
เสื้อแดงจัดแถวหน้าคุก รอรับ‘ทักษิณ’ พักโทษกลับบ้าน11พ.ค.
วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
เสื้อแดงจัดแถวหน้าคุก รอรับ‘ทักษิณ’ พักโทษกลับบ้าน11พ.ค. อวยแหลกช่วยปลุกขวัญ จุดประกายการเมืองพท. หลานสุริยะออกโรงแจง ปัดล้วงงานกรมฝนหลวง
“วุฒิภูมิ” หลานของ “สุริยะ” โผล่แจงผ่านโซเชียล ปฏิเสธเอี่ยวความขัดแย้งทางการเมืองปมล้วงงบโยกย้ายอธิบดีกรมฝนหลวงฯ ยันข้อกล่าวหา ไม่เป็นความจริง ยันมุ่งพัฒนากู้วิกฤตชาติ วอนหยุดพาดพิงทำลายชื่อเสียง “อนุสรณ์” เชื่อมั่น “ทักษิณ” ได้พักโทษ 11 พฤษภาคม ปลุกขวัญกำลังใจ “เพื่อไทย” ก้าวข้ามทุกอุปสรรค
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่มีกระแส ถึงเหตุผลเบื้องหลังการโยกย้ายนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวหาว่าอาจเกี่ยวข้องกับกับ‘หลาน’ของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จนโยงไปถึงนายวุฒิภูมิ จุฬางกูร ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ สายการบินนกแอร์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ สายการบินนกแอร์นั้น
หลานสุริยะปัดเอี่ยวเด้งอธิบดีฯ
ล่าสุด นายวุฒิภูมิ จุฬางกูร ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ สายการบินนกแอร์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสายการบินนกแอร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อความพาดพิงถึงตนในช่วงที่ผ่านมาโดยระบุว่า ไม่มีความประสงค์ที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจนถึงขณะนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ข้อกล่าวหาต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ตรงกับความเป็นจริง
“ผมขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่าตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมา ผมทุ่มเทเพื่อพัฒนาคุณภาพด้านการศึกษาและการพัฒนาประเทศเป็นที่ตั้งสูงสุด ดังที่บุคคลใกล้ชิดและผู้ที่เคยร่วมงานกับผม ทราบถึงความตั้งใจนี้ดี ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการพาดพิงหรือกล่าวหาในลักษณะนี้จะสิ้นสุดลง เพื่อให้ทุกฝ่ายได้กลับไปมุ่งเน้นกับการทำงานที่สร้างสรรค์ต่อไป”ขอแสดงความนับถือ ดร.วุฒิภูมิ จุฬางกูร
‘ราเชน’ลาบวช1เดือนยุติปัญหา
ขณะที่ นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรเปิดเผยถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าเตรียมลาบวช โดยยืนยันว่า เป็นเรื่องจริง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมยื่นหนังสือลาบวชตามสิทธิ์ราชการ โดยมีกำหนดเข้าพิธีอุปสมบทในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569และจะบวชจนถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ณ วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ซึ่งการบวชครั้งนี้เป็นความตั้งใจเดิมที่ตั้งใจไว้อยู่แล้ว เพื่อฝึกสมาธิและปฏิบัติธรรม โดยปกติตนเองทำบุญอยู่เป็นประจำทั้งนี้ ตนขออยู่เงียบๆ และไม่ต้องการให้มีการพูดอะไรต่อแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมา “ครอบครัวบอบช้ำมากแล้ว”จึงอยากหยุดไว้แค่นี้
ร้องกกต.ส่งศาลรธน.เชือดสุริยะ
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักกฎหมาย ยื่นคำร้องถึงกกต.เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบและส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กรณีโยกย้ายนายราเชน ศิลปะรายะ จากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรไปเป็นผู้ตรวจราชการประจำกระทรวงว่า การกระทำดังกล่าว เป็นเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นการเฉพาะตัว ฐานไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160 (4)(5) หรือไม่
