รุมค้าน‘แลนด์บริดจ์’ 14จว.ใต้ฮึ่ม! ชูทำลายสิ่งแวดล้อม

รุมค้าน‘แลนด์บริดจ์’ 14จว.ใต้ฮึ่ม! ชูทำลายสิ่งแวดล้อม

รุมค้าน‘แลนด์บริดจ์’ 14จว.ใต้ฮึ่ม! ชูทำลายสิ่งแวดล้อม

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รุมค้าน‘แลนด์บริดจ์’ 14จว.ใต้ฮึ่ม! ชูทำลายสิ่งแวดล้อม ตามไล่เฉ่งสส.สะตอภท. ต้องรับผิดชอบในพื้นที่ วางแผนจัดประท้วงยาว 22มิ.ย.ปักหลักทำเนียบ

มูลนิธิร่วมพัฒนาภาคใต้ แนะล้มแลนด์บริดจ์แนวระนอง-ชุมพร แล้วหันไปเติมความรุ่งเรืองให้โครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ด “สุราษฎร์-กระบี่” ที่มีอยู่แล้วให้สมบูรณ์ เพราะจะคุ้มค่ากว่า ขณะที่เครือข่ายภาคใต้เปิดปฏิบัติการร้อยขบวน 14 จังหวัด โครงการแลนด์บริดจ์รัฐบาลหนู หวั่นต่างชาติฮุบที่ดิน 99 ปี เสี่ยงคนในพื้นที่เป็นพลเมืองชั้น2 ลั่นประท้วงยาว 22มิย.นัดกางเต้นท์หน้า ทำเนียบ

กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) ออกแถลงการณ์ฉบับที่1ระบุ สถานการณ์ปัจจุบันรัฐบาลกำลังนำพาประเทศไปสู่จุดเสี่ยงด้วยการผลักดันกฎหมายมอบสิทธิมากมายแก่นักลงทุนต่างชาติ รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยได้กระทำเกินเลยเส้นความพอดีของการพัฒนาภาคใต้กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษคือการผลักดันกลไกของการเป็นประเทศผู้รับจ้างผลิตให้เข้มข้นกว่าเดิม เพราะในฐานะประเทศผู้รับจ้างผลิตจะต้องหยิบยื่นเงื่อนไขที่นักลงทุนพอใจ

ระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อความภักดีต่อนักลงทุนต่างชาติตลอดมา โดยไม่ตระหนักว่าประเทศเราเป็นได้เพียงผู้รับจ้างผลิต เราได้ค่าแรงงาน แต่มูลค่าอื่นทั้งหมดกลับสู่ประเทศของพวกเขา จากการใช้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจในฐานะประเทศรับจ้างผลิตพบว่าหลังปี2540 เศรษฐกิจประเทศไทยเติบโตต่ำลงจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่มาตรการแห่งความภักดีต่อนักลงทุนเข้มข้นขึ้นตลอดมา

ในสถานการณ์ปัจจุบันวิกฤติเศรษฐกิจมีความรุนแรงมากขึ้น แทนที่รัฐจะปรับตัวเชิงโครงสร้างและแนวทางการพัฒนาประเทศแต่กลับไปใช้เครื่องยนต์เดิมคือวิ่งหานักลงทุนต่างประเทศ กระบวนทัศน์ที่คิดแต่จะพึ่งพาต่างชาติกลายเป็นรากฐานของการวางแผนเศรษฐกิจ กระบวนทัศน์การสร้างความเข้มแข็งภายในไม่อยู่ในวิธีคิดของผู้บริหารประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ในภาวะวิกฤติเราจึงไม่เห็นการปรับตัวของรัฐบาลผู้มีอำนาจยังคงยึดกระบวนทัศน์ยื่นเงื่อนไขแห่งความภักดีขั้นสูงสุดคือ กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษประชาชนไม่อยู่ในสมการของการพัฒนาในรูปแบบเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ฉะนั้นใน พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้จึงระบุบทบาทของคนใต้ไว้ 2ประการคือ หน้าที่ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและรับการเยียวยาจากผลกระทบ ในจำนวน71มาตราไม่มีการออกแบบการพัฒนาบนฐานศักยภาพของภาคใต้มีเพียงมาตรการของการยึดทรัพยากร การให้สิทธิแก่ต่างชาติและจำกัดสิทธิของคนไทย

