
กสม. ชี้ คุก VIP ละเมิดสิทธิมนุษยชน เอื้อประโยชน์ กลุ่มทุนจีน-ผู้มีอิทธิพล
วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.43 น.
วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แถลงผลการตรวจสอบกรณีคุก VIP ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่ง กสม. ได้ดำเนินการตรวจสอบแล้ว พบว่าเป็นการเลือกปฏิบัติเพื่อเอื้อประโยชน์โดยมิชอบและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน สืบเนื่องจากกรณีที่ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมราชทัณฑ์ ตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพ มหานคร เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 มีการพบห้องลับที่ถูกดัดแปลงเป็นห้องรับรองพิเศษหรือห้อง VIP เพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการแก่กลุ่มผู้ต้องขังชาวจีนและผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ
ทั้งนี้ ในการประชุม กสม.ด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เห็นว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯส่งผลกระทบต่อหลักความเสมอภาค ซึ่งเป็นสาระสำคัญของหลักสิทธิมนุษยชน จึงได้มีมติให้หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามมาตรา 34 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 2560 ซึ่งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง โดยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 4 และมาตรา 27 บัญญัติถึงการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพของบุคคลและห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นเหตุแห่งถิ่นกำเนิดเชื้อชาติศาสนาของบุคคลซึ่งรวมถึงผู้ต้องขัง ซึ่งก็สอดคล้องกับมาตรฐานสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง
.jpg)
ซึ่งผลการตรวจสอบของ กสม.พบว่าเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่จากกรมราชทัณฑ์ ได้สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่เรือนจำอื่น 11 แห่ง เข้าจู่โจมตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พบอดีตผู้บัญชา จการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯและคณะเลขานุการในพื้นที่บริเวณอาคารทำการและพบนายหน้าชาวจีนกับผู้หญิงชาวจีนอีก 1 คนอยู่บริเวณด้านนอกห้อง VIP โดยภายในห้องดังกล่าว พบผู้ต้องขังชาวจีนและหญิงชาวจีนกำลังปฏิบัติภารกิจส่วนตัว โดยในวันดังกล่าวช่วงเวลาก่อนหน้านั้น มีครอบครัวผู้ต้องขังทั้งชาวไทยและจีนเดินทางมาพบผู้ต้องขังในห้อง VIP ดังกล่าวด้วยทั้งที่เป็นวันหยุดราชการและห้ามมิให้บุคคลภายนอกพบผู้ต้องขัง จากนั้นก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบพฤติการณ์ของอดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯและเจ้าพนักงานราชทัณฑ์จำนวน 1 รายเข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ และไม่เป็นไปตามระเบียบราชการจึงรายงานผลต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งต่อมาได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงกับผู้เกี่ยวข้องโดยอยู่ระหว่างการสอบสวน และป.ป.ช.อยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนพฤติกรรมการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่เป็นไปตามระเบียบราชการ เข้าข่ายการทุจริต จึงเชื่อได้ว่าเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมีพฤติ การณ์เอื้อประโยชน์โดยไม่ชอบต่อผู้ต้องขังชาวจีนรวมถึงผู้ต้องขังบางราย
นายวสันต์ ยังกล่าวอีกว่า จากการชี้แจงของผู้แทนกรมราชทัณฑ์และเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯพบว่าการเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขังบางรายทั้งการเยี่ยมญาติในลักษณะเป็นครอบครัวและการใช้บริการทางเพศมีสาเหตุจากการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องที่กำหนดอย่างเคร่งครัด โดยอดีตผู้บัญชา การเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมีพฤติกรรมสั่งการด้วยวาจาให้เลขานุการเบิกตัวผู้ต้องขังออกจากการควบคุมตามปกติเพื่อเลี่ยงการจัดทำเอกสารหลักฐานประกอบกับเป็นคำสั่งของบังคับบัญชาระดับสูงส่งผลให้เจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาผู้ควบคุมตัวไม่กล้าคัดค้านหรือบันทึกข้อมูลการเบิกตัวไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งไม่สอดคล้องกับระเบียบกฎหมายราชทัณฑ์และหลักการเยี่ยมญาติ
อีกทั้งยังพบว่าการให้ผู้ต้องขังใช้ห้อง VIP มักจะเกิดในช่วงวันหยุดราชการซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจำนวนน้อยประกอบกับห้อง VIP เน้นพื้นที่เฉพาะผู้บริหารทำให้การรับรู้ของเจ้าหน้าที่เป็นไปโดยจำกัดส่งผลให้กลไกการตรวจสอบภายในไม่อาจทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิ ภาพ ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์โดยมิชอบต่อผู้ต้องขังชาวจีนรวมถึงผู้ต้องขังบางคนส่งผลให้ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ได้รับการปฏิบัติในสาระเดียวกันแตกต่างออกไปและไม่สอดคล้องกับหลักความเสมอภาพและการไม่เลือกปฏิบัติตามรัฐธรรม นูญบัญญัติไว้และตามหลักสากล และการเอื้อประโยชน์ดังกล่าวไม่ได้ทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง
จึงรับฟังได้ว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯกรณีดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและควรส่งแรงงานการตรวจสอบให้กับคณะกรรมการป.ป.ช.ใช้ประกอบการพิจารณาตามอำนาจและหน้าที่ต่อไป
ดังนั้น การประชุมของ กสม.ในวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกระทรวงยุติธรรมให้เร่งรัดการดำเนินการของคณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ที่ 240/2568 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 และให้ราย งานความคืบหน้าผลการดำเนินงานต่อสาธารณชนเป็นระยะ เพื่อสร้างการรับรู้ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชา ชนต่อระบบงานราชทัณฑ์ และให้กรมราช ทัณฑ์สั่งการกำชับให้บุคลากรของเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่งปฏิบัติตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ 2560 และระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการเยี่ยมการติดต่อของบุคคลภายนอกกับผู้ต้องขังและการเข้าดูกิจการ หรือติดต่อการงานกับเรือนจำ พ.ศ 2561 รวมทั้งมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการควบคุมผู้ต้องขังอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติในลักษณะเดียวกันหรือคล้ายคลึงเกิดขึ้นอีกพร้อมทั้งให้กระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ขยายผลการดำเนินการในลักษณะเดียวกับเรือนจำพิเศษกรุงเทพไปยังเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่ง เพื่อขจัดปัญหาการเลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องขังและพฤติกรรมที่ไม่ชอบของเจ้าหน้าที่