นายเรืองไกร กล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏผ่านสื่อเช่นการยื่นหนังสือลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงและการเกษตรโดยให้เหตุผลเนื่องจากไม่สามารถสนองนโยบายของฝ่ายการเมืองได้ และได้มีการโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุคส่วนตัวและให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนซึ่งมีข้อเท็จจริงที่จะนำมาเป็นหลักฐานในการไต่สวนความจริง ถือว่ามีน้ำหนัก กรณีดังกล่าวเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของนายสุริยะในฐานะรัฐมนตรีไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่และต่อมานายสุริยะก็ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในกรณีดังกล่าวโดยยอมรับว่าหลานตัวเองได้ติดต่อไปยังนายราเชนเพื่อขอดูงบประมาณปี 70 ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโยกย้าย อีกทั้งยังให้สัมภาษณ์ว่าการโยกย้ายเพราะใกล้เกษียณราชการ
ตอกย้ำพยานหลักฐานชัดแล้ว
พร้อมเห็นว่าจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏผ่านสื่อต่างๆจึงมีพยานหลักฐานเพียงพอที่เป็นความปรากฏต่อ กกต.ซึ่งกกตมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ที่จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่านายสุริยะเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามฐานไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมบริการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือไม่จึงได้ขอให้กกตรวบรวมพยานหลักฐานจากผู้ที่เกี่ยวข้องพร้อมมีหนังสือให้นายสุริยะเข้าให้ข้อเท็จจริงประกอบเพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาต่อไปพร้อมขอให้มีคำสั่งให้นายสุริยะหยุดปฏิบัติหน้าที่
“ศรีสุวรรณ”ยื่นป.ป.ช.สอบซ้ำ
ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯและพวก กรณียอมรับว่าหลานของตน อดีต CEO สายการบินชื่อสัตว์ในอากาศ นามสกุล จ. เข้ามาก้าวก่ายการบริหารราชการในกรมฝนหลวงฯ จนกลายเป็นกรณีพิพาทนำไปสู่การฮาราคีรีตัวเองหรือไม่ของนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยื่นหนังสือลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 โดยอ้างว่าไม่สามารถสนองนโยบายฝ่ายการเมืองได้
นอกจากนี้นายราเชน ยังได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน กรณีที่โดนย้ายไปเป็นผู้ตรวจเพราะมีโทรศัพท์จากซีอีโอ สายการบินชื่อเป็นสัตว์ แต่อยู่บนอากาศ นามสกุล จ. มาขอพบ บอกว่าจะมาช่วยดูงานซ่อมอากาศยาน แต่อธิบดีไม่ได้พบ เพราะมีงานนัดหมายล่วงหน้า ไม่รู้มิจฉาชีพหรือไม่ จึงเป็นเหตุให้ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ก่อนจะเกษียณอายุราชการเพียง 5 เดือนหรือไม่ พร้อมกันนี้นายราเชน ยังได้ให้สัมภาษณ์ว่าเก็บเรคคอร์ททั้งหมดมีทั้งคลิปและโทรศัพท์ที่โทรมาเมื่อ วันที่ 24 เมษายน 2569 ก็ติดต่อมาถึง 5 ครั้ง งบซ่อมอากาศยานปกติได้ปีละ 300 ล้านบาท ซึ่งซ่อมไม่จริงไม่ได้ เพราะเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ และยังยืนยันอีกว่ามีบุคคลเรียกให้เอาเอกสารไปดูงบประมาณปี ‘70 ไปคุยที่อาคารแห่งหนึ่งแถวย่านวิภาวดี ชั้น 4 อีกด้วย
ชี้ขัดกันแห่งผลประโยชน์
นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า กรณีที่นายราเชน ออกมาแฉว่าหลานรัฐมนตรีพยายามโทรศัพท์หาเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการซ่อมอากาศยานของกรมฝนหลวงฯ และการที่คนใกล้ชิดเรียกให้เอาเอกสารไปดูงบปี 70 บริเวณชั้น 4 อาคารที่ทำการพรรค ถนนวิภาวดี นั้นเป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ ม.144 ซึ่งห้าม ส.ส. ยุ่งเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดิน และอาจเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ม.184 (2) ประกอบ ม.186 รวมทั้งขัดต่อจริยธรรมอย่างร้ายแรงด้วย ซึ่ง รมว.เกษตรฯจะปฏิเสธความรับผิดชอบไปมิได้ ดังนั้น ด้วยเหตุดังกล่าว องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงนำความพร้อมพยานหลักฐาน คลิปสัมภาษณ์ทั้งหมดมาร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนและมีความเห็นชี้มูลความผิดว่าการกระททำของ รมว.เกษตรฯและคนใกล้ชิดเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ด้วย
อนุสรณ์เชื่อ‘แม้ง’พักโทษปลุกขวัญพท.
