
สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 5 พฤษภาคม 2569
วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.06 น.
วันนี้ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
กฎหมาย
1. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัย พ.ศ. .…
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัย พ.ศ. …. ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เสนอ ซึ่งเป็นการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัย จำนวน 8 ฉบับ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย โดยทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและเร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นเพื่อให้การปฏิบัติราชการของรัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดภาระการคลัง และสอดคล้องกับการใช้ระบบคณะกรรมการเพียงเท่าที่จำเป็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
สาระสำคัญของเรื่อง
1. โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 77 บัญญัติให้รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้าเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน
และรัฐพึงใช้ระบบคณะกรรมการในกฎหมายเฉพาะกรณีที่จำเป็น ประกอบกับคณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย โดยทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้อง กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายลำดับรองที่กำหนดกระบวนงานและขั้นตอนต่าง ๆ จำนวนกว่าเจ็ดพันฉบับ ซึ่งสร้างภาระงบประมาณและภาระแก่ประชาชนและเร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น
2. เมื่อได้พิจารณาระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นการออกกฎหมายลำดับรองดังกล่าวแล้ว พบว่ามีคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นจำนวนมาก บางคณะกรรมการอาจไม่มีความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบันหรืออาจมีความซ้ำซ้อนกับหน้าที่และอำนาจของหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นใหม่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วในปัจจุบัน สมควรยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัยเพื่อมิให้ซ้ำซ้อนกับหน้าที่และอำนาจของคณะรัฐมนตรีในการกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ซ้ำซ้อนและสับสนกับหน้าที่และอำนาจของหน่วยงานของรัฐที่มีกฎหมายกำหนดไว้แล้ว อันจะทำให้การปฏิบัติราชการของหน่วยงานของรัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตามนโยบายของรัฐบาล ลดภาระการคลัง และสอดคล้องกับการใช้ระบบคณะกรรมการเพียงเท่าที่จำเป็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงได้เสนอร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัย พ.ศ. …. โดยมีสาระสำคัญเป็นการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 8 ฉบับ ดังนี้
| ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี | เหตุผลในการยกเลิก |
| 1. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเร่งรัดการปฏิบัติราชการ พ.ศ. 2521สาระสำคัญ : กำหนดให้มี “คณะกรรมการเร่งรัดการปฏิบัติราชการ” (ครป.) มีหน้าที่และอำนาจเร่งรัดการปฏิบัติราชการ ที่เกี่ยวกับประชาชน ส่วนราชการอื่นหรือรัฐวิสาหกิจ และภายในส่วนราชการ เพื่อให้การบริหารราชการมีประสิทธิภาพ และสามารถให้บริการแก่ประชาชนได้โดยสะดวก เรียบร้อย และรวดเร็ว | – การกำหนดกลไก ครป. หมดความจำเป็นและไม่สอดคล้อง กับสภาพการณ์ในปัจจุบัน เนื่องจากได้มีการตราพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยได้กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนมาตรฐานสำหรับการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการมีคำสั่งหรือการให้บริการแก่ประชาชนไว้แล้ว เช่น การอนุญาตการรับจดทะเบียน และการวินิจฉัยอุทธรณ์ เป็นต้น |
| 2. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการอำนวยการจัดระบบศูนย์ราชการ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติมสาระสำคัญ : กำหนดให้มี “คณะกรรมการอำนวยการจัดระบบศูนย์ราชการ”(กศร.) และสำนักงานคณะกรรมการอำนวยการจัดระบบศูนย์ราชการ (สศร.) ในสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาและดำเนินงานเกี่ยวกับการจัดระบบศูนย์ราชการทั้งในระดับชาติ ระดับจังหวัด และเฉพาะโครงการสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นเอกภาพและเป็นระบบโดยไม่ซ้ำซ้อน | – การกำหนดกลไก กศร. และ สศร. หมดความจำเป็นและไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน เนื่องจากการจัดระบบศูนย์ราชการได้บรรลุผลตามเป้าหมายแล้ว ประกอบกับคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2564 (เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดระบบศูนย์ราชการครั้งที่1/2564) อนุมัติให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการอำนวยการจัดระบบศูนย์ราชการฯ โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการยกเลิกระเบียบดังกล่าวแล้วปรับปรุงเป็นคำสั่งหรือประกาศในระดับกระทรวงแทนตามที่ สศช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการของ กศร. เสนอ |
| 3. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ พ.ศ. 2549 และที่แก้ไขเพิ่มเติมสาระสำคัญ : กำหนดให้มี “คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ” (กอช.) และสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ ในสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) มีหน้าที่และอำนาจกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนแม่บท และมาตรการในการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเกิดผลสัมฤทธิ์สอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐและนโยบายของรัฐบาล | – ปัจจุบันภารกิจเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติมีความซ้ำซ้อน กับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติและกระทรวงวัฒนธรรมตามพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2553 ในการเสนอแนะและให้ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายและแผนแม่บทวัฒนธรรมของชาติ และวางแนวทางและประสานนโยบายและแผนเพื่อความร่วมมือและการปฏิบัติงานขององค์กรต่าง ๆ ในหน่วยงานของรัฐและเอกชนในเรื่องที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมของชาติและการรณรงค์วัฒนธรรมอันดีงามของชาติ |
