ปชน.เปิดตัว อ.โจ ชิงผู้ว่าฯ กทม. เสนอวาระเมือง เพิ่มสวัสดิการ-ช่วยคนค้าขาย-ลดค่าครองชีพ-ปราบคอร์รัปชัน

ปชน.เปิดตัว อ.โจ ชิงผู้ว่าฯ กทม. เสนอวาระเมือง เพิ่มสวัสดิการ-ช่วยคนค้าขาย-ลดค่าครองชีพ-ปราบคอร์รัปชัน

ปชน.เปิดตัว อ.โจ ชิงผู้ว่าฯ กทม. เสนอวาระเมือง เพิ่มสวัสดิการ-ช่วยคนค้าขาย-ลดค่าครองชีพ-ปราบคอร์รัปชัน

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.09 น.

พรรคประชาชนเปิดตัว อ.โจ ชัยวัฒน์ ชิงผู้ว่าฯ กทม. เสนอวาระเมือง เพิ่มสวัสดิการครบวงจร-ช่วยคนค้าขาย-ลดค่าครองชีพ-ปราบคอร์รัปชัน สร้างกรุงเทพที่เป็นหลังพิงเมื่อล้ม-เป็นลมใต้ปีกให้ประชาชนเติบโต 

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์ ชั้น 5 พรรคประชาชน จัดงานเปิดแคมเปญผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายใต้ชื่องาน  “กรุงเทพง่ายๆ by ผู้ว่าประชาชน” โดยมีประชาชนมาร่วมงานอย่างคับคั่ง จนล้นออกมาหน้าห้องจัดงาน 

การเปิดตัวดังกล่าว เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากในช่วงวันที่ 2-4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มีการปล่อยข้อความผ่านบิลบอร์ดทั่วกรุงเทพฯ ตั้งคำถามประชาชน ว่า “อยู่กรุงเทพ ใช้ชีวิตยากมั้ย” ผ่าน 8 โจทย์ที่ทุกคนต้องเจอ ตั้งแต่การพาพ่อแม่ไปหาหมอ การเดินทางกลับบ้านช่วงเย็น การเดินคนเดียวตอนกลางคืน การเก็บเงิน การทำมาค้าขาย ไปจนถึงการมีสุขภาพดีและอากาศสะอาดหายใจ 

ในช่วงแรกของงาน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้ขึ้นกล่าวทักทายประชาชน ในฐานะอดีตแคนดิเดตผู้ว่าฯ ในการเลือกตั้งปี 2565 ซึ่งนายวิโรจน์ยืนยันว่า ตนมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะทำงานบริหารกรุงเทพมหานคร แต่เมื่อตกเป็นจำเลยในคดี 44 สส. ตนจึงต้องยอมรับว่าไม่สามารถเป็นแคนดิเดตให้พรรคได้ เนื่องจากต้องรอกระบวนการพิสูจน์ตัวเองในชั้นศาล พรรคประชาชนจึงต้องใช้เวลาในการคัดเลือกตัวแทนคนใหม่ เพื่อลงสมัครผู้ว่าฯ ในปีนี้ และในที่สุดก็ได้ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการลงสนามเลือกตั้งในครั้งนี้ คือ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ อ.โจ 

จากนั้นนายวิโรจน์ได้ส่งต่อเวทีให้กับนายชัยวัฒน์ ซึ่งขึ้นมากล่าวเปิดเวทีโดยตั้งคำถามกับประชาชนผู้มาร่วมงาน ว่า “ใช้ชีวิตในกรุงเทพทุกวันนี้ ยากมั้ย” นายชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่า ตนเองเกิดที่ย่านตลาดพลู ครอบครัวค้าขาย ไม่ได้มีฐานะดี ในวัยเด็กต้องช่วยพ่อแม่หารายได้ด้วยการวิ่งขายของหน้าร้านสมใจนึกบางลำภู วิ่งหนีเทศกิจ นั่งรถเมล์ไปเรียนจนจบปริญญาตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนทำงานก็ต้องนั่งรถเมล์ เรือด่วน บีทีเอส มอเตอร์ไซค์ รวม 4 ต่อ เพื่อไปทำงาน