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีการได้รับการพักโทษของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งมีกำหนดออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พ.ค.ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมิใช่เพียงจุดเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ หากแต่เป็นแรงสั่นสะเทือนเชิงจิตวิญญาณที่หล่อเลี้ยงหัวใจสมาชิกพรรคเพื่อไทยอย่างลึกซึ้ง นายทักษิณเปรียบดั่งศูนย์กลางแห่งศรัทธา เป็นเสาหลักแห่งความมั่นคงทางความคิด และเป็นพลังขับเคลื่อนที่สั่งสมมายาวนานในหมู่สมาชิกพรรค
“การได้รับการพักโทษในครั้งนี้จึงเสมือนสายลมแห่งความหวังที่พัดพาความเชื่อมั่นและพลังใจกลับคืนสู่ทุกภาคส่วนของพรรคเพื่อไทยอย่างสง่างาม ที่ผ่านมาแม้จะมีมรสุมทางการเมืองโหมกระหน่ำ พรรคเพื่อไทยยังคงยืนหยัดด้วยความแน่วแน่และจิตวิญญาณอันแข็งแกร่ง สถานการณ์ที่คลี่คลายลงครั้งนี้ แม้จะอยู่ในรูปแบบของการพักโทษ ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูขวัญกำลังใจ และยกระดับเสถียรภาพการทำงานภายในพรรคให้มั่นคงยิ่งขึ้น”นายอนุสรณ์ ระบุ
สร้างพลังก้าวข้ามทุกอุปสรรค
นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่าท่ามกลางแรงกดดันและความท้าทายที่รายล้อม ต่อคำถามที่ว่าการออกมาครั้งนี้ของนายทักษิณ จะมีผลต่อการฟื้นฟูพรรคหรือไม่นั้น ผลกระทบในเชิงบวกยิ่งใหญ่และลึกซึ้ง โดยเฉพาะในมิติของขวัญกำลังใจของบุคลากรทางการเมือง ซึ่งจะกลายเป็นแรงผลักดันให้ทุกฝ่ายทุ่มเททำงานอย่างไม่ย่อท้อ
โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นศูนย์กลางแห่งการขับเคลื่อน นายทักษิณแม้ว่าจะดำรงอยู่ในสถานะใด ในแห่งหนใดก็ตาม ก็ยังคงเป็น“ผู้นำทางจิตวิญญาณ”และเป็นดั่งศูนย์รวมแห่งเจตจำนงร่วม ที่หล่อหลอมให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคนมุ่งมั่นทำงาน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน
“ด้วยพลังศรัทธาที่หวนคืนและการทุ่มเททำงานหนัก พรรคเพื่อไทยจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและกลับมาได้อย่างแน่นอน”นายอนุสรณ์ กล่าว
ตั้งแถวรอหน้าคุกต้อนรับแม้ว
นายวรชัย เหมะ แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวกรณีนายทักษิณ ชินวัน อดีตนายกฯ จะได้รับการพักโทษวันที่ 11 พ.ค. คนเสื้อแดง จะให้การต้อนรับอย่างไรว่า คนเสื้อแดงจะมีการรวมตัวให้กำลังใจนายทักษิณตลอดทุกวันอาทิตย์อยู่แล้ว โดยวันที่ 11 พ.ค.จะมีการจัดกิจกรรมพิเศษเริ่มตั้งแต่เย็นวันที่ 10 พ.ค. ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หรือเรือนจำคลองเปรม จะมีการนัดรวมตัวคนเสื้อแดง เพื่อเตรียมพร้อมต้อนรับนายทักษิณออกจากเรือนจำในช่วงเช้าวันที่ 11 พ.ค. โดยเย็นวันนั้นจะมีการทานอาหารเย็นร่วมกัน และจัดเวทีเสวนาของคนเสื้อแดงถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาในบ้านเมือง ว่าเราได้ทำอะไรกันเพื่อบ้านเมืองเพื่อระชาธิปไตยกันบ้าง คาดว่าจะมีคนเสื้อแดงรวมตัวหลักพันคนขึ้นไป จึงขอเชิญชวนพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรม มาให้กำลังใจรอรับนายทักษิณ ที่เป็นอดีตนายกฯ ซึ่งทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากที่สุด และถูกกระทำมากที่สุด และไม่ได้รับความยุติธรรมมากที่สุด