| 4. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติมสาระสำคัญ : กำหนดให้มี “คณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน” (ปจช.) และสำนักงานโฉนดชุมชน ใน สปน. มีหน้าที่และอำนาจประสานงานระหว่างหน่วยงานของรัฐเจ้าของที่ดิน ชุมชน และประชาชน เพื่อดำเนินการให้ประชาชน ที่รวมตัวกันเป็นชุมชนมีสิทธิได้รับหนังสืออนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐ | – ปัจจุบันภารกิจการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนมีความซ้ำซ้อน กับหน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ในการกำหนดมาตรการหรือแนวทางการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ซึ่งรวมถึงรูปแบบการจัดที่ดินในลักษณะแปลงรวมโดยไม่ให้กรรมสิทธิ์ หรือรูปแบบในลักษณะอื่นตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ คทช. กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเพื่อให้การใช้ที่ดินเกิดประโยชน์สูงสุด |
| 5. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ พ.ศ. 2555 และที่แก้ไขเพิ่มเติมสาระสำคัญ : กำหนดให้มี “คณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ” (คทป.) มีหน้าที่และอำนาจกำหนดนโยบายและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาด้านส่งเสริม คุ้มครอง ป้องกันและปราบปรามการละเมิดสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทย ให้เป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล และเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง | – การกำหนดกลไกคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในปัจจุบัน มีความซ้ำซ้อนกับภารกิจของกรมทรัพย์สินทางปัญญากระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ได้แก่ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 และที่ แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และที่ แก้ไขเพิ่มเติมรวมทั้งได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตามกฎหมายดังกล่าว ได้แก่ คณะกรรมการลิขสิทธิ์ คณะกรรมการสิทธิบัตร และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ซึ่งเป็นคณะกรรมการเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะดังกลาวแล้ว |
| 6. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสนับสนุนการปฏิบัติงานติดตามคนหายและการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม พ.ศ. 2564สาระสำคัญ : กำหนดให้มี “คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหาย และการพิสูจน์ คนนิรนามและศพนิรนาม” (ค.พ.ศ.) และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรมเป็นสำนักงานเลขานุการของ ค.พ.ศ. มีหน้าที่และอำนาจ จัดทำนโยบาย แผนแม่บท และแผนปฏิบัติการระดับชาติด้านการติดตามคนหายและการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนามเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้หน่วยงานของรัฐ ที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ | – ปัจจุบันภารกิจการสนับสนุนการปฏิบัติงานติดตามคนหายและการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนามมีความซ้ำซ้อน กับภารกิจของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรมตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม พ.ศ. 2561 ในการเสนอแนะนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนระดับชาติเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม รวมทั้งการดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม |
| 7. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษถนนราชดำเนิน พ.ศ. 2547 สาระสำคัญ : กำหนดให้มี “คณะกรรมการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษถนนราชดำเนิน” (กบพร.) และสำนักงานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษถนนราชดำเนิน (สพร.) ใน สศช. มีหน้าที่และอำนาจบริหารจัดการการพัฒนาพื้นที่พิเศษถนนราชดำเนินและพื้นที่บริเวณต่อเนื่องให้สามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสม เป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินเต็มศักยภาพทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมเป็นเมืองและชุมชนน่าอยู่อย่างยั่งยืน | – การกำหนดกลไก กบพร. และ สพร. หมดความจำเป็นและไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน เนื่องจากการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษถนนราชดำเนินได้บรรลุผลตามเป้าหมายแล้ว |
| 8. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พ.ศ. 2545สาระสำคัญ : กำหนดให้มี “คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” (กพช.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (สพช.) ใน สศช. มีหน้าที่และอำนาจกำหนดกรอบ ทิศทาง และยุทธศาสตร์การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งความเข้มแข็งของภาคการผลิตและบริการอันจะก่อให้เกิดการพัฒนาที่มีเสถียรภาพและ | – ปัจจุบันภารกิจการพัฒนาขีดความสามารถ ของประเทศ มีความซ้ำซ้อนกับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนตามพระราชบัญญัติการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พ.ศ. 2560 ในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์รวมทั้งจัดทำแผ่นเกี่ยวกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย |
2. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. …. เป็นการกำหนดกลไกการแบ่งปัน แลกเปลี่ยน เชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานของรัฐ เช่น กำหนดให้มีระบบกลางเพื่อการแบ่งปันข้อมูล กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการแบ่งปันข้อมูล กำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลเพื่อให้คำแนะนำ กำกับ และติดตามการดำเนินงานเกี่ยวกับการแบ่งปันข้อมูลตามร่างระเบียบนี้ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถจัดทำและครอบครองข้อมูลดิจิทัลระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการบริหารจัดการข้อมูลที่ดี สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลข้อมูล เป้าหมายและนโยบายของรัฐบาลในด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมายโดยเฉพาะราชการทันใจ ผ่านการเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันเป็นทั้งระบบ รวมทั้ง มีการบูรณาการข้อมูลดิจิทัลเพื่อส่งเสริมให้การแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลระหว่างหน่วยงานของรัฐเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง อันจะนำไปสู่ประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน
2. สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (สขญ.) จึงได้ยกร่างระเบียบฉบับนี้เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และรูปแบบของการแบ่งปัน แลกเปลี่ยน เชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานของรัฐอย่างชัดเจน เช่น กำหนดให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำ ครอบครอง นำส่ง หรือเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัลผ่านระบบกลางเพื่อแบ่งปันข้อมูล กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการแบ่งปันข้อมูล (อาทิ ในกรณีหน่วยงานเห็นว่าการแบ่งปันข้อมูลที่ได้รับการร้องขอให้แบ่งปันนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหน่วยงานอาจปฏิเสธการแบ่งปันข้อมูลที่ได้รับการร้องขอทั้งหมดหรือบางส่วนได้) กำหนดหน้าที่และอำนาจของสำนักงานในการบริหารจัดการข้อมูลดิจิทัลที่มีการแบ่งปันจากหน่วยงานของรัฐ (อาทิ สำนักงานไม่สามารถส่งต่อข้อมูลดิบต้นฉบับได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูล) กำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลเพื่อให้คำแนะนำ กำกับ และติดตามการดำเนินงานตามร่างระเบียบนี้ กำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อกำหนดระยะเวลาให้หน่วยงานของรัฐตามภาคผนวกนำส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบกลาง (เช่น กรมอุตุนิยมวิทยานำส่งข้อมูลปริมาณน้ำฝน กรมชลประทานนำส่งข้อมูลปริมาณน้ำในเขื่อน กรมโยธาธิการและผังเมืองนำส่ง ผังเมืองรวมจังหวัด) ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ระเบียบมีผลใช้บังคับ ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานของรัฐสามารถดำเนินการแบ่งปัน แลกเปลี่ยน เชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลได้อย่างเต็มศักยภาพ มีประสิทธิภาพสูงสุด และสอดคล้องกับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูล
3. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. …. มีสาระสำคัญ ดังนี้
| ข้อ | สาระสำคัญ |
| ข้อ 3 | • กำหนดคำนิยาม เช่น“ข้อมูลดิจิทัล” หมายความว่า ข้อมูลที่สร้างวิเคราะห์ ประมวลผล เชื่อมโยง ส่งผ่านและทำลายด้วยวิธีการทางเทคโนโลยีโดยการนำสัญลักษณ์ศูนย์และหนึ่ง หรือสัญลักษณ์อื่นมาแทนค่า“ระบบกลางเพื่อการแบ่งปันข้อมูล” หมายความว่า กลไกสารสนเทศกลางเพื่อใช้ในการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลและระบบข้อมูลในด้านต่าง ๆ ของประเทศ เพื่อการบริการการใช้ประโยชน์ข้อมูลเชิงวิเคราะห์“สำนักงาน” หมายความว่า สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) |
| หน่วย 1 บททั่วไป | |
| ข้อ 5 – 6 | • กำหนดให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำ ครอบครอง นำส่ง หรือเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัลตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัลและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น เชื่อมโยงระบบสารสนเทศของหน่วยงานของรัฐกับระบบกลางเพื่อการแบ่งปัน ข้อมูลดิจิทัลตามมาตรฐานและวิธีการที่ สขญ. กำหนด ตอบรับคำขอและนำส่งข้อมูล หรือตอบปฏิเสธการแบ่งปันข้อมูลที่ได้รับการร้องขอ ภายใน 90 วัน นับแต่ได้รับคำขอใช้ข้อมูลดังกล่าว |
| หมวด 2 การแบ่งปันข้อมูล | |
| ข้อ 7 – 10 | เช่น• กำหนดกรณีที่หน่วยงานของรัฐอาจปฏิเสธการแบ่งปันข้อมูลที่ได้รับการร้องขอทั้งหมดหรือบางส่วนได้ เช่น กรณีข้อมูลที่ได้รับคำขอซึ่งหน่วยงานเห็นว่าการแบ่งปันข้อมูลดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกรณีข้อมูลที่ได้รับคำขอเป็นข้อมูลส่วนบุคคล กรณีข้อมูลที่ได้รับคำขอเป็นข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล• กำหนดให้หน่วยงานของรัฐนำส่งข้อมูลดิจิทัลของหน่วยงานของรัฐผ่านระบบกลางเพื่อการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล รวมทั้งดำเนินการกำหนดข้อตกลงในการบริหารจัดการและการแบ่งปันข้อมูล เช่น จัดทำสัญญารักษาความลับ (Non-Disclosure Agreement) เพื่อกำหนดข้อตกลงและเงื่อนไขในการรักษาความลับระหว่างหน่วยงานของรัฐผู้ส่งข้อมูลและผู้รับข้อมูล |
| หมวด 3 หน้าที่และอำนาจของ สขญ. | |
| ข้อ11 – 12 | • กำหนดให้ สขญ. ต้องจัดให้มีระบบกลางเพื่อแบ่งปันข้อมูล รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไข และวิธีการบริหารจัดการข้อมูลดิจิทัลที่ สขญ. ได้รับการแบ่งปันจากหน่วยงานของรัฐ เช่น (1) การจัดเก็บข้อมูลดิจิทัลของหน่วยงานของรัฐในระบบกลางเพื่อการแบ่งปันข้อมูลจะนำข้อมูลดิบต้นฉบับ (original raw data) มาแปลงสภาพและทำการลบข้อมูลดิบต้นฉบับยกเว้นกรณีที่หน่วยงานผู้ให้ข้อมูลต้นทางขอให้ สขญ. จัดเก็บ (2) กำหนดรูปแบบในการส่งต่อข้อมูล (อาทิ สขญ. ไม่สามารถส่งต่อข้อมูลดิบต้นฉบับได้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของข้อมูล ข้อมูลรูปแบบอื่น ๆ เช่น แดชบอร์ด โมเดลปัญญาประดิษฐ์ สขญ. สามารถเผยแพร่ได้โดยไม่เปิดเผยข้อมูลดิบต้นฉบับ)• กำหนดหน้าที่และอำนาจของสำนักงาน เช่น เสนอนโยบายเกี่ยวกับการส่งเสริมและ พัฒนา ตลอดจนอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวด้วยกับการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล (อาทิ จัดให้มีระบบกลางอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติจัดให้มีการตรวจสอบสิทธิและข้อกำหนดการแบ่งปันข้อมูล) |
| หมวด 4 คณะกรรมการส่งเสริมการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล | |
| ข้อ 13 -17 | เช่น• กำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการส่งเสริมการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่งจำนวน 9 คน (เช่น ปลัด ดศ. เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)) และมีผู้อำนวยการ สขญ. เป็นกรรมการและเลขานุการ• กำหนดอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการฯ เช่น ออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศให้คำแนะนำ กำกับ และติดตามการดำเนินงานของ สขญ. |
| บทเฉพาะกาล | |
| ข้อ 18 -19 | • กำหนดให้หน่วยงานของรัฐตามภาคผนวกท้ายระเบียบนี้ [เช่น กรมชลประทาน (ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักแบบเรียลไทม์) กรมอุตุนิยมวิทยา (ปริมาณน้ำฝนรายสามชั่วโมงและรายวันจากสถานีวัดน้ำฝนทั่วประเทศ) กรมการปกครอง (ทะเบียนราษฎร) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (แผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ)] ตามเอกสารแนบท้าย 1 ดำเนินการเชื่อมโยงระบบสารสนเทศของหน่วยงานของรัฐกับระบบกลางเพื่อการแบ่งปันข้อมูล และนำส่ง ข้อมูลเข้าสู่ระบบกลาง ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ระเบียบมีผลใช้บังคับ หากไม่พร้อมต้องรีบแจ้ง สขญ. ภายใน 15 วัน เพื่อหารือและทำความตกลงแผนการดำเนินการในการสร้างความพร้อม • กำหนดให้หน่วยงานของรัฐอื่น ๆ ที่มิใช่หน่วยงานผู้จัดทำและครอบครองข้อมูลดิจิทัลตามภาคผนวกท้ายระเบียบนี้ เตรียมความพร้อมสำหรับการเชื่อมโยงระบบสารสนเทศของหน่วยงานของรัฐกับระบบกลางและการนำส่งข้อมูลเมื่อได้รับคำร้องขอ |
