แรงงานบุกทำเนียบ ยื่น9ข้อร้องนายกฯ ขึ้นค่าแรง/แก้พลังงาน

แรงงานบุกทำเนียบ ยื่น9ข้อร้องนายกฯ ขึ้นค่าแรง/แก้พลังงาน

แรงงานบุกทำเนียบ ยื่น9ข้อร้องนายกฯ ขึ้นค่าแรง/แก้พลังงาน

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แรงงานบุกทำเนียบ ยื่น9ข้อร้องนายกฯ ขึ้นค่าแรง/แก้พลังงาน

วันแรงงานแห่งชาติ สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานรวมพลังบุกทำเนียบฯ ยื่น 9 ข้อเรียกร้องนายกฯจี้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ แก้ปัญหาพลังงาน ปฏิรูประบบประกันสังคม ยกเลิกบำนาญสูตร CARE เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้แรงงาน ด้าน”อนุทิน”อวยพรวันแรงงาน แต่แบ่งรับแบ่งสู้ ปมขึ้นค่าแรง ย้ำทุกอย่างต้องมีเหตุผล

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) ร่วมกับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย (สปท.) จัดกิจกรรม “วันกรรมกรสากล” เดินขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นข้อเรียกร้องเชิงนโยบายต่อนายกรัฐมนตรี เนื่องในวันกรรมกรสากลประจำปี 2569

โดยผู้ชุมนุมได้นำป้ายผ้าที่มีข้อความเรียกร้องสิทธิต่างๆ อาทิ หยุดตัดสิทธิ ลดค่าจ้าง โบนัส จากการตั้งครรภ์, นำ ปตท. กลับมาเป็นของรัฐ, น้ำมันแพงเพราะนายทุน, บำนาญสูตรสัปดน ทำผู้ประกันตนแตกแยก, รัฐอุ้มนายทุน = ไม่เห็นหัวประชาชน,

แรงงานบุกทำเนียบฯยื่น9ข้อเรียกร้อง

นอกจากนี้ ผู้ชุมนุมยังนำโมเดลปั๊มน้ำมันที่มีหุ่นจำลองขนาดใหญ่กำลังถือหัวจ่ายน้ำมัน และตู้หัวจ่ายน้ำมันสีเขียวพร้อมป้ายว่า “รวยไม่ไหวแล้วโว้ยย” จากนั้น นายมาณพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการ สรส. ได้อ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 9 ข้อ ดังนี้

1.แก้ไขปัญหาเรื่องพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า และสินค้าราคาแพง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชน ขอให้รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างพลังงานโดยสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง พร้อมเปิดเผยข้อมูลการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ การขุดเจาะ และการผลิตในประเทศว่ามีจำนวนเท่าใด และควบคุมไม่ให้ราคาแพง ต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง รวมถึงกำหนดมาตรการที่เข้มข้นในการควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและการประกอบอาชีพของประชาชน

2.ขอให้รัฐบาลเร่งให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญในการเจรจาและเข้าเป็นสมาชิก เพื่อให้การค้า การลงทุน เป็นไปตามหลักการว่าด้วยการดำเนินธุรกิจที่ต้องเคารพสิทธิแรงงาน

3.ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน ขอให้สนับสนุนส่งเสริมระบบไตรภาคี โดยให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่เป็นธรรมต่อพี่น้องผู้ใช้แรงงานให้เท่ากันทั้งประเทศ

4.ปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม โดยขอให้รัฐบาลใช้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และหยุดนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ

5.หลักประกันทางสังคม โดยต้องปฏิรูประบบประกันสังคมให้เป็นองค์กรอิสระ มีคณะกรรมการที่มีความรู้ความสามารถ ผ่านการเลือกตั้งของผู้ประกันตนทุกตำแหน่ง ยกเลิกนโยบายลดเงินสมทบประกันสังคม ให้แรงงานทุกคนเข้าสู่ระบบประกันสังคมในมาตรฐานการจ่ายเงินสมทบเดียวกัน รวมถึงยกเลิกการจ่ายบำนาญสูตร CARE

6.ความมั่นคงในการทำงาน ยกเลิกการจ้างงานระยะสั้นหรือชั่วคราว และส่งเสริมให้มีการจ้างงานระยะยาว

7.สุขภาพความปลอดภัยของประชาชน รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจต่อการแก้ปัญหาฝุ่นควันพิษ ด้วยการให้ ครม. ยืนยันให้รัฐสภาหยิบยกร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ขึ้นมาพิจารณาใหม่ภายใน 60 วัน

8.แรงงานนอกระบบ รัฐบาลต้องกำหนดให้มีระบบสวัสดิการรองรับผลกระทบที่แรงงานนอกระบบต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น ต้องสามารถเข้าถึงน้ำดื่มสะอาด หรืออุปกรณ์ป้องกันความร้อน

9.แรงงานข้ามชาติ ต้องกำหนดมาตรการให้ชัดเจน ทั้งกระบวนการนำเข้า การต่อวีซ่า และใบอนุญาตทำงาน ต้องมีความสะดวกรวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก

จากนั้น นายนพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และนายประสิทธิ์ ปาตังคะโร ผู้ตรวจราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้เป็นตัวแทนรัฐบาลมารับมอบหนังสือ โดยนายนพพรกล่าวว่า ตนจะนำข้อเรียกร้องไปยื่นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อนำข้อสั่งการไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทางสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะช่วยติดตาม หากมีอะไรก็จะได้พูดคุยกัน

หวังรัฐบาลขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ขบวนแรงงานได้จัดกิจกรรมใน “วันแรงงานแห่งชาติ” โดยมีกลุ่มสภาองค์การลูกจ้าง 26 แห่ง และ 1 รัฐวิสาหกิจผู้ใช้แรงงาน รวมพลังเดินขบวนเพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล โดยได้เคลื่อนขบวนจากบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ไปยังลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เพื่อยื่น 8 ข้อเรียกร้องต่อผู้นำรัฐบาล

โดยมีรถขยายเสียงและการชูป้ายเรียกร้องเรื่องต่างๆ อาทิ ขอให้รัฐเร่งดูเรื่องค่าแรงและสวัสดิการ ขอค่าแรงเท่าค่าอาหาร ส.ส. และปรับเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ 10% หลังเงินเดือนข้าราชการแซงหน้า

ขณะที่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน เป็นผู้รับข้อเรียกร้องจากผู้นำแรงงาน พร้อมกล่าวปราศรัยกับผู้ใช้แรงงาน โดยมี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน เข้าร่วมงานด้วย

นายทศพร คูณศรี ประธานจัดงานวันแรงงานแห่งชาติปี 2569 กล่าวว่า ได้ตกผลึกร่วมกันจัดทำข้อเรียกร้องวันแรงงานแห่งชาติไว้ 8 ข้อโดยยึดข้อเรียกร้องเดิมของหลายปีที่ผ่านมา เพื่อขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม มุ่งเน้นด้านความมั่นคงและสวัสดิการของผู้ใช้แรงงาน อาทิ ขอให้จัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างกรณีที่นายจ้างปิดกิจการโดยไม่จ่ายค่าชดเชย การให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่รับบำนาญแล้วยังคงได้รับความคุ้มครองต่อในกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต การเพิ่มค่าคลอดบุตรจาก 15,000 บาท เป็น 30,000 บาท การขยายอายุผู้ที่เริ่มสมัครเป็นผู้ประกันตนจากเดิมไม่เกิน 60 ปี เป็นไม่เกิน 70 ปี การยกเว้นภาษีเงินได้จากเงินก้อนสุดท้ายที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างไม่เกิน 1 ล้านบาท และผลักดันให้ไทยรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งเรียกร้องมานาน 20-30 ปี แต่ไม่มีความคืบหน้า

ขณะที่นางสาวอัปสร กฤษณะสมิต ประธานสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย (สพร.ท.) เปิดเผยว่า ขอเรียกร้องสิทธิประโยชน์ สวัสดิการที่เป็นธรรม และความปลอดภัยในการทำงานของแรงงานรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความมั่นคงในการทำงาน การปฏิรูประบบประกันสังคมให้แรงงานทุกคนเข้าสู่ระบบประกันสังคมในมาตรฐานเดียวกันทั้งการจ่ายเงินสมทบและสิทธิประโยชน์ และการปรับเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ 10% ให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ

นายกฯอนุทินชี้ขึ้นค่าแรงต้องมีเหตุผล

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงผู้ใช้แรงงานเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติปี 2569 ว่า ขอฝากความระลึกถึงและชื่นชม ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง ทำงานให้สำเร็จ มีความมั่นคงในชีวิต เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการขอเพิ่มค่าแรงรัฐบาลจะตอบสนองหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ทุกอย่างต้องมีเหตุผล

ย้ำลูกจ้างมีสิทธิหยุดงาน-ได้ค่าจ้าง

ด้าน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม ว่า วันแรงงานถือเป็นวันหยุดตามกฎหมายที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างเทียบเท่าวันทำงานปกติ เพื่อคุ้มครองสิทธิและสร้างหลักประกันด้านแรงงานอย่างเป็นธรรม หากลูกจ้างต้องทำงานในวันแรงงานแห่งชาติ นายจ้างต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ หากทำงานล่วงเวลา ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ตามที่กฎหมายกำหนด และหากตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างต้องจัดวันหยุดชดเชยในวันทำงานถัดไป เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิครบถ้วนตามกฎหมาย

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า ส่วนกิจการที่ไม่สามารถหยุดดำเนินงานได้ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร สถานพยาบาล หรือกิจการขนส่ง นายจ้างสามารถตกลงกับลูกจ้างเพื่อกำหนดวันหยุดชดเชยในวันอื่น หรือจ่ายค่าทำงานในวันหยุดแทนได้ตามความเหมาะสม โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแรงงานอย่างต่อเนื่อง ยกระดับทุนมนุษย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานได้รับความเป็นธรรมและหลักประกันที่เหมาะสม พร้อมย้ำให้นายจ้างทุกแห่งปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยยึดประโยชน์ของลูกจ้างเป็นสำคัญ

Leave a comment