
วิหารพระพุทธบาท วัดบางกะพ้อม เพชรยอดมงกุฎแห่ง สมุทรสงคราม
วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
“วัดบางกะพ้อม” เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากในสมัยโบราณของเมืองแม่กลอง หรือเมืองสมุทรสงครามในปัจจุบัน เพราะ “พระอาจารย์คง” เจ้าอาวาสผู้มีอาคมขลัง วัดนี้จึงมีของดีของขลัง เป็นที่รู้จักกันทั่วไป คือ “ตะกรุด และเหรียญหลวงพ่อคง” ซึ่งปัจจุบันมีราคาเช่าเป็นเรือนแสน เพราะมีชื่อเสียงในด้านความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์อยู่ยงคงกระพัน หลวงพ่อคงมีศิษย์สืบถอดความขลัง คือ “หลวงพ่อแช่ม” หลวงพ่อแช่มมีศิษย์สืบทอด คือ “หลวงพ่อเนื่อง” วัดจุฬามณี
ต้องเข้าใจก่อนว่า สมุทรสงครามหรือเมืองแม่กลองเป็นทางผ่านของการสู้รบในอดีต เพราะเป็นเมืองสำคัญของกรุงศรีอยธยา เป็นเมืองแห่งเสบียงกรังและเกลือ ซึ่งเป็นยุทธปัจจัยสำคัญในการศึกสงคราม จึงเป็นเมืองที่ต้องมี “เกราะ” คุ้มกันตนเอง “เกราะทางใจ” ที่สำคัญสำหรับชาวบ้าน คือ “วัตถุมงคล” กับ “คาถาอาคม” ลุ่มน้ำแม่กลอง นับตั้งแต่ต้นน้ำ คือ กาญจนบุรีเรื่อยมา จึงมากมายไปด้วยพระเกจิอาจารย์ที่มีอาคมขลัง ไว้เป็นที่พึ่ง
“วัดบางกะพ้อม” เป็นวัดโบราณ สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย เล่ากันว่า ผู้สร้างวัดเป็นครอบครัวที่หนีพม่ามาจากกรุงศรีอยุธยา ได้พาครอบครัวและทรัพย์สมบัติลงเรือรอนแรมมาจนถึงสถานที่สร้างวัดปัจจุบันนี้ เห็นสถานที่สงัดและร่มรื่นในคลองบางกะพ้อม (โบราณคงมีชื่ออื่น) จึงได้สร้างที่พักอาศัยอยู่ พร้อมทั้งสานกระบุง ตระกร้า เสื่อ และพ้อม (พ้อม เป็นภาชนะสานด้วยไม้ไผ่สำหรับใส่ข้าวเปลือก มีลักษณะก้นสอบ กลางป่อง ปากสอบ กว้างตั้งแต่ ๒ – ๔ ศอก สูงประมาณ ๔ ศอก สานตั้งแต่ก้นก่อน แล้วจึงสานด้านข้าง ผู้สานต้องเข้าไปนั่งหรือยืนสานอยู่ข้างใน ยิ่งสานก็ยิ่งสูงขึ้นไปจนบังตัวผู้สาน เหลือเพียงไหล่ หรือศีรษะโผล่ออกมา) ออกจำหน่ายเพื่อเป็นค่ายังชีพ
อยู่มาวันหนึ่ง มีคนวิ่งมาบอกว่า มีกองทหารพม่ามาให้รีบหลบหนีไปเสีย สองผัวเมียกำลังสานพ้อมอยู่ เห็นว่าหนีไปไม่ทันแล้ว จึงได้แอบบังตัวอยู่ในพ้อมที่กำลังสานขาย พร้อมทั้งตั้งสัตนาธิษฐานต่อพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายว่า ขออย่าให้พม่าเห็น หากรอดพ้นไปได้ก็จะสร้างวัดถวาย ณ สถานที่นี้ เมื่อท่านผู้นี้ได้ออกจากพ้อมมาอย่าง ปลอดภัย จึงได้สร้างวัดถวายตามที่ตั้งสัตยาธิษฐานไว้ แล้วให้ชื่อว่า “วัดบังกับพ้อม” ต่อมาชื่อที่เรียกก็เพี้ยนเป็น “บังกะพ้อม” และ “วัดบางกะพ้อม” ในปัจจุบัน
หลวงพ่อคง ธมฺมโชโต (จันทร์ประเสริฐ) หรือพระอาจารย์คงดังได้กล่าวถึงข้างต้น เป็นเจ้าอาวาสระหว่าง พ.ศ. 2448-2486 ได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดให้เจริญรุ่งเรืองมากมาย เพราะท่านเป็นผู้มีความสามารถทางวิชาช่างด้วย เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไปทั้งเมืองแม่กลอง จังหวัดใกล้เคียง และกรุงเทพมหานคร มาจนทุกวันนี้
สิ่งสำคัญของวัด ที่ควรชม และนมัสการ ได้แก่ รอยพระพุทธบาท ๔ รอย ในวิหารพระพุทธบาท ซึ่งเป็นวิหาร อิทธิพลศิลปะแบบจีน ประดิษฐานพระพุทธบาท ๔ รอย ซึ่งมีผนังปูนปั้นนูนสูง งดงามน่าชมมาก
เล่ากันว่า วิหารหลังนี้สร้างขึ้นมาพร้อมๆ กับการสร้างวัด โดย 2 สามีภรรยาผู้สร้างวัดนั่นเอง แต่ว่ายุคนั้นยังสร้างไม่เสร็จเรียบร้อย กระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2-3 มีเชื้อพระวงศ์ท่านหนึ่งในราชวงศ์จักรีได้ออกผนวช และได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดบางกะพ้อม ท่านจึงได้สร้างวิหารต่อให้เสร็จสมบูรณ์ รูปแบบที่ออกมาจึงได้รับอิทธิพลของงานศิลปกรรมในสมัยที่กำลังนิยมในยุคนั้นมาไม่น้อย นั่นก็คือ เป็นวิหารออกแนวสถาปัตยกรรมจีน ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าปั้นเป็นลายปูนปั้นแบบจีน มีทางเข้าเป็นช่องกลม พร้อมด้วยทวารบาลทหารปูนปั้น 2 นาย ซ้าย-ขวา ยืนเฝ้าปากประตูอยู่
เมื่อโค้งกายคารวะลอดช่องประตูเดินเข้าสู่ภายในวิหาร สิ่งที่พบเบื้องหน้าก็คือ รอยพระพุทธบาท 4 รอย ขนาดใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ โดยรอยพระพุทธบาทที่เล็กและลึกที่สุดนั้นเป็นไม้ประดับมุกที่มีลวดลายสวยงามนัก ส่วนที่ถือเป็นดังของดีซุกซ่อนอยู่ตามผนังของวิหารก็คือ “ภาพจิตรกรรมฝาผนังปูนปั้นนูนสูง” ที่ทางวัดระบุว่ามีที่เดียวในเมืองไทยนั่นเอง
ผศ.ชัยณรงค์ วิรุฬพัฒน์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ประมาณอายุการสร้าง ว่า วิหารและภาพปูนปั้นในวิหารสร้างขึ้นในราวรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ถึงต้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
วิหารรอยพระพุทธบาทจำลอง หันหน้าออกสู่คลองบางกะพ้อมทางทิศตะวันออก เป็นอาคารทรงโรง ก่ออิฐถือปูน หลังคาเป็นแบบมีปีกนก มุงกระเบื้องดินเผารูปเกล็ดปลา ตัวอาคารล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว วิหารมีช่องแสงเพียง 4 ช่อง คือ ประตู 2 ช่องด้านหน้ากับด้านหลัง หน้าต่าง 2 ช่องทางด้านข้าง ช่องหน้าต่างเป็นทรงรี ขอบหน้าต่างด้านนอก ประดับปูนปั้นเขียนสี ลวดลายแบบอิทธิพลจีน
หน้าบันทางทิศตะวันออกประดับปูนปั้นลายพรรณพฤกษา บนสุดเป็นรูปดอกโบตั๋น ถัดลงมาเป็นลายเฟื่องอุบะ ทำด้วยเครื่องกระเบื้องสีเขียว ตรงกลางหน้าบันเป็นซุ้มทรงเก๋งจีน มีภาพคนแบก แต่งกายคล้ายพระภิกษุ จากนั้นเป็นภาพม้า 3 ตัว ด้านข้างเป็นลายคล้ายเปล ห้อยชายผ้าลงทั้งสองข้าง ในเปลมีผลทับทิมข้างละ 2 ผล มีรูปไก่ตรงมุมล่างด้านขวา
หน้าบันด้านหลัง ตอนบนเป็นลายดอกโบตั๋นและเฟื่องอุบะ ตรงกลางเป็นภาพชาวตะวันตก 2 คน คนหนึ่งนั่ง คนหนึ่งกำลังย่างก้าว และมีราวปืน กระเป๋าใส่ดินปืน ลูกกระสุน และราวหอก
ซุ้มประตูเป็นแบบเก๋งจีน กรอบประตูเป็นทรงกลม ที่ประตูวิหารด้านหน้า ประดับรูปสลักหินทหารจีน ดูคล้ายทหารเฝ้าประตู ส่วนประตูด้านทิศตะวันตก ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นทางเข้า มีรูปทหารแต่งกายเหมือนทหารปัจจุบัน เข้าใจว่าเป็นของทำใหม่ทดแทนของเก่าที่ชำรุดไปแล้ว
ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธบาทสี่รอย ผนังส่วนบนเหนือขอบประตูและหน้าต่างทั้งสี่ด้าน ประดับภาพปูนปั้นเขียนสี เครื่องถ้วยกระเบื้องเคลือบสี ผนังซีกล่างในระดับบานประตู เจาะซุ้มบรรจุพระพุทธรูปอดีตพุทธเจ้าทั้งสี่ด้าน จำนวน 28 องค์ พระพุทธรูปองค์หนึ่งในวิหาร เป็นปางปาลิไลยก์
เมื่อเข้าไปแล้ว สามารถติดตามเรื่องราวปูนปั้นบนผนัง โดยเริ่มที่ผนังทิศตะวันออก จากนั้น เดินวนทางขวาไปยังผนังทิศใต้ ทิศตะวันตก แล้วจบที่ผนังด้านทิศเหนือ เรื่องราวมี 3 ส่วน คือ พุทธประวัติ ธุดงควัตร และตำนานพระพุทธบาท
เหนือประตูกลมด้านทิศตะวันออกเป็นภาพพุทธประวัติ ตอนนางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส กับภาพพระพุทธเจ้าทรงลอยถาดทอง ถัดขึ้นไปเป็นตอนก่อนพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พระองค์พร้อมเหล่าสงฆ์บริวารไปถึงชานเมืองกุสินาราในเวลาจวนค่ำ แล้วเข้าไปในอุทยานที่มีต้นสาละขึ้นอยู่เคียงกัน จึงมีชื่อว่า สาลวโนทยาน ในวันเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน สุภัททปริพาชก ขอเข้าเฝ้า พระอานนท์ห้ามไว้ แต่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้เข้าซักถามปัญหา จากนั้นทรงอนุญาตให้นักบวชนอกศาสนาผู้นี้บวชในคืนนั้น สุภัททปริพาชกนับเป็นสาวกองค์สุดท้าย
ขยับต่อไปทางขวาเป็นภาพเหล่ามัลลกษัตริย์พร้อมด้วยพระสงฆ์ เข้าเฝ้าในยามราตรี ณ สาลาวโนทยาน พร้อมกับพระราชินี ขุนนาง เหล่าสนมกำนัล โดยนำของถวายไปสักการะพระพุทธองค์ซึ่งกำลังประชวร ภายในสวนนั้นยังปรากฏภาพช้างม้าในขบวนเสด็จฯด้วย
บนผนังด้านทิศใต้ พระมหากัสสปะ ผู้เป็นอรหันตสาวก พร้อมด้วยบรรดาภิกษุกำลังถวายบังคมพระบรมศพ ตามพุทธประวัติ เหล่ากษัตริย์มัลลราชนำเอาเพลิงเข้าจุดเพื่อถวายพระเพลิง แต่จุดอย่างไรไฟก็ไม่ติด ตราบเมื่อพระมหากัสสปะเข้ากราบพระพุทธบาทซึ่งปาฏิหาริย์ยื่นออกนอกหีบทองจึงจุดเพลิงได้
ถัดจากภาพพระมหากัสสปะถวายสักการะพระบรมศพ เป็นภาพเหล่านางฟ้าเทวดามาถวายสักการะ ถัดไปอีกเป็นภาพเล่าเรื่องตอนที่พระมหากัสสปะได้ทราบข่าวการเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจากปริพาชกผู้หนึ่ง ซึ่งถือดอกมณฑารพกั้นเป็นร่มบังแดดเดินสวนทางมา กับภาพเหล่าภิกษุที่กำลังนั่งพักเหนื่อยแสดงอาการเศร้าเสียใจเมื่อได้ยินข่าว ถัดไปเป็นภาพขบวนเดินทางของพระมหากัสสปะที่มุ่งไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
จากนั้นเป็นภาพชุดธุดงควัตร อันเป็นวัตรปฏิบัติของสงฆ์ ที่เคร่งครัดในการครองตน เช่น การพิจารณาซากศพเพื่อปลง การเก็บผ้าพันศพไปซักทำความสะอาด แล้วย้อม เพื่อตัดเย็บเป็นจีวรนุ่งห่ม กับภาพพระพุทธเจ้าประทับยืน จำลองจากภาพพระพุทธฉาย
กึ่งกลางผนังเป็นภาพอดีตพุทธเจ้า ปางมารวิชัย บนบัลลังก์ องค์พระปิดทองทั้งองค์ ด้านหลังเป็นรัศมีแบบเรือนแก้ว มีฉัตรสามชั้นประดับ ด้านข้างเป็นอัครสาวกซ้ายขวา นั่งคุกเข่าประคองอัญชลี เขียนจีวรเป็นสีแดงชาด
ผนังด้านทิศเหนือเล่าเรื่อง ตำนานพระพุทธบาททั้ง 5 แห่ง เริ่มต้นที่พระพุทธบาท ณ แม่น้ำนัมทามหานที ซึ่งเชื่อว่าอยู่ในอินเดียหรือในพม่า กับ พระพุทธบาท ณ เขาสุมนกูฏ ซึ่งเชื่อว่าอยู่ในลังกาทวีป ภาพเรือสำเภาอาจสื่อถึงการเดินทางไปนมัสการพระพุทธบาทที่ลังกาของพระพุทธโฆษาจารย์แห่งวัดพุทไธศวรรย์เมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยา
ถัดไปเป็นภาพ พระพุทธบาท ณ เขาสุวรรณบรรพต ซึ่งเชื่อว่าอยู่ที่จังหวัดสระบุรี บริเวณโดยรอบเป็นอาคารบ้านเรือนและชาวบ้าน ทางขวาสุดของผนังเป็นภาพ พระพุทธบาท ณ สุวัณณมาลิก ซึ่งเชื่อว่าอยู่ที่เมืองอนุราธปุระในประเทศศรีลังกา
เหนือช่องหน้าต่าง กึ่งกลางผนัง เป็นภาพ พระพุทธเจ้าประทับยืน อาจสื่อความหมายถึง ปางประดิษฐานรอยพระพุทธบาท พระพุทธองค์ทรงประทับรอยพระบาทบนยอดเขารังรุ้ง ณ เมืองโยนกปุระ ซึ่งน่าจะหมายถึงอาณาจักรล้านนา
ตรงกลางพื้นวิหารประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง ทำด้วยไม้มะเกลือฝังมุก สันนิษฐานว่าหมายถึงรอยพระพุทธบาทแห่งที่ห้าตามตำนาน นั่นคือ พระพุทธบาท ณ เมืองโยนกปุระ
หากมีโอกาส “แนวหน้า” ขอเชิญชวนทุกท่าน เยี่ยมชมความงามของงานปูนปั้นใน “วิหารพระพุทธบาท” วัดบางกะพ้อมแห่งนี้