เมื่อถามว่าการได้รับพักโทษของนายทักษิณ จะมีผลต่อพรรคเพื่อไทยอย่างไร นายวรชัยกล่าวว่า เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ ที่เป็นคนใหม่ คนมีความรู้ความสามารถและเป็นคนเก่ง ถ้าได้คนอย่างนายทักษิณที่มีประสบการณ์มาช่วยเสริม ก็จะทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับความนิยมกลับมาได้อย่างแน่นอน
เปิดไทม์ไลน์ ฝั่ง วุฒิภูมิ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากกรณีที่ นายวุฒิภูมิ จุฬางกูร ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการและอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินนกแอร์ ได้โพสต์ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ปฏิเสธการเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองและประเด็นการโยกย้ายอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรนั้น
ต่อมา รายงานข่าวจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับ นายวุฒิภูมิ เปิดเผยข้อมูล “ไทม์ไลน์”การติดต่อเพื่อขอเข้าพบอธิบดีราเชน”โดยมีบทสรุปสำคัญระบุว่า นายวุฒิภูมิ ไม่เคยเข้าพบกับ นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งสามารถแบ่งรายละเอียดออกเป็น 2 ช่วงเวลาสำคัญ ดังนี้
ช่วงที่ 1 ก่อนการเลือกตั้ง (นายสุริยะยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรีเกษตรฯ) 16 กรกฎาคม 2568: ทีมงานติดต่อขอเข้าพบอธิบดีโดยระบุชัดเจนว่าไม่ใช่ตัว นายวุฒิภูมิ เข้าพบเอง22 กรกฎาคม 2568:ทีมงานเดินทางไปพบอธิบดี แต่อธิบดีตำหนิว่าการที่ นายวุฒิภูมิไม่มาด้วยตนเอง ถือเป็นการไม่ให้เกียรติ จึงเชิญให้ทีมงานกลับและแจ้งว่าหาก นายวุฒิภูมิว่างให้ติดต่อมาใหม่ หลังจากนั้น นายวุฒิภูมิได้โทรศัพท์ไปขออภัยอธิบดีราเชนที่ไม่ได้ไปด้วยตัวเอง โดยใช้เวลาสนทนาเพียง 2-3 นาที
ช่วงที่ 2 หลังการเลือกตั้ง (8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา)ข้อมูลระบุว่าทิ้งช่วงห่างจากการติดต่อครั้งแรกถึง 7 เดือน 17 วัน (รวมระยะเวลา 251 วัน) โดยมีการติดต่อผ่านหน้าห้องและทีมงานในช่วงเดือนเมษายน 2569 ดังนี้ 30-31 มีนาคม 2569 ทีมงานสอบถามคิวเข้าพบเพื่อขอสอบถามคิวอีกครั้ง 16 เมษายน 2569 ทีมงานโทรหาหน้าห้องเพื่อสอบถามคิว แต่ไม่มีผู้รับสาย 19 เมษายน 2569 มีการประสานงานกลับไปมา โดยหน้าห้องแจ้งว่าติดภารกิจต้องเข้าพบนายกฯ และจะแจ้งนัดหมายใหม่ 24 เมษายน 2569 ทีมงานโทรไปสอบถามนัดใหม่ แต่หน้าห้องรับสายและแจ้งว่า “ไม่สะดวกคุย” ก่อนจะตัดสายไป
ข้อเท็จจริงหักล้างคลิป4K
รายงานข่าว ระบุว่า ข้อเท็จจริงหักล้างประเด็น “คลิป 4K” กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่า นายวุฒิภูมิ พูดคุยกับอธิบดีราเชน จากหลักฐานไทม์ไลน์ดังกล่าว มีการระบุประเด็นสำคัญเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่า
1.ไม่มีการพบปะ ไม่มีการมอบกระเช้าหรือส่งของใดๆ ให้กันทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง 2.ไม่มีเรื่องงบประมาณ ไม่มีการขอโครงการงบประมาณ หรือการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ 3.ไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่มีการพูดคุยเรื่องอื่นใดนอกจากการพยายามนัดหมายตามหน้าที่เท่านั้น รายงานข่าว ระบุเพิ่มเติมว่า ในเมื่อข้อเท็จจริงคือ“ไม่เคยพบกัน จึงไม่มีทางที่จะเกิดคลิปขึ้นได้” และกรณีที่อธิบดีราเชนเคยระบุว่าคลิปหายไปกับตนเองนั้น อาจเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมา เนื่องจากฝั่งนายวุฒิภูมิยืนยันชัดเจนจากบันทึกการติดต่อว่าไม่เคยมีการพบปะกันจริงตามที่ถูกพาดพิง