
แสวง จวกพรรคการเมือง โยนบาป กกต. ทั้งที่เห็นกติกาไม่เป็นธรรม กลับไม่แก้จุดบกพร่อง
วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.08 น.
แสวง จวกพรรคการเมือง โยนบาป กกต. ทั้งที่เห็นกติกาไม่เป็นธรรมกลับไม่แก้จุดบกพร่อง เอื้อให้ตัวเองทำงานสะดวก ชี้กฎหมายพรรคการเมืองน่าจะดีกว่านี้ ย้ำเลือกตั้งเป็นผลร่วมกันกับประชาชน ส่วน กกต.มีหน้าที่รายงานผล-ทำตามกฎหมาย พร้อมดัน ไอโหวต ทดลองใช้ท้องถิ่น
เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่โรงแรมทีเคพาเลซ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดการอบรมทบทวนวิทยากรหลักสูตรพรรคการเมืองคุณภาพประจำปี 2569 รุ่นที่ 2 ภาคกลางและภาคใต้ ว่าเรามาถึงทุกวันนี้ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจะครบ 100 ปี ความคาดหวังการเมืองของไทยน่าจะดีขึ้น แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่ไปไหน หากถึงไหนท่านคงไม่ต้องมานั่งอยู่ตรงนี้ โดยเฉพาะตัวแทนสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ตนเห็นว่าบุคคลเหล่านี้มีลักษณะพิเศษต่างจากคนทั่วไปที่มีความเสียสละ และอาสาเข้ามาทำงาน โดยไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เพราะเมื่ออาสามาทำงานก็จะเห็นเป้าหมายชัดเจนว่าจะสำเร็จด้วยวิธีอะไรภายในระยะเวลาเท่าใด ซึ่งสิ่งที่ท่านกำลังทำ เป้าหมายยิ่งใหญ่มาก แต่ไม่รู้ว่าจะสำเร็จด้วยวิธีการใด
“ที่ผ่านมา มีคนพยายามทำแบบนี้ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่จนถึงทุกวันนี้ ต้องยอมรับว่ามีปัญหา ที่สำคัญการเมืองกระทบกับชีวิตประจำวันโดยเฉพาะประเทศไทยใช้การเมืองนำทุกเรื่อง คนชนะกินรวบ ซึ่งมีปัญหาพอสมควร จากนี้ไปสำนักงานฯ วิทยากร และพรรคการเมืองจะทำงานร่วมกันเพิ่มเติมจากสิ่งที่ทำอยู่ ซึ่งยังไม่ประสบความสำเร็จในการที่จะปลูกฝังหรือให้ความรู้เรื่องระบอบประชาธิป
ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้เราอยู่ร่วมกันแบบภราดรภาพคือความเป็นพี่น้อง ซึ่งภราดรภาพเป็นหนึ่งใน 3 หลักของระบอบประชาธิปไตย ที่ประ กอบด้วย สิทธิเสรีภาพ ภราดรภาพ และความเสมอภาค แต่บ้านเราอ้างแต่สิทธิเสรีภาพแทบจะไม่ใช้ภราดรภาพ”
นายแสวง กล่าวอีกว่า ในอดีตเราจะใช้ แต่ภราดรภาพด้วยซ้ำ คือการอยู่แบบพี่น้องแต่ตอนหลังคนจะอ้างสิทธิ์ ซึ่งภราดรภาพคือกำหนดความรับผิดชอบต่อสังคม อยู่บนเหตุและผล แม้จริงๆหลักภราดรภาพจะไม่หายไป แต่ประเทศไทยไม่ได้ใช้ ทั้งที่มันอยู่ร่วมกันได้กับหลักสิทธิเสรีภาพ และหากใช้ 3 หลักพร้อมกันถือเป็นความสมดุล แต่หากใช้หลักสิทธิเสรีภาพแล้วไม่รับผิดชอบก็จะเป็นอย่างที่เกิดขึ้นถึงขั้นมีความเห็นต่างและอยู่ร่วมกันลำบาก เราเริ่มตัดสินคนจากที่ยืนของแต่ละคน ซึ่งไม่ควรจะเป็นแบบนี้ คนเห็นต่างกันได้ สิ่งที่วิทยากรจะทำคือบางพื้นที่คนเห็นต่างกัน ก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ นั่นคือนำหลักประชาธิปไตยมาใช้กับชีวิตประจำวัน ในอดีตการให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตยมีน้อย ไม่รู้ว่าผู้มีอำนาจคิดอย่างไร และไม่ได้อยู่ในหลัก สูตรอะไรเลย แตกต่างจากต่างประเทศที่มีบรรจุไว้ในหลักสูตรเช่นเยอรมัน เกาหลี ที่มีประสบการณ์จากความเลวร้ายทางการเมืองก็จะสร้างพลเมืองว่าหลักประชาธิปไตยแบบเขาต้องการคนแบบไหน และจนถึงทุกวันนี้ก็อยู่แบบที่เราเห็นคือจะใช้หลักสูตรนี้ในการทำให้สังคมเป็นสังคมประชาธิปไตยที่อยู่ร่วมกันได้
