
เมื่อ ‘นิติสงคราม’ ปะทะ ‘ดุลพินิจศาล’ บทเรียนจากคดีจริยธรรม 44 สส.
วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.31 น.
วัส ติงสมิตร โพสต์ เมื่อ ‘นิติสงคราม’ ปะทะ ‘ดุลพินิจศาล’ บทเรียนจากคดีจริยธรรม 44 สส.
เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เมื่อ “นิติสงคราม” ปะทะ “ดุลพินิจศาล”: บทเรียนจากคดีจริยธรรม 44 สส.
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงรับลมร้อนในวันที่ 24 เมษายน 2569 เมื่อ ศาลฎีกา มีคำสั่งรับคำร้องของ ป.ป.ช. ในคดีจริยธรรมร้ายแรงของอดีต 44 สส. พรรคก้าวไกล กรณีร่วมชื่อแก้ไขมาตรา 112 ป.อาญา ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายการปกครองฯ
1. บรรทัดฐานใหม่: “รับคำร้องแต่ไม่ต้องหยุด (หน้าที่)”
จุดที่น่าสนใจที่สุดของคำสั่งศาลวันนี้คือการที่ศาลฎีกาใช้ “ดุลพินิจ” สั่งให้ 10 สส. (ซึ่งปัจจุบันสังกัดพรรคประชาชน) ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ แม้จะรับคำร้องไว้พิจารณาก็ตาม โดยศาลให้เหตุผลสำคัญว่า:
ไม่พบพฤติการณ์กระทำซ้ำในปัจจุบัน
ยังมีภารกิจนิติบัญญัติที่ต้องปฏิบัติในฐานะผู้แทนประชาชน
แต่มีเงื่อนไขเหล็ก: ห้ามกระทำซ้ำหรือแสดงความเห็นในพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหา มิฉะนั้นศาลอาจเปลี่ยนคำสั่งได้ทันที!
2. เมื่อ “นักร้อง” จะขอแย้งคำสั่งศาล
ไม่ถึงชั่วโมงหลังจากศาลมีคำสั่ง นายสนธิญา สวัสดี ในฐานะผู้ริเริ่มร้องเรื่องนี้ต่อ ป.ป.ช. ได้ออกมาแสดงเจตนารมณ์ทันทีว่า “ไม่เห็นด้วย” และเตรียมยื่นคำร้องคัดค้านเพื่อให้ศาลสั่งให้ สส. ทั้ง 10 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่ให้ได้ภายในสัปดาห์หน้า โดยอ้างว่าการกระทำที่ผ่านมานั้นเป็น “ต่างกรรมต่างวาระ”
3. วิพากษ์ในมุมกฎหมาย: “มีสิทธิหรือไม่?”
หากเราพิจารณาตาม ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2561 จะพบประเด็นที่น่าคิดดังนี้:
ใครคือคู่ความ? (ข้อ 3): ระเบียบระบุชัดว่าคู่ความคือ “ผู้ร้อง (ป.ป.ช.)” และ “ผู้คัดค้าน (สส.)” เท่านั้น บุคคลอื่นที่ไปร้องต่อ ป.ป.ช. ไม่ถือเป็นคู่ความในชั้นศาล ดังนั้น การที่นายสนธิญาจะมายื่นคำร้องคัดค้านดุลพินิจของศาลโดยตรง จึงเป็นพฤติการณ์ที่ “ผิดฝาผิดตัว” และแทบไม่มีน้ำหนักในทางกฎหมายที่จะให้ศาลรับไว้พิจารณา
บทบาทพลเมืองดีที่ควรจะเป็น: แทนที่จะรีบร้อนยื่นคำร้องกดดันศาลในขณะที่ตนเองไม่มี “สถานะทางกฎหมาย” (Standing) ที่เป็น “คู่ความ” ในคดี แนวทางที่ถูกต้องและสง่างามกว่าคือ การทำหน้าที่พลเมืองดีในการเฝ้าระวัง หากในอนาคต สส. ทั้ง 10 คนมีการฝ่าฝืน “เงื่อนไขห้าม” ของศาล นายสนธิญาสามารถรวบรวมหลักฐานแจ้งต่อศาลหรือ ป.ป.ช. เพื่อให้ศาลใช้ระบบไต่สวน (ตามข้อ 6) ในการเปลี่ยนแปลงคำสั่งได้
บทสรุป: กระบวนการยุติธรรมไม่ใช่เครื่องมือทำลายล้าง
การที่ศาลเปิดช่องให้ สส. ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ถือเป็นการรักษาสมดุลระหว่างการตรวจสอบจริยธรรมกับงานนิติบัญญัติที่ค้ำจุนระบอบประชาธิปไตย การเคลื่อนไหวที่เกินขอบเขตของกฎหมายและพยายามก้าวล่วงดุลพินิจของศาลโดยปราศจากสถานะทางคดี อาจถูกมองว่าเป็นการใช้ “นิติสงคราม” เพื่อผลทางอื่นมากกว่าการมุ่งหวังความยุติธรรมที่แท้จริง
การตรวจสอบเป็นเรื่องดี แต่ต้องอยู่ในครรลองของกฎหมายและเคารพในกติกาของ “คู่ความ” อย่างเคร่งครัดครับ”