ปัจจุบันสถาบันฯ ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Data Integration and Intelligence Platform (DII) เพื่อดำเนินการตามร่างระเบียบฉบับนี้ โดยแพลตฟอร์มนี้จะเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐ โดยหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ จะนำส่งข้อมูลที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานมายังแพลตฟอร์ม และแพลตฟอร์มจะนำข้อมูลเหล่านั้นมารวบรวมและประมวลผลในภาพรวม เพื่อนำเอาข้อมูลที่ได้ไปใช้ตามวัตถุประสงค์ต่อไป เช่น หน่วยงานต่าง ๆ นำส่งข้อมูลที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน (อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยานำส่ง ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศ กระทรวงมหาดไทยนำส่งข้อมูลผังเมืองและข้อมูลประชากร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำส่งข้อมูลพื้นที่ทำการเกษตรและพื้นที่กักเก็บน้ำ) มายังแพลตฟอร์ม DII หลังจากนั้นระบบจะนำข้อมูลเหล่านี้มาประมวลผลร่วมกันเพื่อให้รัฐบาลนำข้อมูลที่ต้องการไปใช้ตามวัตถุประสงค์ เช่น นำข้อมูลปริมาณน้ำฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา ข้อมูลผังเมืองและข้อมูลประชากรของกระทรวงมหาดไทย มาวิเคราะห์และประมวลผลเพื่อคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงที่อาจเกิดน้ำท่วมและวางแผนรับมือให้สอดรับกับสภาพการณ์ อาทิ ทำแผงกั้นน้ำ อพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เตรียมเสบียงและศูนย์อพยพล่วงหน้า เป็นต้น ทั้งนี้ การพัฒนาระบบดังกล่าว สขญ. ได้รับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 เพื่อเริ่มพัฒนาแพลตฟอร์มและได้มีการจัดทำคำของบประมาณประจำปี 2570 ไว้เรียบร้อยแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องขอรับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อรองรับการบังคับใช้ของระเบียบฯ นี้ เป็นการเฉพาะ
ทั้งนี้ การยกร่างระเบียบในครั้งนี้เป็นการนำเอาร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการแบ่งปันข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์เชิงวิเคราะห์มาปรับลดเนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานภาคเอกชน แต่ยังคงยึดตามหลักการกฎหมายของร่างพระราชบัญญัติฯ ในส่วนอื่นไว้ตามเดิมเพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาในการเสนอร่างกฎหมายให้กระชับ และมีผลใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและทันต่อการรับมือกับสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์เกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัยความมั่นคงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญในปัจจุบัน ที่จำเป็นต้องมีการบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงานอย่างเร่งด่วนเพื่อใช้สนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาล
3. เรื่อง ร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้
1. อนุมัติหลักการร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. ….
2. เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. ….
3. เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่าน ด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. ….
4. มอบหมายสำนักงบประมาณ (สงป.) ให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป เพื่อชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการกู้เงินการออกและการจัดการตราสารหนี้ภายใต้ร่างพระราชกำหนดดังกล่าว
5. มอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร. หารือร่วมกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พิจารณากำหนดกลไกในการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงหนีสาธารณะและการกำกับติดตามและการประเมินผลโครงการ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดผลสัมฤทธิ์มีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้
6. เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติร่างพระราชกำหนดตามข้อ 1 แล้วเห็นควรมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาร่างพระราชกำหนดดังกล่าวโดยด่วนต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. ที่กระทรวงการคลังเสนอ เป็นผลมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก ส่งผลให้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจที่มีลักษณะซ้อนทับและรุนแรง อันมีสาเหตุมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ ได้แก่ วิกฤตพลังงานที่ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาวะราคาสินค้าและวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นในวงกว้าง และการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ วิกฤตดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชน ส่งผลต่อราคาสินค้า อาหาร และค่าครองชีพและเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายภาคส่วน นอกจากนี้ ประเทศไทยซึ่งยังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนสูงได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้นดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
2. กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาจากผลกระทบจากวิกฤตพลังงานดังกล่าว และเพื่อช่วยภาระค่าครองชีพของประชาชน รวมทั้งลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และสนับสนุนกำลังซื้อของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางซึ่งมีข้อจำกัดด้านรายได้และความสามารถในการปรับตัวต่อภาวะค่าครองชีพ รวมถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องจัดหาแหล่งเงินเพื่อนำมาแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ แต่โดยที่ภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีและเครื่องมือทางการคลังที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถรองรับความจำเป็นดังกล่าวได้อย่างเพียงพอและทันท่วงที เนื่องจากแหล่งเงินงบประมาณที่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาดังกล่าวมีข้อจำกัดหากจะใช้กระบวนการจัดทำงบประมาณปกติไม่สามารถดำเนินการได้ทันต่อสถานการณ์ที่มีความเร่งด่วนสูงและวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นมีความไม่แน่นอนสูง รวมทั้งงบประมาณที่เหลืออยู่มีไม่เพียงพอต่อขนาดของผลกระทบ ซึ่งไม่อาจดำเนินการได้มาโดยวิธีการงบประมาณตามปกติได้ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องกู้เงินจำนวน 400,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการดำเนินมาตรการในการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้น จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ อันเป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อเป็นแหล่งเงินเพิ่มเติมรองรับการแก้ไขผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศและหากจะดำเนินการผ่านกระบวนการตรากฎหมายเป็นพระราชบัญญัติจะไม่ทันต่อสถานการณ์และอาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง และหากไม่ดำเนินการในช่วงนี้จะส่งผลให้วิกฤตยืดเยื้อหรือเพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบต่อเศรษฐกิจในระยะถัดไป จึงมีความจำเป็นต้องตราร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาเพื่อดำเนินการ