ตนจึงทราบดีว่าชีวิตกรุงเทพไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จริงมันยากและเหนื่อยมากสำหรับคนธรรมดาที่ไม่มีเงิน ไม่มีอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นคน 99% ของกรุงเทพฯ แต่ที่น่าตกใจก็คือ คนกรุงเทพดูจะชินชาและปรับตัว ทุกคนสู้ชีวิต อดทนทำงานหาเงิน เพื่อจะใช้ชีวิตในกรุงเทพ เป้าหมายคือยิ่งมีเงิน ชีวิตเราก็จะยิ่งง่ายขึ้น สบายขึ้น มั่นคงขึ้น เราเชื่อกันว่ากรุงเทพ ก็เป็นแบบนี้แหละ

“สำหรับผม นี่คือสัญญาณของ ความหวังที่หดแคบลง จนคนกรุงเทพไม่เชื่อว่า กทม. จะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น ง่ายขึ้น ทุกคนต้องต่อสู้ดิ้นรนเอง จนลืมคิดไปว่าหลายเรื่องไม่ควรจะเป็นเรื่องยากขนาดนี้เลย ผมและพรรคจึงเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อเสนอว่ากรุงเทพจะไม่ปล่อยให้คุณต่อสู้เพียงลำพัง เมืองที่มีงบประมาณ 120,000 ล้าน และเจ้าหน้าที่เกือบ 100,000 คน สามารถทำได้มากกว่านี้ ไปไกลกว่านี้ 
พรรคประชาชน ไม่ได้เสนอแค่ผู้ว่า กทม. 1 คน มาให้ท่านเลือก แต่เราขอเสนอ วาระเมืองกรุงเทพ ว่าอนาคตของเมืองนี้ควรจะเป็นอย่างไร

ผม โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ในฐานะแคนดิเดต ผู้ว่า กทม. เสนอวาระที่จะทำให้เมืองกรุงเทพ เป็นเมืองที่เป็นหลังพิงเมื่อล้ม และเป็นลมใต้ปีกเมื่อคุณพร้อมไปข้างหน้า เมืองที่คอยโอบรับในวันที่ชีวิตคุณลำบาก และให้โอกาสในวันที่คุณอยากก้าวกระโดดไปข้างหน้า”

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับตนเอง กรุงเทพไม่ใช่สถานที่แต่คือผู้คน จากประสบการณ์ที่ได้ไปใช้ชีวิตทั้งเรียนและทำงานที่ญี่ปุ่นมากกว่า 10 ปี ที่นั่นมีปรัชญาที่เชื่อในการพัฒนาเมือง ที่มีคนเป็นศูนย์กลาง และสิ่งที่ตนเองได้ซึมซับกลับมาคือหลักคิดที่ว่า “คนคือขุมทรัพย์ของเมือง”

เมืองกรุงเทพต้องพัฒนาได้มากกว่าขีดจำกัดของ กทม. และเพื่อไปสู่จุดนั้น ต้องทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่พัฒนาคน เพื่อให้คนกลับมาเป็นพลังพัฒนาเมือง

การจะพัฒนาคน มีสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือเวลา เวลาคุณภาพที่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย เวลาที่ได้อยู่กับครอบครัว เวลาที่ได้เรียนรู้ พัฒนาตัวเอง แต่กรุงเทพวันนี้ เต็มไปด้วยความยาก ที่พรากเวลาจากพวกเราไป แค่ทำภารกิจในแต่ละวัน เวลาก็สูญไปแล้ว วันละ 3-4 ชั่วโมง จุดเริ่มต้นของเมืองกรุงเทพที่จะพัฒนาคน ต้องทวงคืนเวลาให้คนกรุงเทพ นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องทำให้กรุงเทพง่าย

นายชัยวัฒน์ ฉายภาพกรุงเทพที่ง่ายขึ้น ด้วยการเสนอไฮไลท์ 4 ชุดนโยบาย “กรุงเทพง่ายๆ เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน” 

1. เลี้ยงครอบครัวง่าย พัฒนาคนตั้งแต่เด็กเล็ก ยกระดับมาตรฐาน ศูนย์พัฒนาเด็ก ให้พ่อแม่เชื่อมั่นที่จะนำลูกมาให้ กทม. ดูแล โดยขยายช่วงเวลารับเลี้ยงและช่วงอายุเด็กที่ดูแล ให้ตอบโจทย์พ่อแม่ที่ทำงาน และใช้ศูนย์พัฒนาเด็กเป็นพื้นที่เล่นในวันหยุดให้กับเด็กทุกครอบครัว / ทำศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ Day Care ที่คนทำงานสามารถพาพ่อแม่มาให้ดูแลแบบไปเช้าเย็นกลับ ให้ผู้สูงอายุ มีเพื่อน มีสังคม มีกิจกรรมให้ทำ มีการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ และสำหรับผู้สูงอายุที่ติดเตียง จะมีการจ้าง Caregiver นักดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน 5,000 ตำแหน่ง ทำงานเต็มเวลา ไปช่วยดูแลที่บ้านได้เลย

2. ค้าขายง่าย เพิ่มพื้นที่ค้าขายแบบไม่ต้องจ่ายส่วย เพิ่มเขตผ่อนผัน โดยไม่ละเมิดสิทธิคนเดินเท้า ให้คนกรุงเทพได้มีโอกาสค้าขายได้ง่าย พัฒนาย่านท่องเที่ยวใหม่ร่วมกับประชาชน สนับสนุนเอกชนและประชาชน ให้พัฒนาย่านท่องเที่ยวของตัวเอง เพื่อสร้างเรื่องราวของเมืองให้เกิดพื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ เพิ่มรายได้ให้คนในย่าน ยกระดับโรงเรียนฝึกอาชีพ 10 แห่ง ให้กลายเป็นศูนย์ Reskill เพื่อการจ้างงาน ดึงภาคเอกชนที่ต้องการหาคนทำงาน เข้ามาใช้เป็นพื้นที่ ฝึกทักษะที่ตรงความต้องการของนายจ้าง และหาคนทำงาน ในคราวเดียวกัน

3. เดินทางง่าย กทม. จะรับเป็นเจ้าภาพ เชื่อมข้อมูล รถเมล์ รถไฟ เรือ ให้การเดินทาง วางแผนง่าย เห็นพิกัด GPS รถ/เรือ ที่กำลังรอแบบเรียลไทม์ เพิ่มเส้นทาง เดินรถเส้นที่กรมขนส่งทางบกอนุมัติไว้แล้ว แต่ยังไม่มีเอกชนวิ่ง ฟื้นเรือเมล์ กทม. ใน 3 คลอง (คลองภาษีเจริญ, คลองพระโขนง, คลองแสนแสบ ถึง มีนบุรี) ทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่คนเดินทางง่าย โดยไม่ต้องมีรถ คืนเวลาให้คนกรุงเทพ

4. ใช้ชีวิตง่าย ไม่ต้องสู้กับกลิ่นขยะ ยกเลิกสัญญาโรงขยะกลางเมืองที่ส่งกลิ่นเหม็นแล้วพัฒนาให้กลายเป็นระบบปิดที่ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย / การติดต่อราชการของคนที่เปิดร้านอาหารหรือขออนุญาตก่อสร้างในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น ใบอนุญาตเล็ก ใหญ่ ระบบที่บังคับให้คนต้องเลือกระหว่าง “รอนาน” หรือ “จ่ายใต้โต๊ะ” จะต้องหมดไป คนกรุงเทพ ต้องได้รับบริการที่โปร่งใส ยุติธรรม จาก กทม. 

Leave a comment