ภายใต้กฎหมายฉบับนี้จะนำทรัพยากรภาคใต้ไปสู่พื้นที่รับจ้างผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของต่างชาติ ละทิ้งรากฐานและศักยภาพของคนใต้ ในขณะที่ธุรกิจอาหารในโลกนี้เติบโตเรากลับทำลายพื้นที่ผลิตอาหารคุณภาพของโลกและนำพื้นที่ไปเป็นแหล่งผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เรียนย้ำว่าการเกิดขึ้นของเขตเศรษฐกิจพิเศษไม่ได้ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมแต่เป็นการตอกย้ำกระบวนทัศน์ประเทศผู้รับจ้างผลิต

การเกิดขึ้นของกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษจะเปลี่ยนภาคใต้ไปตลอดกาล จึงไม่อาจให้รัฐบาลที่กำลังลุแก่อำนาจกระทำการเกินเลยขอบเขตการพัฒนาไปสู่การสูญเสียอธิปไตยของประชาชนในชาติ กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้จึงขอประกาศเชิญชวนทุกท่าน ปกป้องอธิปไตยของคนไทย ด้วยการคัดค้านการเกิดขึ้นของกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษและโครงการแลนด์บริดจ์

โดยกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) จะมีปฏิบัติการร่วมกับเครือข่ายต่างๆเพื่อการปกป้องแผ่นดินภาคใต้ดังนี้

ปฏิบัติการที่1 วันที่ 4-10 พฤษภาคม 2569 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทยต้องรับผิดชอบต่อประชาชนในเขตเลือกตั้งต่อการที่พรรคภูมิใจไทยผลักดันกฎหมายให้ภาคใต้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของต่างชาติ กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้จะส่งผู้แทนยื่นหนังสือต่อ สส.พรรคภูมิใจไทยในภาคใต้ทุกคน

ปฏิบัติการที่2 วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 นำเสนอแนวทางและแผนการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ต่อสาธารณะและนักการเมือง เพื่อชี้ให้เห็นว่าแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจสามารถเกิดขึ้นได้หลายแนวทางโดยไม่ต้องยึดสิทธิของประชาชน

ปฏิบัติการที่3 วันที่ 21 พฤษภาคม – 6 มิถุนายน 2569 ปฏิบัติการร้อยขบวนคนใต้หยุดยั้งกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ SEC Watchและประชาชนหลากหลายภาคส่วนเดินทาง 14 จังหวัดถักทอขบวนคนใต้เพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญปกป้องแผ่นดินภาคใต้

ปฏิบัติการที่4 วันที่ 8 -12 มิถุนายน 2569 พบพรรคการเมืองและสื่อมวลชนเพื่อยื่นหนังสือขอให้พรรคการเมืองคัดค้านการเกิดขึ้นของ พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้และโครงการแลนด์บริดจ์และเพื่อทำความเข้าใจกับสื่อมวลชนต่อเจตนารมณ์การคัดค้านของประชาชน

ปฏิบัติการที่5 วันที่ 20 มิถุนายน 2569เวทีสาธารณะกรุงเทพมหานคร ‘ประเทศไทยควรออกกฎหมายให้ต่างชาติครอบครองที่ดินหรือไม่’ ปฏิบัติการที่6 วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ปักหลักทำเนียบรัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลยุติการดำเนินการกรณี พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ภารกิจการรักษาอธิปไตยของประชาชนเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง ภายใต้รัฐบาลที่ไม่อยู่ข้างประชาชน ทางออกสำคัญคือการรวมพลังส่งเสียงการพัฒนาที่ถูกต้องชอบธรรมให้เกิดขึ้นแก่แผ่นดินนี้ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยยืนอยู่อย่างสง่างามท่ามกลางวิกฤติโลกรอบด้าน ด้วยจิตคารวะ กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ SEC Watch

ด้านนายประสิทธิชัย หนูนวล แกนนำกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ SEC Watch เปิดเผยว่า คำสัมภาษณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ชัดเจนว่าจะเร่ง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เพื่อให้กรรมการนโยบายตาม พ.ร.บ.SEC มาดูแลโครงการแลนด์บริดจ์ ที่เรียนบอกต่อทุกท่านตลอดมาว่า โครงการแลนด์บริดจ์เป็นส่วนหนึ่งของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้นั้น รมต.คมนาคม ยอมรับแล้วและย้ำว่า จะถกเรื่องกองทุนภายในเดือน พ.ค.นี้ แปลว่าภาคใต้เข้าสู่การเป็นเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของต่างชาติสมบูรณ์แบบ ภายใต้ 71 มาตราของ พ.ร.บ.SEC ภาคใต้จะเป็นพื้นที่ที่ต่างชาติเช่าที่ดินได้ 99 ปี และถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ดิน

