
กล้าธรรม รุดฟังเสียงองค์กร รปภ. ชงรัฐทบทวนกฎหมายโอที หวั่นกระทบจ้างงาน
วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.13 น.
“กล้าธรรม”รุดฟังเสียงองค์กร รปภ. ชงรัฐทบทวนกฎหมายโอที หวั่นกระทบจ้างงาน วอนรัฐบาลเห็นใจต้นทุนพุ่งเสี่ยงกระทบปากท้องพนักงาน
พรรคกล้าธรรม โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้มอบหมายให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์ และ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ดำเนินการ รับเรื่องร้องเรียนและเปิดพื้นที่รับฟังความเดือดร้อนกลุ่มผู้ประกอบการรักษาความปลอดภัย หลังภาคีเครือข่าย 18 องค์กร ที่ได้ยื่นหนังสือเข้ามาร้องขอความเป็นธรรม ปมกฎกระทรวงแรงงานฉบับใหม่เตรียมบังคับใช้ เพิ่มภาระต้นทุนค่าล่วงเวลาท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ด้านทีมยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรมเร่งหาทางออกร่วมกับสมาคมฯ หวังบรรเทาผลกระทบทั้งนายจ้างและลูกจ้าง
27 เมษายน 2569 ณ ที่ทำการพรรคกล้าธรรม (กธ.) องค์กรภาคีเครือข่ายผู้ประกอบอาชีพรักษาความปลอดภัย จำนวน 18 องค์กร ได้เข้ายื่นหนังสือเพื่อขอให้พิจารณาแนวทางในการบรรเทาความเดือดร้อนจากผลกระทบต่อธุรกิจรักษาความปลอดภัย อันสืบเนื่องมาจากการบังคับใช้กฎกระทรวงแรงงาน เรื่องการกำหนดค่าล่วงเวลาและค่าตอบแทนการทำงานที่เกินวันละแปดชั่วโมง ในงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สิน พ.ศ.2568
โดยสาระสำคัญของกฎกระทรวงดังกล่าว กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 1.25 เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานปกติ และไม่น้อยกว่า 2.5 เท่า ในวันหยุด ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 เมษายน 2569 นี้
ด้านกลุ่มผู้ประกอบการ ระบุว่า แม้เจตนารมณ์ของกฎหมายจะเป็นการสร้างความเสมอภาคให้กับลูกจ้าง แต่ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่เผชิญทั้งภาวะสงคราม โลกร้อน และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของสินค้าและการขนส่ง ส่งผลให้ผู้ว่าจ้างทั้งภาคเอกชนและภาครัฐไม่สามารถปรับเพิ่มงบประมาณค่าบริการรักษาความปลอดภัยให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทันที โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐที่ติดเงื่อนไขในสัญญาจ้างเดิม
นอกจากนี้ ลักษณะเฉพาะของงานรักษาความปลอดภัยเป็นงานที่ต้องเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง แตกต่างจากอาชีพอื่นที่อาจมีการทำล่วงเวลาเพียงชั่วคราว การบังคับใช้กฎหมายนี้จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ของบริษัท หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ ธุรกิจหลายแห่งอาจต้องปิดตัวลง หรือจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานลงเพื่อความอยู่รอด ซึ่งจะส่งผลเสียต่อระบบความปลอดภัยโดยรวมของสังคม
ในการนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้มอบให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์ และ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ดำเนินการต่อไป โดยทางพรรคกล้าธรรมได้เชิญนายกสมาคม และตัวแทนภาคีเครือข่ายทั้ง 18 องค์กร เข้าร่วมประชุมหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.การพิจารณาเสนอให้มีการ เลื่อนการบังคับใช้กฎหมาย ออกไปตามระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ธุรกิจได้ปรับตัว 2.การพิจารณา มาตรการช่วยเหลือเยียวยา อย่างใดอย่างหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพื่อป้องกันการเลิกจ้างงานในอนาคต
ทาง พรรคกล้าธรรม เน้นย้ำว่า พร้อมเป็นตัวกลางในการนำข้อเสนอเหล่านี้ไปประสานงานต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งในแง่ของสวัสดิการแรงงานที่ดีขึ้นและความมั่นคงของภาคธุรกิจรักษาความปลอดภัยที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย
– 006



