ต้องยอมรับว่าความขัดแย้งนี้มีทั้งมิติความมั่นคง มิติอัตลักษณ์ มิติการเมืองท้องถิ่น มิติงบประมาณ และมิติภูมิรัฐศาสตร์ซ้อนกันอยู่ 

แต่ถ้ารัฐบาลเลือกเพลย์เซฟ ก็จะเหลือเพียงสูตรเดิม คือพูดเรื่องสันติสุข รักษาอำนาจพิเศษไว้ เดินโต๊ะคุยแบบจำกัด และหวังว่าปัญหาจะไม่ลุกลามเกินระดับที่การเมืองส่วนกลางรับไม่ไหว
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าคุณอนุทิน “เอาจริง” หรือไม่

แต่คือเขากล้าเอาจริงกับ “รากของปัญหา” แค่ไหน

เพราะผู้นำที่เก่งอ่านอารมณ์สังคม อาจสร้างแรงเชียร์ได้เร็ว

แต่ผู้นำที่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงอันซับซ้อนของปาตานี

ต่างหาก ที่จะพิสูจน์ได้ว่าตัวเองพร้อมแก้โจทย์ยากของประเทศจริง

Leave a comment