
กางโรดแมพ ‘EV–SAF’ ครบวงจร พลิกโครงสร้างพลังงาน ดับวิกฤต PM 2.5
วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ท่ามกลางความผันผวนของวิกฤตพลังงานโลกที่ส่งแรงกระแทกโดยตรงต่อประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เร่งวางยุทธศาสตร์รับมืออย่างเป็นระบบ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยมุ่งลดการพึ่งพาน้ำมันผ่านการขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่แนวคิด “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” ที่เน้นการสร้างงาน สร้างอาชีพ และไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพ พร้อมเดินหน้าร่วมพัฒนานโยบาย “เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน” (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ยกระดับมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร สนับสนุนการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน และรักษาตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในฐานะศูนย์กลางการบินของภูมิภาค ควบคู่การเสริมความมั่นคงทางพลังงาน มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ.2050
รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง ประมาณร้อยละ 90 จากสัดส่วนการใช้งานทั้งหมด การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องเริ่มจากการลดการใช้พลังงานในภาคขนส่ง และเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นระบบ โดยในระยะสั้น สอวช. จัดทำมาตรการรับวิกฤตพลังงานเร่งด่วน ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานทั่วประเทศ เพื่อเสนอต่อ อว. อาทิ การปรับตารางเรียนและการทำงานให้เหมาะสม การใช้ระบบ Work From Anywhere (WFA) ในภารกิจที่ไม่จำเป็นต้องเข้าพื้นที่ และการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในรายวิชาทฤษฎี เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าและการเดินทาง
ในระยะกลางและระยะยาว สอวช. มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้วยเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ครอบคลุมตั้งแต่รถไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด ยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ 100% ไปจนถึงพลังงานใหม่อื่นๆ เช่น ไฮโดรเจน อย่างไรก็ตาม การใช้ EV เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื่องจากไฟฟ้าของไทย ร้อยละ 58 มาจากก๊าซธรรมชาติที่ในปี พ.ศ.2568 ต้องนำเข้าร้อยละ 36% ซึ่งเป็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว ประมาณ 74% สอวช. จึงสนับสนุนแนวคิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานโดยเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy: RE) ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำ และชีวมวล ควบคู่การยกระดับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมในทุกมิติ
โดยระดับต้นน้ำ สอวช. มุ่งพัฒนาสนับสนุนเทคโนโลยีแบตเตอรี่ วัสดุศาสตร์ และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ EV ในระดับกลางน้ำ สนับสนุนผู้ประกอบการไทยผ่านมาตรการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และการ Reskill/Upskill แรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์เดิม ส่วนปลายน้ำ มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยและนวัตกรรม เพื่อขยายทางเลือกและการเข้าถึงเทคโนโลยีของประชาชน
.jpg)
รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวอีกว่า หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการผลักดัน “EV Conversion” หรือการดัดแปลงยานยนต์สันดาปเดิมให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้า 100% โดยเน้นรถที่ใช้งานเฉพาะทาง เช่น รถสองแถว รถเก็บขยะ หรือ รถดับเพลิง ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าการจัดซื้อใหม่ โดย สอวช. ได้หารือร่วมกับ ก.พลังงานและก.อุตฯ เพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและหารือแนวทางมาตรการทางการเงิน เช่น มาตรการทางภาษี หรือการสนับสนุนงบประมาณในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว พร้อมกันนี้ สอวช. ยังใช้จังหวะการเปลี่ยนผ่านของโลก เตรียมความพร้อมรองรับ “การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ในพื้นที่นำร่อง เช่น เชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ต เพื่อยกระดับเป็นจุดขายใหม่ของประเทศในอนาคต
ในมิติการพัฒนากำลังคน สอวช. ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ รวม 6 หน่วยงาน ภายใต้ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) และ สอวช. ภายใต้โครงการ EV-HRD เพื่อยกระดับทักษะช่างไทยด้านการซ่อมบำรุงและดัดแปลงรถ EV รวมถึงกำหนดมาตรฐานระบบชาร์จไฟฟ้าอย่างเหมาะสม โดยตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรอย่างน้อย 650 คน ภายในปี พ.ศ. 2569 ควบคู่การวิจัยและการใช้งานจริง
“การผลักดัน EV อย่างเป็นระบบจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมัน เปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าที่ผลิตภายในประเทศ และสามารถเชื่อมโยงกับพลังงานหมุนเวียนในอนาคต โดย EV มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงกว่าเครื่องยนต์สันดาปถึง 3 – 4 เท่า และยังเปิดทางสู่ระบบบริหารจัดการพลังงานรูปแบบใหม่ เช่น Smart Charging และ Energy Storage ที่ช่วยเสริมเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า” รศ.วงกต กล่าว
รศ.วงกต ยังได้เผยว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิต SAF จากวัตถุดิบหลัก 2 กลุ่ม ได้แก่ น้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทเอกชนเริ่มพัฒนาและขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการ และอีกส่วนหนึ่งคือวัตถุดิบจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในลักษณะชีวมวล ซึ่งหากมีการเผาในที่โล่งจะเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหา PM 2.5 โดยขณะนี้ สอวช. กำลังเตรียมจัดทำนโยบายเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ในด้านวิจัยและนวัตกรรม โดยพิจารณาถึงแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง SAF ที่มีมูลค่าสูงและคุ้มค่าต่อการจัดเก็บและขนส่งในรูปของของเหลว พร้อมศึกษาพืชพลังงานใหม่ต่างๆที่ให้ผลผลิตน้ำมันสูง เพื่อรองรับการผลิตในระยะยาวของประเทศ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดปัญหา PM 2.5 แต่ยังสร้างตลาดใหม่ขนาดใหญ่ให้ภาคเกษตร และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรมและเมื่อมีการผลิต SAF ที่เพียงพอ จะสนับสนุนให้ประเทศไทยคงฐานะการเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคในระยะยาว
“ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบและภูมิประเทศ ทำให้มีความแตกต่างจากหลายประเทศคู่แข่งในภูมิภาค การพัฒนา SAF จึงเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางการบินสีเขียวของเอเชีย ทั้งนี้ สอวช. ประเมินว่า การขับเคลื่อน EV และ SAF ควบคู่กัน จะเป็น “สองเสาหลัก” ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคขนส่ง ทั้งทางบกและทางอากาศ และเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันประเทศไทยเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่เป้าหมาย Net Zero Greenhouse Gas และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” รศ.วงกต กล่าวทิ้งท้าย