3. ร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ มีสาระสำคัญเป็นการให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศหรือออกตราสารหนี้ ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย มูลค่ารวมกันไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์ให้นำไปใช้จ่ายภายใต้แผนงานหรือโครงการที่กำหนดในบัญชีท้ายพระราชกำหนดจำนวน 2 แผนงานหรือโครงการ ได้แก่ 1) แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและเกษตรกร และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง จำนวน 200,000 ล้านบาท และ 2) แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม จำนวน 200,000 ล้านบาท อันจะเป็นการช่วยการลดการพึ่งพิงพลังงานจากต่างประเทศและเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ต่อวิกฤตในอนาคตและมีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการและผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เป็นกรรมการและเลขานุการ ทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองแผนงานหรือโครงการการใช้จ่ายเงินกู้ตามร่างพระราชกำหนดกู้เงินฯ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ
4. นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้เสนอกฎหมายลำดับรองที่ออกควบคู่ไปกับร่างพระราชกำหนดกู้เงินฯ รวม 2 ฉบับ ได้แก่
4.1) ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. ซึ่งออกตามมาตรา 7 วรรคสาม ของร่างพระราชกำหนดกู้เงินฯ ที่กำหนดให้การดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้ร่างพระราชกำหนดกู้เงินฯ ให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินแผนงานหรือโครงการเงินกู้ภายใต้ร่างพระราชกำหนดดังกล่าว โดยครอบคลุมขั้นตอนและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการเสนอ การพิจารณากลั่นกรอง และการอนุมัติโครงการ การดำเนินโครงการ การเก็บรักษาเงินกู้และการเบิกจ่ายเงินกู้ และหลักเกณฑ์การใช้วงเงินกู้สำหรับรายการเงินสำรองจ่ายและเงินกู้เหลือจ่าย ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ตามร่างพระราชกำหนดพิจารณากำหนดวงเงินโครงการที่หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอให้มีความเหมาะสมที่จะใช้จ่ายจากเงินกู้ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ
4.2) ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. ซึ่งออกตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้เมื่อมีการใช้จ่ายเงินกู้แล้วให้มีการติดตามประเมินผล และรายงานผลการใช้จ่ายเงินกู้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้มีคณะกรรมการประเมินผลเพื่อทำหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และแนวทางในการติดตามประเมินผล รวมทั้งให้มีการรายงานผลการใช้จ่ายเงินกู้ตามร่างพระราชกำหนดดังกล่าว การประเมินผลโครงการในภาพรวม รวมทั้งการรายงานการประเมินผลลัพธ์ต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ
5. สถานะหนี้สาธารณะคงค้างปัจจุบัน ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 12,595,731 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 66.09 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งการดำเนินการกู้เงินของรัฐบาลภายใต้ร่างพระราชกำหนดกู้เงินฯ ที่เสนอในวงเงิน 400,000 ล้านบาท คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ GDP ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คิดเป็นร้อยละ 68.18 ของ GDP อย่างไรก็ดี ได้มีการประมาณการโดยคำนึง ถึงผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อยู่ที่ประมาณร้อยละ 69.88 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ที่กำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP ไว้ไม่เกินร้อยละ 70 นอกจากนี้ การกู้เงินภายใต้ร่างพระราชกำหนดกู้เงินฯ ดังกล่าวกระทรวงการคลังจำเป็นต้องชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการกู้เงิน การออกและการจัดการตราสารหนี้ จึงเห็นควรมอบหมายให้สำนักงบประมาณพิจารณาตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป เพื่อรองรับด้วย
6. กระทรวงการคลังได้มีการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมบัญชีกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลังและสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อพิจารณาแหล่งเงินสำหรับใช้ในการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากวิกฤตด้านพลังงาน ตลอดจนพิจารณาร่างพระราชกำหนดและร่างระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยได้นำข้อคิดเห็นและข้อสังเกตของที่ประชุมมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงร่างพระราชกำหนดด้วยแล้ว
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณ ได้เสนอความเห็นมาเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะมนตรีด้วยแล้ว โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าการตราพระราชกำหนดกู้เงินฯ ในกรณีนี้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดในมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐฯ ซึ่งหากกระทรวงการคลังยืนยันว่าได้มีการพิจารณาดำเนินการตามเงื่อนไข ดังกล่าวครบถ้วนแล้ว และคณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วยกับเหตุผลดังกล่าวก็สามารถอนุมัติหลักการของร่างพระราชกำหนดกู้เงินฯ และเห็นชอบในหลักการของร่างระเบียบกระทรวงการคลัง ทั้ง 2 ฉบับ รวมทั้งมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามที่กระทรวงการคลังเสนอได้
4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ร่างพระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของตนต่อหน่วยงานของรัฐด้วยกันตามที่หน่วยงานของรัฐด้วยกันนั้นร้องขอ เนื่องจากปัจจุบันหน่วยงานของรัฐยังคงจัดเก็บข้อมูลแบบแยกส่วน ทำให้การบูรณาการข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ประกอบการจัดทำนโยบายและมาตรการต่าง ๆ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือการจัดสวัสดิการ และการให้บริการแก่ประชาชนแบบมุ่งเป้าไม่สามารถกระทำได้ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับจัดทำและให้บริการภาครัฐแก่ประชาชนโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการ ความโปร่งใสและธรรมาภิบาล แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ ลดการทุจริตคอร์รัปชัน สนับสนุนการเข้าสู่ OECD และ OGP รวมทั้งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและภาคเอกชน
2. คณะกรรมการพัฒนากฎหมายจึงได้ยกร่างพระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ . …. โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 24 (9) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมาย และทำหน้าที่เชื่อมให้มีการแบ่งปัน ข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มีสาระสำคัญ ดังนี้
2.1) กำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานตนต่อหน่วยงานของรัฐที่ร้องขอ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูล สำหรับจัดทำและให้บริการภาครัฐแก่ประชาชนโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (ร่างมาตรา 3 วรรคหนึ่ง)
2.2) กำหนดให้หน่วยงานรัฐที่ร้องขอข้อมูลมีหน้าที่รักษาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เปิดเผยระหว่างกันนั้นไว้ และไม่ให้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวไปยังบุคคลภายนอกไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือไม่ (ร่างมาตรา 3 วรรคสอง)
2.3) กำหนดให้การรักษาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ กขร. กำหนด ซึ่งต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (ร่างมาตรา 3 วรรคสาม)
อนึ่ง สคก. เห็นว่า ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลเป็นการยกเว้นมาตรา 21 (2) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยถือเป็น “กฎหมายอื่น” ที่บัญญัติให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสามารถประมวลผลข้อมูลแตกต่างจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้ได้
3. ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นการกำหนดหน้าที่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องปฏิบัติตาม ไม่ก่อให้เกิดภาระแก่ประชาชน หรือการไม่ปฏิบัติตามจะมีผลบังคับให้ต้องได้รับโทษหรือเสียสิทธิ หรือกระทบต่อสถานะของบุคคล จึงมิใช่ร่างกฎตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 และไม่เข้าข่ายเรื่องที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องและวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดจากกฎตามมาตรา 5 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวประกอบกับกฎกระทรวงกำหนดร่างกฎที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบ พ.ศ. 2565
4. ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์และผลกระทบ ดังต่อไปนี้
4.1) เพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการ การแบ่งปันข้อมูลจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน ประหยัดงบประมาณ และเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการประชาชน
4.2) เพิ่มความโปร่งใสและธรรมาภิบาล การเปิดเผยข้อมูลและแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการทำงานของภาครัฐ สามารถตรวจสอบได้ และลดโอกาสในการทุจริตคอร์รัปชั่น
4.3) แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบและทุนเทา การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานจะช่วยให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบและติดตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดช่องว่างในการหลีกเลี่ยงภาษีและการฟอกเงิน
4.4) ลดการทุจริตคอร์รัปชัน การแบ่งปันข้อมูลจะช่วยให้การตรวจสอบและกำกับดูแลมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดโอกาสในการทุจริต และช่วยยกระดับดัชนี CPI ของประเทศไทย
4.5) สนับสนุนการเข้าสู่ OECD และ OGP การมีกฎหมายและนโยบายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลจะช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
4.6) อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและภาคเอกชน เมื่อหน่วยงานสามารถเข้าถึงข้อมูลของกันและกันได้ ประชาชนไม่ต้องยื่นเอกสารซ้ำซ้อนลดภาระและค่าใช้จ่ายในการติดต่อราชการ
5. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เห็นชอบในหลักการ/ไม่ขัดข้องต่อร่างพระราชกฤษฎีกาในเรื่องนี้
เศรษฐกิจ-สังคม
5. เรื่อง รายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรีกรณีที่หน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 (เรื่อง แนวทางการคุ้มครองและมาตรการเยียวยาผู้บริโภคแบบบูรณาการ)
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรีกรณีที่หน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วน ตามหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 (เรื่อง แนวทางการคุ้มครองและมาตรการเยียวยาผู้บริโภคแบบบูรณาการ) ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผผ.) เสนอ รวมทั้ง ให้สำนักนายกรัฐมนตรี (นร.) [สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)] เป็นหน่วยงานหลักรับข้อเสนอแนะของ ผผ. ในเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงบประมาณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สภาองค์กรของผู้บริโภค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้ นร. (สคบ.) สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้ สลค. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
ผผ. รายงานว่า
1. การคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศไทย (ไทย) ในปี 2522 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในด้านพิทักษ์สิทธิความปลอดภัยในการบริโภค ข้อมูลข่าวสาร ความเป็นธรรมในการทำสัญญา และการได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหายอย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองผู้บริโภคของไทยในปัจจุบันยังคงเผชิญปัญหาและข้อจำกัดในหลายมิติ เช่น (1) ด้านโครงสร้างและกลไกการบริหารจัดการ (2) ด้านกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค (3) ด้านทรัพยากรและฐานข้อมูล
2. เพื่อให้มีแนวทางการคุ้มครองและมาตรการเยียวยาผู้บริโภคแบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ ผผ. จึงเสนอรายงานพร้อมข้อเสนอแนะ เรื่อง แนวทางการคุ้มครองและมาตรการเยียวยาผู้บริโภคแบบบูรณาการ ได้แก่ (1) การปรับโครงสร้างของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทั้งในระดับชาติและระดับภูมิภาคและการขับเคลื่อนนโยบาย (2) การพัฒนา สคบ. สู่รูปแบบ One Stop Service (3) การจัดทำวาระแห่งชาติ/วาระจังหวัด แผนการปฏิบัติงานและคู่มือมาตรฐานระดับจังหวัด (4) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบแจ้งเตือนภัย (Rapid Alert System) (5) การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน (6) การกำหนดให้มีมาตรการคุ้มครองและเยียวยาผู้บริโภคที่บังคับได้ (7) การจัดให้มีหน่วยงานกลางเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการรับเรื่องร้องทุกข์จากผู้บริโภคระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ (8) การเสริมสร้างองค์ความรู้เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ผู้บริโภคให้รู้เท่าทัน (Smart Consumer)
6. เรื่อง ข้อเสนอแนะกรณีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) จังหวัดชุมพร – ระนอง
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอแนะกรณีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) จังหวัดชุมพร – ระนอง ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอ รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้กระทรวงคมนาคม สรุปผลการพิจารณา หรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวมแล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1.กสม. ได้ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและเกษตรกร กรณีโครงการแลนด์บริดจ์ ขาดการมีส่วนร่วมและจะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่
2. กสม. จึงได้มีข้อเสนอแนะ ดังนี้
1) สั่งการให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) จัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดระนองและชุมพรต่อทิศทางการพัฒนาในระดับโครงสร้างหรือในภาพรวมในฐานะที่เป็นสิทธิในการกำหนดอนาคตและเจตจำนงของตนเอง รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของตนอย่างเสรี เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ และให้ประชาชนทุกกลุ่มทุกอาชีพร่วมกำหนดแผนพัฒนาของจังหวัดชุมพรและระนอง ที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ที่ปรากฏในรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการฯ ชึ่งจัดทำโดย สคช. เมื่อปี 2564 – 2565 ต่อไป
2.2 นำผลการจัดรับฟังความคิดเห็นเละรายงานการศึกษา มาประกอบการพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ต่อไป ทั้งนี้ ต้องสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของประชาชนในพื้นที่
ต่างประเทศ
7. เรื่อง การขอความเห็นชอบต่อร่างเอกสารผลลัพธ์ของเวทีทบทวนการโยกย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2 และคำมั่นโดยสมัครใจของไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้
1. ร่างปฏิญญาความคืบหน้า (Progress Declaration) (ร่างปฏิญญาฯ) ของเวทีทบทวนการโยกย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศ (International Migration Review Forum: IMRF) ครั้งที่ 2 และเห็นชอบให้คณะผู้แทนไทยร่วมรับรองร่างปฏิญญาฯ ในเวที IMRF ครั้งที่ 2 ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างปฏิญญาฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ และ/หรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ กต. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก
2. ร่างคำมั่นโดยสมัครใจของไทยเกี่ยวกับการดำเนินการตามข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย เป็นระเบียบ และปกติ (Global Compact for Safe, Orderly and Regular Migration: GCM) เพื่อให้คณะผู้แทนไทยประกาศในเวที IMRF ครั้งที่ 2
สาระสำคัญขอเรื่อง
1. เวที IMRF ครั้งที่ 2 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 8 พฤษภาคม 2569 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามพัฒนาการด้านการบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานในระดับระหว่างประเทศ และส่งเสริมความพยายามในการขยายความร่วมมือด้านการโยกย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศภายใต้กรอบ GCM ทั้งนี้ ในเวที IMRF คณะผู้แทนไทยจะมีการร่วมรับรองร่างปฏิญญาฯ และประกาศคำมั่นโดยสมัครใจของไทยในช่วงการประชุมดังกล่าว
โดยร่างปฏิญญาฯ มีสาระสำคัญ เป็นการยืนยันความสำคัญของหลักการและวัตถุประสงค์ของ GCM และสะท้อนความคืบหน้า ความท้าทาย ช่องว่าง และข้อเสนอแนะในการดำเนินการตาม GCM เช่น 1) การเคารพสิทธิมนุษยชน สิทธิขั้นพื้นฐาน และการคุ้มครองผู้โยกย้ายถิ่นฐานที่เป็นสตรีและเด็ก 2) การขยายและทำให้ช่องทางการโยกย้ายถิ่นฐานมีความหลากหลาย เพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย เป็นระเบียบ และปกติ ในลักษณะที่อำนวยความสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานและงานที่มีคุณค่า
2. กต. และ สคก. มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ร่างปฏิญญาฯ และร่างคำมั่นโดยสมัครใจของไทยมิได้มีการใช้ถ้อยคำที่มุ่งหมายให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
8. เรื่อง การขอรับความเห็นชอบต่อร่างเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้
1. ร่างเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 (ร่างเอกสารผลลัพธ์ฯ) จำนวน 5 ฉบับ ดังนี้
1.1 ร่างเอกสารที่ผู้นำอาเซียนจะตกลงกัน 1 ฉบับ คือ ร่างพิธีสารเซบูเพื่อแก้ไขกฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Draft Cebu Protocol to Amend the Charter of the Association of Southeast Asian Nations)
1.2 ร่างเอกสารที่ผู้นำอาเซียนจะร่วมรับรอง 4 ฉบับ ได้แก่
(1) ร่างปฏิญญาผู้นำอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือทางทะเล (Draft ASEAN Leaders’ Declaration on Maritime Cooperation)
(2) ร่างแถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยการดำเนินการสำคัญเพื่อความเข้มแข็งของภูมิภาคในการรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภูมิภาค (Draft ASEAN Leaders’ Statement on Priority Actions for Regional Resilience in Response to the Implications of the Situation in the Middle East on the Region)
(3) ร่างแถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยความร่วมมืออาเซียนในการตอบโต้ภัยพิบัติ : พิธีสารเชิงยุทธศาสตร์อาเซียนสำหรับการจัดการภาวะฉุกเฉินและการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน (Draft ASEAN Leaders’ Statement on ASEAN Convergence on Disaster Response:The ASEAN Strategic Protocol for Emergency and Comprehensive Transformation (ASPECT))
(4) ร่างปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการเสริมพลังเยาวชนในการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสร้างความเข้มแข็ง ด้านการรับมือภัยพิบัติ (Draft ASEAN Declaration on the Empowerment of Youth in Climate Action and Disaster Resilience)
โดยหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างเอกสารในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัด ต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ กต. หรือส่วนราชการเจ้าของเรื่องดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก
2. ให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมให้ความตกลงและรับรองต่อร่างเอกสารดังกล่าว
3. การให้สัตยาบันในร่างเอกสารข้อ 1.1 โดยมอบหมายให้ กต. จัดทำสัตยาบันสารและมอบให้เลขาธิการอาเซียนในฐานะผู้เก็บรักษา (depositary) หลังจากที่เอกสารได้รับการตกลงกันโดยฉันทามติจากที่ประชุมสุดยอดอาเซียนแล้ว
สาระสำคัญของเรื่อง
1 กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) นำเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อร่างเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 จำนวน 5 ฉบับ ของ 3 หน่วยงาน ได้แก่ กต. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงมหาดไทย (มท.) ซึ่งผู้นำอาเซียนจะตกลงกันและร่วมรับรอง ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยแบ่งเป็น (1) ร่างเอกสารที่ผู้นำอาเซียนจะตกลงกัน 1 ฉบับ และ (2) ร่างเอกสารที่ผู้นำอาเซียนจะร่วมรับรอง 4 ฉบับสรุปได้ ดังนี้
1. ร่างเอกสารที่ผู้นำอาเซียนจะตกลงกัน จำนวน 1 ฉบับ คือ ร่างพิธีสารเซบูเพื่อแก้ไขกฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กต.)
2. ร่างเอกสารที่ผู้นำอาเซียนจะร่วมรับรอง จำนวน 4 ฉบับ
2.1 ร่างปฏิญญาผู้นำอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือทางทะเล (กต.) เป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะส่งเสริมความร่วมมือทางทะเล ซึ่งรวมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล
2.2 ร่างแถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยการดำเนินการสำคัญ เพื่อความเข้มแข็งของภูมิภาคในการรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภูมิภาค (กต.) เป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะบูรณาการความร่วมมือภายใต้สามเสาประชาคมอาเซียน เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเตรียมความพร้อมให้แก่อาเซียนในการตอบสนองต่อผลกระทบจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางและวิกฤตอื่น ๆ ในอนาคต
2.3 ร่างแถลงการณ์ผู้นำอาเซียน ว่าด้วยความร่วมมืออาเซียนในการตอบโต้ภัยพิบัติ : พิธีสารเชิงยุทธศาสตร์อาเซียนสำหรับการจัดการภาวะฉุกเฉินและการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน (มท.) เป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันเพื่อกระชับความร่วมมือระดับภูมิภาคในการรับมือกับภัยธรรมชาติ ภัยที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยทางชีวภาพ และภัยอื่น ๆ ในอีกหลายรูปแบบให้รวดเร็วและทันการณ์
2.4 ร่างปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการเสริมพลังเยาวชนในการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสร้างความเข้มแข็งด้านการรับมือภัยพิบัติ (พม.) เป็นการส่งเสริมภาวะผู้นำของเยาวชนด้านการจัดการความเสี่ยงจากภูมิอากาศและภัยพิบัติ และการมีส่วนร่วมของเยาวชนในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวในกรอบอาเซียน
ทั้งนี้ กต. เห็นว่า ร่างเอกสารที่ผู้นำอาเซียนจะตกลงกัน (ร่างพิธีสารเซบูเพื่อแก้ไขกฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) (จำนวน 1 ฉบับ) เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และร่างเอกสารที่ผู้นำอาเซียนจะร่วมรับรอง (จำนวน 4 ฉบับ) ไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
แต่งตั้ง
9. เรื่อง การแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้งนางนงนุช เพ็ชรรัตน์ นายชุตินทร คงศักดิ์ และนายวีระพงษ์ ประภา เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้แทนการค้าไทย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2552
10. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการคลัง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการคลัง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้
1. นายกุลเศขร์ ลิมปิยากร รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง (นักวิชาการคลังทรงคุณวุฒิ) กรมบัญชีกลาง ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2568
2. นางวชิรญา เพิ่มภูศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการประเมินผลรัฐวิสาหกิจ (นักวิเคราะห์รัฐวิสาหกิจทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568
รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
11. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอมอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จำนวน 2 ราย ตามลำดับ ดังนี้
1. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
2. นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
12. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวง
การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้ง นายรุ่งเรือง กิจผาติ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง) รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง) สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
13. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเสนอแต่งตั้ง นายไวฑิต โอชวิช ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์น้ำ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง และรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
14. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. เลื่อน นางวาสนา ทองจันทร์ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ ขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง ตำแหน่งเลขที่ 7 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
2. เลื่อน นางจิตติมา กรีอารี ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง ตำแหน่งเลขที่ 4 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
15. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงมหาดไทย)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. นายภาณุ พรวัฒนา ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายพลพีร์ สุวรรณฉวี)
2. นายสุธรรม จริตงาม ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
16. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอแต่งตั้งให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามลำดับดังนี้
1. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
2. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
17. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง จำนวน 3 ราย ดังนี้
1. นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์)
2. นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวศุภมาส อิศรภักดี)
3. นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวศุภมาส อิศรภักดี)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
18. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง ร้อยตำรวจเอก ณัชธพงศ์ ประเสริฐโสภา ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร ศรีสรรพางค์)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
19. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงกลาโหม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงกลาโหม เสนอแต่งตั้ง พลตรี เฉลิม สีเจริญ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
20. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการต่างประเทศ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้ง นายพรพงศ์ กนิษฐานนท์ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
21. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงยุติธรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้ง พันตำรวจเอก อิทธิกร จิรัตนานนท์ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
22. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี 4 ราย ดังนี้
1. นายอาร์ชวัส เจริญศิลป์
2. นายสันติธาร เสถียรไทย
3. นายดนุพร ปุณณกันต์
4. พลตำรวจตรี นันทชาติ ศุภมงคล
ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง
23. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล (กระทรวงการคลัง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ดังนี้
1. นายสุรพล โอภาสเสถียร
2. นางสมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ
3. พลตำรวจตรี นพสิทธิ์ มิตรภักดี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
24. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการการยาสูบแห่งประเทศไทย (กระทรวงการคลัง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการการยาสูบแห่งประเทศไทย แทนตำแหน่งกรรมการที่ว่าง จำนวน 3 คน ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติการยาสูบแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2561 ดังนี้
1. นายคณาวุฒิ สิติธีรพันธุ์
2. นายภาณุพล รัตนกาญจนภัทร
3. นายเกรียงไกร พัฒนาภรณ์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป