
29 เม.ย. 2569 06:39 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
5 ประเด็น สุนทรพจน์คิงชาร์ลส์ ที่สภาคองเกรสสหรัฐฯ
พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษ กล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ ระหว่างเยือนวอชิงตัน ดี.ซี. โดยทรงเน้นย้ำเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ แต่แทบไม่แตะเรื่องคดีเอปสตีน ซึ่งกำลังส่งผลกระทบหนักในอังกฤษ
การเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร มีจุดมุ่งหมายเพื่อการเฉลิมฉลอง ทั้งในโอกาสครบรอบ 250 ปีของสหรัฐฯ ความผูกพันอันยาวนานระหว่างอังกฤษและอเมริกา และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในฐานะ “พันธมิตรพิเศษ” แต่อีกด้านหนึ่ง การเสด็จเยือนครั้งนี้ก็ถูกมองว่าเป็น “ภารกิจกอบกู้สถานการณ์” เช่นกัน
สถานะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรในปัจจุบันค่อนข้างตึงเครียด เนื่องจากความลังเลของอังกฤษที่จะสนับสนุนสงครามร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านอย่างเต็มตัว เป้าหมายของคิงชาร์ลส์คือการผ่อนคลายความตึงเครียดเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการกล่าวสุนทรพจน์ร่วมต่อสภาคองเกรสเมื่อบ่ายวันอังคารที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ยังพอมีเหตุผลให้มีความหวังอยู่บ้าง เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ที่มีบุคลิกแปรปรวนอย่างเห็นได้ชัด ความสัมพันธ์ที่อบอุ่นอาจเปลี่ยนเป็นเย็นชาได้ในชั่วพริบตา แต่ในทางกลับกัน ความสัมพันธ์ที่เคยบาดหมางก็สามารถฟื้นฟูกลับมาได้รับความเมตตาจากประธานาธิบดีได้อีกครั้งเช่นกัน
แม้จะมีความตึงเครียดแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นแตกหัก โดยในช่วงท้ายของสุนทรพจน์ กษัตริย์ชาร์ลส์ได้กล่าวถึง “การคืนดีและการเริ่มต้นใหม่” ซึ่งพระองค์ระบุว่าเป็นเอกลักษณ์ของปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีมานานหลายศตวรรษ ขณะที่นายทรัมป์ก็มีท่าทีพอใจ โดยชื่นชมคิงชาร์ลส์ว่า “เป็นบุคคลที่วิเศษมาก”
อย่างไรก็ตาม มีเนื้อหาบางส่วนในสุนทรพจน์ของคิงชาร์ลส์ ที่อาจสร้างความยินดีให้แก่พรรคเดโมแครต แต่ในขณะเดียวกันก็อาจสร้างความประหลาดใจ (และข้อกังขา) ให้กับทำเนียบขาวด้วยเช่นกัน
การยอมรับในความไม่แน่นอน
คิงชาร์ลส์ทรงเริ่มสุนทรพจน์ด้วยการกล่าวถึง “ช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนอย่างยิ่ง” ที่ทั้งสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรกำลังเผชิญอยู่
พระองค์ทรงไล่เรียงถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางและยุโรป ซึ่งเป็นต้นเหตุของความบาดหมางระหว่างทั้งสองประเทศ เมื่อเร็วๆ นี้ พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตถึงภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยที่เกิดจากความรุนแรงทางการเมืองในลักษณะที่ทำให้งานเลี้ยงอาหารค่ำสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาต้องปั่นป่วน
จากนั้นคิงชาร์ลส์ทรงเปลี่ยนประเด็นไปพูดถึงความจริงที่ว่า สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรไม่ได้เห็นพ้องต้องกันเสมอไป “ด้วยจิตวิญญาณแห่งปี 1776 ที่อยู่ในใจของเรา … เราอาจเห็นพ้องตรงกันได้ว่า เราไม่ได้เห็นตรงกันเสมอไป”
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนั้นเป็นการเกริ่นนำไปสู่บทสรุปของพระองค์ที่ว่า เมื่อทั้งสองประเทศมีความคิดเห็นที่สอดประสานกัน ก็จะสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ “ไม่ใช่เพียงเพื่อประโยชน์ของประชาชนของเราเท่านั้น แต่เพื่อมวลมนุษยชาติทั้งปวง”