เพื่อไม่ให้คนใต้ตกเป็นพลเมืองชั้น 2 และถูกเบียดขับ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันปกป้องภาคใต้ในรูปแบบที่ทุกท่านแสดงออกได้ โดยกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ได้ออกแบบปฏิบัติการจำนวนหนึ่ง เพื่อส่งเสียงต่อรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐบาลภายใต้การนำของคุณอนุทิน ชาญวีรกุลนายกรัฐมนตรีและนายพิพัฒน์ รัชกิจประการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ออกมาให้สัมภาษณ์สนับสนุนโครงการเมกกะโปรเจคแลนด์บริดจ์ แนวระนองชุมพรอย่างจริงจังท่ามกลางเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้านรวมทั้งนักวิชาการได้ออกมาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย ในเรื่องนี้แนวหน้าได้รับการเปิดเผยจาก ดร.สุเมต สุวรรณพรหม รองประธานมูลนิธิร่วมพัฒนาภาคใต้ และกรรมการบริหารสมาคมชาวปักษ์ใต้ฯดร.สุเมตได้กล่าวถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ว่าคนปักษ์ใต้รู้จักมานานเกือบ 40 ปีแล้วจากข้อมูลหลังปี 2531 ในยุครัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ ซึ่งในขณะนั้นกระแสภาคประชาชนชาวไทย เรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนโครงการสร้าง คดคอดกระ เชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย

แต่รัฐบาลพลเอกชาติชายฯ กลับเสนอแนวคิดสร้างโครงการเซาท์เทอร์นซีบอร์ด เชื่อม2ฝั่งทะเล ซึ่งก็คือแลนด์บริดจ์ นั่นเอง จากผลการศึกษาอยู่บริเวณ ฝั่งทะเลอันดามันตั้งอยู่ แนวอ.อ่าวลึก จ.กระบี่ ไปออกอ่าวไทยที่บริเวณ อ.กาญจนดิษฐ์ อ.ดอนสักและ อ.ขนอม ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราช ซึ่งตลอดระยะเวลา 30 กว่าปีรัฐบาลทุกรัฐบาลตั้งแต่รัฐบาลชวน1 รัฐบาลบรรหาร รัฐบาลพลเอกชวลิต กระทั่งถึงรัฐบาลชวน 2 ได้ให้การสนับสนุนโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่องโดยได้เวนคืนที่ดินของประชาชนจากอ.อ่าวลึกอ.เคียนซา อ.บ้านนาเดิมอ.บ้านนาสาร ฯลฯ รวมถึงสร้างถนน 4เลน ความยาว 133 กิโลเมตรมีช่องว่างตรงกลางประมาณ100 เมตร คาดว่า สำหรับสร้างทางรถไฟ และเดินท่อปิโตรเลียม แต่หลังปี 2544 ซึ่งเป็นช่วงรัฐบาลพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร พรรคไทยรักไทย ก็ไม่ได้ขับเคลื่อนโครงการนี้ต่อเนื่อง ทำให้โครงการนี้ต้องสะดุดลง ไม่มีท่าเรือทั้งสองฝั่งไม่มีการสร้างทางรถไฟและไม่มีท่อปิโตรเลียมเชื่อมสองฝั่งทะเล นี่คือแลนด์บริดจ์แนวเซาท์เทิร์นซีบอร์ดหรือที่เรียกกันว่าถนนทางหลวงสาย 44 ที่ประชาชนในภาคใต้บริเวณดังกล่าวรอคอยกันมายาวนาน

ดร.สุเมต ได้กล่าวยืนยันว่าตนเป็นคนในพื้นที่ภาคใต้และให้ความสนใจโครงการพัฒนาประเทศไทยในพื้นที่ภาคใต้ทุกโครงการ สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ แนวชุมพร-ระนองนั้นตนคิดว่าโครงการนี้เกิดจากการศึกษามาจากรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ฯซึ่งในขณะนั้นพรรคภูมิใจไทยก็ร่วมรัฐบาลและพยายามขับเคลื่อนโครงการนี้มาตลอดท่ามกลางเสียงคัดค้านของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องในขณะที่รัฐบาลก็ยังให้คำตอบกับสังคมไม่ได้ว่า ”จะมีเรือขนส่งสินค้านานาชาติมาใช้บริการหรือไม่ “ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประชาชนในภาคใต้จะมีความรู้เรื่องพาณิชย์นาวี ระดับหนึ่ง เนื่องจากได้ให้การสนับสนุนโครงการสร้างคอคอดกระและสนับสนุนการขุดคลองไทย มาอย่างต่อเนื่องยาวนานทำให้มีความรู้เรื่องเรือขนส่งสินค้าตู้คอนเทนเนอร์เป็นอย่างดี เราเชื่อว่าแลนด์บริดจ์แนวระนอง-ชุมพรจะได้รับความสนใจจากธุรกิจเรือขนส่งสินค้าตู้คอนเทนเนอร์น้อยมาก เพราะแนวการเดินเรือจริงๆอยู่บริเวณ จ.ตรังและกระบี่ หากเรือสินค้าจะผ่านช่องแคบมะละกาไปสิงคโปร์ กับเลือกที่จะเดินทางขึ้นไป ท่าเรือระนองเค้าคงเลือกอ้อมไปสิงคโปร์จะรวดเร็วกว่าและประหยัดเวลาได้มากกว่าอย่างแน่นอน

ในขณะเดียวกันการสร้าง แลนด์บริด แนวนี้ จะต้องลงทุนสูงมากเพราะการเวนคืนพื้นที่เกษตรกรรม ที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ของชาวสวนทุเรียน ชาวสวนผลไม้เค้าคงไม่ยอมให้เวนคืนพื้นที่แนวนี้ง่ายๆแน่นอน อีกทั้งยังเป็นแนวที่มีภูเขาสลับซับซ้อนมากๆต้องสร้างอุโมงค์นับ สิบๆกิโลเมตร ทะเลแนวนี้ก็ตื้นเขิน ก็จะต้องขุดลอกทะเลทั้งฝั่งระนองและฝั่งชุมพร ความยาว นับ 100 กิโลเมตร ต้องใช้งบประมาณสูงมาก ในขณะที่ฝั่งระนองพื้นที่ก็เป็นเขตแดนติดกับประเทศเมียนมาร์ด้วย ก็จะมีปัญหาด้านความมั่นคง จะเห็นว่าการสร้างแลนด์บริดจ์บริเวณนี้ ใช้งบประมาณสูงมากโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้เป็นไปไม่ได้เลย ดร.สุเมต กล่าวยืนยันว่าส่วนตัวเห็นด้วยที่จะให้เกิดแลนด์บริดจ์ ขึ้นในภาคใต้ของประเทศไทย

จึงขอเสนอรัฐบาล ให้ขยับย้ายแนวลงไปสร้างแลนด์บริดจ์บริเวณที่เหมาะสมที่สุดคือแนวถนนทางหลวงสาย 44 ในโครงการแลนด์บริดจ์เซาท์เทิร์นซีบอร์ด ตนมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับจากสายการเดินเรือรวมถึงต่างชาติที่จะมาร่วมลงทุนมากมาย แม้แต่รัฐบาลซาอุดิอาระเบียที่มีโครงการสร้างแท้งฟาร์มปิโตรเลียมนอกประเทศและมีเป้าหมายที่จะสร้างที่ประเทศไทยของเรา ก็สนใจอย่างแน่นอน ล่าสุดตนได้ลงไปสำรวจเส้นทางหลวงสาย 44 ด้วยตนเอง ยืนยันว่าประชาชนในพื้นที่ให้การสนับสนุนมาก อีกทั้งบริเวณนี้หากรัฐบาลจะสร้างสนามบินนานาชาติเพื่อแก้ปัญหาสนามบินนครศรีธรรมราชประสบกับปัญหาน้ำท่วมสนามบินสุราษฎร์ธานีก็อยู่ห่างไกลจากตัวจังหวัดมากและไกลจากท่าเรือที่จะเดินทางไปเกาะสมุยเกาะพะงัน แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกรวมทั้งสนามบินเกาะสมุยก็เป็นสนามบินของเอกชนมีข้อจำกัดในการใช้งาน และาาคาสูง หากรัฐบาลสร้างแลนด์บริดจ์ แนวถนนทางหลวงสาย 44 พร้อมพร้อมกับประกาศสร้างสนามบินนานาชาติ พน้อมทั้งสร้างท่าเรือ Home Port สำหรับจอดเรือสำราญ แห่งแรกของประเทศไทย ตนเชื่อว่าโครงการนี้จะดำเนินการได้เสร็จภายใน3-4ปีเท่านั้น รัฐบาลจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน.

Leave a comment