“ส่วนที่ทำไมต้องใช้พรรคการเมืองทำเรื่องนี้ เพราะพรรคการเมืองเป็นที่รวมของคนที่มีอุดมการณ์ที่เสียสละเข้ามา และเป็นประชาชนเหมือนกันประชาชนน่าจะเชื่อพรรคการเมืองมากกว่าองค์กรอื่นเนื่องจากรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันและเข้าถึงได้ เราจึงจะใช้ชุดความรู้ที่เรามีไปผ่านพรรคการ เมือง วิทยากรจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะไปถ่ายทอดความรู้ให้กับพรรคการเมืองต่อไปเพื่อให้พรรคการเมืองไปถ่ายทอดให้กับประชาชน สิ่งที่ทำมาเป็นความรู้ที่เป็นทางการ แต่ผลของประชาธิปไตยคือการใช้ชีวิตประจำวัน เหตุและผล ไม่ได้เกิดจากตัวหนังสือและเรามีประสบการณ์จากประชาธิปไตยในหนังสือ เรามีกฎหมายที่คิดว่าดีอยู่ 3 ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บางคนก็บอกว่าเป็นฉบับประชาธิปไตยหรือฉบับปราบโกงอะไรก็แล้วแต่ ใช้มา 20 ปีตั้งแต่ 2540 หรือเกือบ 30 ปี เราใช้รัฐธรรมนูญมา 3 ฉบับ คนก็คาดหวังว่ากฎหมายจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนได้ แต่กลับไม่เปลี่ยน ไม่ได้ไปไหนเลย”นายแสวง กล่าว
และว่า”การเมืองเราจะแก้ไขกฎหมายจากไก่ให้เป็นนก จะเขียนกฎหมายให้กลายเป็นนกหรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่สามารถเปลี่ยนได้ เพราะผู้เล่นหรือผู้เลือกยังคือคนกลุ่มเดียวกันเป็นคนกลุ่มเดิม ยุบพรรค มีรัฐธรรมนูญใหม่ก็จะมีคนกลุ่มเดิมไปตั้งพรรค คนกลุ่มเดิมไม่ได้ไปไหน ขณะที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะแก้ไขกฎหมายอย่างไรก็ยังคงเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมี 52 ล้าน คนกลุ่มเดิม ชุดความรู้ความคิดเหมือนเดิมไปเลือกตั้งเหมือนเดิม ไม่เห็นจะเปลี่ยนประเทศไปได้ สิ่งที่จะเปลี่ยนได้คือชุดความรู้ที่พวกเรากำลังจะนำไปบอกต่อ ไม่ได้บอกว่าจะไปสั่งสอน แต่เป็นการไปแลกเปลี่ยนกับชาวบ้านว่าสังคมจะดีได้ด้วยตัวเราเอง เพราะระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ดีด้วยระบบราชการหรือด้วยใคร แต่ดีด้วยประชาชน”
นายแสวง กล่าวต่อว่า เมื่อวานได้ไปชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา ตนได้ ชี้แจงว่าจริงๆประชาธิปไตยเป็นฐานหนึ่งของการเลือกตั้ง และประชาธิปไตยการเลือกตั้งมาจากประชาชน 100% ไม่มีกกต. เป็นเรื่องที่ประชาชนทำร่วมกัน ผลของการเลือกตั้งหรืออะไรก็แล้วแต่เป็นสิ่งที่ประชาชนทำร่วมกัน ประชาชนกลุ่มหนึ่ง อาสามาเป็นกปน.ครั้งที่แล้ว 1.6ล้านคน ประชาชน 52 ล้านคนเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ประชาชนส่วนหนึ่งอาสาเป็นสื่อเป็นสื่อเป็นผู้สังเกตการณ์ กกต.ไม่มี สิ่งที่ทำร่วมกันเป็นกลุ่มก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันเป็นกลุ่ม กกต.เป็นเพียงคนรายงานผลสิ่งที่ประชาชนทำร่วมกัน เลือกตั้งอย่างไร ท่านจะไปซื้อเสียงอย่างไร กปน.จะทำผิดอย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราออกแบบกฎหมาย กกต.ออกแบบร่วมกับประชาชน ให้ประชาชนดูแลประเทศชาติร่วมกัน กปน.ทำผิด ท่านทักท้วงเราตรวจสอบคนซื้อเสียง นักการเมืองกับประชาชนซื้อเสียง มีคนนำมาร้อง เราตรวจสอบ กกต.มีหน้าที่นำสิ่งที่ประชาชนทำร่วมกันแล้วมารายงานประชาชนว่าใครชนะเลือกตั้ง ใครทำผิด
“ระบบการเลือกตั้งของเราออกแบบมาแข็งแรงมาก ไม่มีใครจะแทรกแซงได้ไม่ว่าจะเป็นกกต.7 คนหรือเลขากกต.หรือผู้ยิ่งใหญ่จากบ้านใหญ่ที่ไหน แต่ถ้าเป็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นเรื่องที่เพิ่มขึ้นมานอกกรอบ เป็นเรื่องของผู้มีสิทธิกับประชาชน สิ่งต่างๆเหล่านี้หากเรานำไปทำให้เห็นว่าผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศคือประชาชน ท่านเป็นคนทำร่วมกันเมื่อเวลาเลือกตั้ง ไม่ได้เกี่ยวกับกกต.เลย ที่มีหน้าที่รายงานผลห ากทำผิดก็ไปดำเนินการตามกฎหมาย กกต.เห็นรู้เท่าประชาชนในวันเลือกตั้งไม่ได้เห็นมากกว่า “
นายแสวง ยังขอให้มีการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แม้หลักสูตรนี้จะเกิดช้า แต่คิดว่าคนที่จะพูดกับประชาชนได้คือพรรคการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองก็จะได้รับความรู้จากหลักสูตรนี้และเห็นใจพรรคการเมือง เพราะเป็นสถาบันหลักในการให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตย ซึ่งทั้งโลกจะใช้กระบวนการผ่านพรรคการเมือง มีประเทศ ไทยเอาไปผ่านระบบราชการถึงมีปัญหา ซึ่งพรรคการเมืองไทยเกิดขึ้นโดยเน้นมิติด้านความมั่นคงมากกว่ามิติด้านเสรีภาพ ทำให้บางทีพรรคการเมืองถูกยุบ เวลาเกือบร้อยปี เป็นเวลาพรรคการเมืองไม่ถึงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเป็นเวลาของการรัฐประหาร เมื่อมีการรัฐประหารก็ทำให้พรรคการเมืองขยับตัวได้ยาก การตั้งพรรคก็เป็นไปด้วยความยากและในระหว่างการดำเนินกิจการก็มีกฎเกณฑ์มากมาย ตนเป็นนายทะเบียนพรรคการ เมืองทราบดีว่าขาข้างหนึ่งท่านถูกถ่วงไว้ อีกข้างหนึ่งท่านจะพัฒนาก็ลำบาก แม้จะเห็นใจแต่เป็นเรื่องของกฎหมายซึ่งคนที่จะแก้ไขกฎหมายได้คือพรรคการเมือง หากเห็นว่าไม่ดีก็ไปแก้ไขให้ดีขึ้น
“จากที่ทำงานกับพรรคการเมืองมามองว่า พรรคการเมืองไม่ได้สนใจกฎหมายพรรคเท่าไหร่ ถ้าสนใจกฎหมายพรรคน่าจะดีกว่านี้เพราะมันคือบ้านของพรรคการเมืองเองซึ่งการแก้ไขพรรคการเมืองเป็นหน้าที่ของสภาหรือสส. แต่เมื่อมีอำนาจก็ไม่เห็นจะมามองแก้กฎหมายพรรค ให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างดีขึ้นหรือร่างกฎเกณฑ์ในการแข่งขันที่เป็นธรรมโดยบางอย่างท่านได้รับผลจากการกระทำก็ส่วนหนึ่ง ได้รับผลจากกฎหมายในการแข่งขันก็ส่วนหนึ่ง แต่เวลาแพ้ก็ลงมาที่กรรมการทุกครั้ง ทั้งที่กรรมการมีหน้าที่ทำตามกฎหมาย ถ้ากฎหมายยังไม่แก้เราก็ต้องตัดสินแบบนั้นทุกครั้ง การตัดสินและดุลพินิจทุกครั้ง แม้ว่าสังคมจะไม่เห็นด้วยหรือตำหนิหรือวิจารณ์อย่างไรหากย้อนเวลาให้ไปแก้เราก็จะมีมติอย่างนั้นเพราะเราใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริงในการวินิจฉัยปัญหา จึงขอฝากประเทศชาติไว้กับทุกคนและพรรคการเมืองและวิทยากรพรรคการเมืองที่จะนำความรู้ไปเผยแพร่ พัฒนาการเมืองของประเทศไทยให้มีความเจริญมั่นคงยิ่งขึ้นไป”
นายแสวง ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม ถึงการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้พรรคการเมืองดำเนินกิจการทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในการเลือกตั้ง ว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหลักๆมีอยู่ 2 ฉบับ คือกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง และกฎหมายการเลือกตั้ง ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานกกต.เคยพยายามเสนอการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างพรรคการเมือง เพราะในการแข่งขันก็ถูกจับตามองจากสังคม ว่าคนคุมกติกาไม่เป็นธรรม กกต.ก็ถูกตรวจสอบดังนั้นกติกาต้องเป็นธรรม ถ้าเห็นว่าอะไรที่ไม่เป็นธรรม ก็อยากให้สส.แก้ไขเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม แต่ที่ผ่านมาไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภา ดังนั้นการแก้ไขกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ กรณีดังกล่าวตนอยากให้สส. และพรรคการเมือง ในฐานะผู้ใช้กฎหมายและรู้ข้อบกพร่องสามารถที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ควรจะเสนอแก้กฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง และการเลือกตั้ง ไม่ใช่พอมีการเลือกตั้งแต่ละครั้งก็มาโทษกกต.ในฐานะกรรมการว่าทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง
“ผมพูดเฉพาะในส่วนของการเลือกตั้ง ซึ่งประชาชนเป็นคนเลือกตั้งเป็น เป็นส่วนที่ประชาชนทำร่วมกันมา โดยมีผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 52 ล้านคน มีกปน. 1.6 ล้านคน และส่วนที่เหลือเป็นสื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์ทำหน้าที่ตรวจสอบกันและกัน ในส่วนกกต.เป็นเพียงแค่ผู้รายงานผลการเลือกตั้งให้สาธารณชนทราบ “
นายแสวง ยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นถึงในกรณีที่สส.มุ่งเน้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่าแกนแก้ไขปรับปรุงกฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายการเลือกตั้ง
ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องให้มีการนำไอโหวต หรือการลงคะแนนเลือกตั้งผ่านด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ว่า เป็นแนวคิดที่กกต. พยายามจะเสนอใช้ในการเลือกตั้งทั่วประเทศ แต่ก็ยังไม่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสส. อย่างไรก็ตาม กกต.อาจจะนำระบบไอโหวต มาทดลองใช้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นไปก่อน เพราะสามารถทำได้เลยโดยที่ไม่ต้องมีการแก้ไขกฎหมาย