ถ้อยคำที่ถูกใจพรรคเดโมแครต
เมื่อกษัตริย์ชาร์ลส์ทรงกล่าวถึงประเพณีทางกฎหมายของอังกฤษซึ่งอยู่ในมหากฎบัตรแมกนา คาร์ตา ที่ว่า “อำนาจบริหารต้องอยู่ภายใต้ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุล” พระองค์ก็ได้รับเสียงปรบมือกึกก้องพร้อมการลุกขึ้นยืนให้เกียรติอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มีนัยแฝงที่น่าสนใจ
เสียงเชียร์เริ่มต้นจากฝั่งสมาชิกพรรคเดโมแครตในห้องประชุม ก่อนที่จะแพร่กระจายไปทั่วทั้งห้อง เหล่าผู้วิจารณ์โดนัลด์ ทรัมป์ ในกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายมักจะประณามประธานาธิบดีในสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจในทางที่ผิด
ความรู้สึกที่ว่าประธานาธิบดีควรอยู่ภายใต้การตรวจสอบและถ่วงดุลที่เข้มงวด เป็นหนึ่งในแรงผลักดันเบื้องหลังการชุมนุม “ไม่เอากษัตริย์” (no kings) ที่ดึงดูดผู้คนนับแสนทั่วประเทศตลอดปีที่ผ่านมา
ต่อมาในช่วงท้ายของสุนทรพจน์ ประโยคทิ้งท้ายประโยคหนึ่งของกษัตริย์ชาร์ลส์ได้จุดชนวนให้เกิดเสียงพึมพำ ซึ่งมีทั้งความเห็นด้วยและความกังวลจากฝั่งเดโมแครต
“ถ้อยคำของอเมริกานั้นมีน้ำหนักและมีความหมาย ดังที่เป็นมาตลอดนับตั้งแต่การประกาศอิสรภาพ” คิงชาร์ลส์ตรัส “แต่การกระทำของชาติที่ยิ่งใหญ่นี้มีความสำคัญยิ่งกว่า”
แน่นอนว่าสมาชิกพรรคเดโมแครตมักจะวิพากษ์วิจารณ์คำพูดของทรัมป์ รวมถึงวิธีการสื่อสารและการกระทำของเขาอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ดูเหมือนว่ากลุ่มเสรีนิยมในที่ประชุมอาจมองว่าประมุขแห่งอังกฤษ กำลังส่งสารเตือนสติแก่คนในชาติ ในขณะเดียวกันก็มอบโอกาสให้พวกเขาได้แสดงจุดยืน “ไม่เอากษัตริย์” อีกครั้งหนึ่ง
กล่าวถึงนาโตและพันธมิตรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก
คิงชาร์ลส์ทรงหยิบยกคำกล่าวของ เฮนรี คิสซิงเกอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาอ้างถึง โดยทรงพูดถึงความเป็นพันธมิตรแห่งแอตแลนติก และทรงตั้งข้อสังเกตว่า ครั้งเดียวที่นาโต (Nato) เคยระดมพลเพื่อปกป้องรัฐสมาชิก คือเหตุการณ์หลังการโจมตีตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ฝีมือกลุ่มอัลเคดาเมื่อ 11 กันยายน 2544
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยพูดจาเชิงสบประมาทกองทัพเรืออังกฤษ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจอันยาวนานของสหราชอาณาจักร โดยเขาเรียกเรือรบของอังกฤษว่าเป็น “ของเล่น” และกล่าวว่าเรือบรรทุกเครื่องบินนั้น “ใช้งานไม่ได้จริง”
คิงชาร์ลส์ ผู้เคยทรงงานในกองทัพเรืออังกฤษเป็นเวลา 5 ปี ทรงกล่าวถึงช่วงเวลาที่พระองค์ปฏิบัติหน้าที่ในกองทัพโดยเฉพาะ เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการกล่าวถึงประโยชน์ของความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและข่าวกรองระหว่างสองประเทศ รวมถึงระหว่างอเมริกาและยุโรป
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงหาโอกาสกล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นเรื่องที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญมาอย่างยาวนาน แต่ทรัมป์ปฏิเสธมาตลอด
“จากส่วนลึกของมหาสมุทรแอตแลนติก ไปจนถึงพืดน้ำแข็งในอาร์กติกที่กำลังละลายอย่างน่าใจหาย ความมุ่งมั่นและความเชี่ยวชาญของกองทัพสหรัฐฯ และพันธมิตร คือหัวใจสำคัญของนาโต ซึ่งต่างให้คำมั่นสัญญาที่จะป้องกันซึ่งกันและกัน ปกป้องพลเมืองและผลประโยชน์ของเรา รวมถึงรักษาความปลอดภัยให้แก่ชาวอเมริกาเหนือและชาวยุโรปจากศัตรูที่มีร่วมกัน”
ไม่พูดถึงเหยื่อของเอปสตีน
นอกเหนือจากประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ หนึ่งในคำถามที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับการเสด็จเยือนของพระเจ้าชาร์ลส์คือ พระองค์จะทรงกล่าวอ้างถึง เจฟฟรีย์ เอปสตีน และบรรดาเหยื่อของผู้กระทำความผิดทางเพศผู้ล่วงลับรายนี้ในสุนทรพจน์หรือไม่ ซึ่งพระองค์ไม่ทำเช่นนั้น
คำพูดสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดอาจมีเพียงการตรัสอ้างถึงโดยนัยเกี่ยวกับความจำเป็นที่จะต้อง “สนับสนุนเหยื่อจากภัยสังคมบางประการที่ช่างน่าสลดใจเหลือเกินว่ายังคงมีอยู่ในสังคมของทั้งสองประเทศในปัจจุบัน”
ซึ่งในสายตาของชาวอเมริกัน นี่ถือเป็นถ้อยคำที่ “เบาเกินไป”
เมื่อปีก่อน แม้จะมีข้อคัดค้านจากรัฐบาลของทรัมป์ แต่สภาคองเกรสก็ได้ผ่านกฎหมายที่บังคับให้เปิดเผยแฟ้มข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนคดีเอปสตีน
ข้อมูลเหล่านั้นนำไปสู่การเปิดเผยครั้งใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่อดีตนักการเงินรายนี้มีกับบรรดาผู้มั่งคั่งและผู้มีอำนาจ ซึ่งรวมถึง ปีเตอร์ แมนเดลสัน อดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ และ แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ หรือ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ พระอนุชาของคิงชาร์ลส์ด้วย
จนถึงตอนนี้ มหากาพย์คดีเอปสตีนส่งผลกระทบในสหราชอาณาจักรมากกว่าในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นที่ที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองในปัจจุบันน้อยคนนักจะได้รับผลกระทบในทางลบ
แม้ว่าหัวข้อนี้จะไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ แต่ประเด็นนี้ก็ไม่ได้เลือนหายไปจากหน้าข่าว และเรื่องราวฉบับเต็มในฝั่งสหรัฐฯ อาจจะยังไม่ถูกเปิดเผยออกมาทั้งหมดในขณะนี้
อารมณ์ขันแบบราชวงศ์
เมื่อพิจารณาจากเป้าหมายที่จริงจังของคิงชาร์ลส์ โดยมีเดิมพันที่สูงถึงอนาคตความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร สุนทรพจน์ของพระองค์ในบางช่วงกลับดูผ่อนคลายและมีชีวิตชีวา
พระองค์ทรงเริ่มสุนทรพจน์ด้วยประโยคของ ออสการ์ ไวด์ ที่มักถูกหยิบยกมาอ้างถึง (และอ้างผิดบ่อยครั้ง) เกี่ยวกับสหรัฐฯ และอังกฤษที่มีทุกอย่างเหมือนกัน “ยกเว้นแต่เรื่องภาษานั่นเอง”
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงปล่อยมุกตลกเกี่ยวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษที่ต้องถูกจับเป็น “ตัวประกัน” (ตามธรรมเนียมโบราณ) ในยามที่กษัตริย์กล่าวสุนทรพจน์ที่เวสต์มินสเตอร์ พร้อมกับทรงสงสัยว่ามีใครในสภาคองเกรสแห่งนี้อาสาสมัครทำหน้าที่ดังกล่าวในวันนี้บ้างหรือไม่
พระองค์ยังทรงล้อเล่นอีกว่า การประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ นั้นถือเป็นเหตุการณ์ที่ “เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน” สำหรับประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่างบริเตนใหญ่ และพระองค์ไม่ได้มาเยือนสหรัฐฯ เพื่อทำภารกิจ “กองหลังจอมวางแผน” เพื่อหวังจะกอบกู้การปกครองของอังกฤษกลับคืนมา
แม้ในขณะนี้อาจมีความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรอยู่บ้าง แต่ในวันอังคารที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ากษัตริย์ชาร์ลส์จะประสบความสำเร็จในการ “ละลายพฤติกรรม” และสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้นได้
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc