สุนัขทรงเลี้ยง ‘ย่าเหล’ ‘มิตรแท้’ ในพระราชหฤทัย ร.6

สุนัขทรงเลี้ยง ‘ย่าเหล’ ‘มิตรแท้’ ในพระราชหฤทัย ร.6

สุนัขทรงเลี้ยง ‘ย่าเหล’ ‘มิตรแท้’ ในพระราชหฤทัย ร.6

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เรื่องราวของย่าเหล เริ่มต้นขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2448 ขณะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงตรวจราชการที่เรือนจำมณฑลนครไชยศรี ระหว่างนั้นทอดพระเนตรเห็นลูกสุนัขพันทาง ตัวหนึ่งสีขาวด่างดำ อีกตัวหนึ่งสีน้ำตาล ปรากฏว่าลูกสุนัขสีขาวด่างดำวิ่งเข้ามาเฝ้าคลอเคลียประจบประแจงที่เบื้องพระยุคลบาท ทำให้ทรงต้องพระราชหฤทัยโปรดลูกสุนัขตัวนั้นมาก

หลวงไชยราษฎร์รักษา (โพธิ์ เคหะนันทน์) พะทำมะรงแห่งเรือนจำมณฑลนครไชยศรี จึงนำลูกสุนัขทั้ง 2 ตัว มาทูลเกล้าฯ ถวาย โดยหลังจากทรงรับเป็นสุนัขทรงเลี้ยงแล้ว ได้พระราชทานชื่อลูกสุนัขสีขาวด่างดำ ว่า “ย่าเหล” ส่วนลูกสุนัขสีน้ำตาล พระราชทานชื่อว่า “ปอล” ทั้งสองเป็นชื่อของตัวเอก และตัวรองในบทละครภาษาอังกฤษ เรื่อง “My Friend Jarlet” ที่ทรงนำมาแปลเป็นบทละครภาษาไทยในขณะนั้น ชื่อเรื่องว่า “มิตรแท้”

ด้วยความที่ย่าเหลเป็นสุนัขขนยาวปุยสีขาว มีขนสีด่างดำตรงใบหน้า ขนบนหลังเป็นสีดำเหมือนอานม้า ขนที่คอกับหางเป็นพวง ผนวกกับมีนิสัยน่ารักน่าเอ็นดู จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำย่าเหลเข้าไปเลี้ยงในพระราชฐาน ทรงมอบหมายให้มหาดเล็กดูแลเป็นอย่างดี

ทุกเช้าในเวลาตื่นพระบรรทม ย่าเหลจะคอยหมอบอยู่ใกล้ที่ประทับ หากเสด็จไปทรงพระอักษร หรือเสวยพระกระยาหารในเขตพระราชฐาน ย่าเหลก็จะตามเสด็จไปด้วยทุกครั้ง และหากเห็นสิ่งใดหรือผู้ใดไม่ชอบมาพากล ก็จะเห่าและตรงเข้ากัดทันที การปฏิบัติของย่าเหลที่แสดงออกถึงความจงรักภักดี แม้ในยามเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑล หรือเสด็จประพาสหัวเมืองต่างๆ หลายครั้งก็โปรดเกล้าฯ ให้ย่าเหลตามเสด็จไปด้วย

ต่อมาเมื่อเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำแผ่นทองคำลงยาที่จารึกข้อความด้วยตัวอักษรสีดำว่า “ฉันชื่อย่าเหล เป็นหมาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ห้อยไว้ที่คอของย่าเหล มีพระราชดำริว่า หากย่าเหลหนีออกไปเที่ยวเล่นนอกเขตพระราชฐาน ผู้ที่พบเห็นจะได้นำย่าเหลมาถวายคืนได้

นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินเดือนแก่ย่าเหล แต่เป็นการพระราชทานเชิงสัญลักษณ์ เพื่อนำเงินจำนวนนั้น ไปพระราชทานสมทบทุนกิจการสาธารณกุศลต่างๆ ในนามของย่าเหล เช่น สมทบทุนการก่อสร้างเสนาสนะที่วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ซึ่งพระราชทานนามว่า กุฏิย่าเหล และสมทบทุนในการจัดซื้อเรือรบพระร่วง เป็นต้น

นอกจากความจงรักภักดีแล้ว ย่าเหลยังเป็นสุนัขที่มีนิสัยแสนรู้ มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่งย่าเหลได้ตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ไปในงานพระราชพิธีแห่งหนึ่ง โดยย่าเหลวิ่งนำหน้าไปเรื่อย ๆ แต่ปรากฏว่ามีมหาดเล็กคนหนึ่ง ยืนไม่เรียบร้อย พอเห็นแบบนั้น ย่าเหลจึงตรงเข้าไปทำท่าเหมือนจะกัดมหาดเล็กคนนั้นทันที เหมือนเป็นการเตือนให้นึกถึงระเบียบวินัย การกระทำของย่าเหลนั้น ทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดย่าเหลมายิ่งขึ้น เพราะเป็นสุนัขที่แสนรู้ มีมารยาท รู้จักวินัย

ในราว พ.ศ. 2455 มีมหาดเล็กคนหนึ่งถูกไล่ออกในโทษฐานไม่ซื่อสัตย์ หลังจากนั้นราวเดือนเศษได้แอบเข้ามาในที่ประทับ ย่าเหลได้กลิ่นจึงเข้างับแขนแล้วดึงมาเข้าเฝ้า เคราะห์ดีที่ไม่มีอาวุธจึง

เล่ากันว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดําเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจภายนอกพระราชฐานคราใด มหาดเล็กซึ่งเป็นคู่ปรับกับย่าเหล มักจะถือโอกาสนั้น รังแกย่าเหลอยู่เสมอ แต่ถึงแม้จะเป็นสุนัขก็ใช่ว่าย่าเหลจะยอมให้ถูกรังแกเอาง่าย ๆ

 เมื่อเสด็จพระราชดําเนินกลับสู่พระราชฐานที่ประทับ เวลาเสด็จพระราชดําเนินผ่านคนที่เคยรังแกย่าเหล ซึ่งเดินตามเสด็จมาโดยใกล้ชิด ย่าเหลก็จะตรงเข้างับหน้าแข้งผู้ที่รังแกคนนั้นทันที เป็นที่กราบบังคมทูลฟ้องว่า มหาดเล็กผู้นั้นได้รังแกตนในยามที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ประทับอยู่แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีมหาดเล็กคนใดต้องรับพระราชอาญาเพราะรังแกย่าเหลเลย จะมีบ้างก็แต่เพียงรับสั่งตําหนิฉันนายกับบ่าว ดังที่นักเรียนเก่ามหาดเล็กหลวง ประสาท สุขุม ได้บันทึกไว้ว่า

“ข้าพเจ้าชอบสัตว์โดยเฉพาะสุนัขมาก ฉะนั้นในโอกาสที่ข้าพเจ้าเข้าเฝ้า และอยู่ใกล้ย่าเหล ข้าพเจ้ามักจะรังแกมันเสมอ โดยการแอบบีบหางบ้าง บีบขาบ้าง ดึงขนบ้าง แล้วแต่ใกล้อะไร และในทํานองเดียวกัน ย่าเหลก็โกรธข้าพเจ้า มันก็หันมากัดบ้าง ตามภาษาหมาของมันเท่าที่มันจะแสดงออกมาได้ แต่ทว่ามันชอบทําเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ข้าพเจ้าถูกพระองค์กริ้วข้าพเจ้าบ่อย ๆ ในครั้งหนึ่งถ้าจะทรงรําคาญ จึงมีพระราชดํารัสว่า

‘ไอ้นี่ชอบกัดกับหมาจริง’นับแต่นั้นก็ทรงขนานนามข้าพเจ้าว่า ‘ไอ้หมา’ดังที่ข้าพเจ้าเล่ามานี้ บางทีจะเข้าใจกันถ่องแท้ว่า ข้าพเจ้าได้ชื่อว่า ‘ไอ้หมา’ มิใช่ไปกัดกับย่าเหล แต่ถ้าจะเข้าใจว่า ‘ข้าพเจ้ากัดกับย่าเหลจนได้ชื่อว่าไอ้หมาก็คงไม่แปลกอะไรนัก’”

ย่าเหลได้รับพระมหากรุณาเลี้ยงดูเป็นอย่างดีมาโดยตลอด กระทั่งประสบภัยจนถึงแก่ชีวิต เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2456 ดังปรากฏเหตุการณ์อยู่ในจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ว่า

“…วันนี้ เมื่อเวลาเสด็จวังสราญรมย์ สุนัขชื่อย่าเหลที่ทรงเลี้ยงไว้ จะเที่ยวไปติดสัตว์ฤาอย่างไรไม่ทราบ มีผู้ยิงด้วยปืนลูกกลดตายที่ระหว่างถนนข้างวัดพระเชตุพน แลเอาไปทิ้งที่ถังฝุ่นฝอยของกรมศุขาภิบาล…”

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเศร้าสลดพระราชหฤทัยยิ่ง จึงพระราชทานหีบไม้แกะสลักลงรักปิดทองอย่างงดงาม เพื่อใช้บรรจุศพย่าเหล แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำไปพระราชทานเพลิงศพที่นครปฐม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของย่าเหล มีการจัดขบวนแห่จากพระราชวังสนามจันทร์ไปยังเมรุที่สร้างขึ้นเป็นการเฉพาะ ณ วัดพระปฐมเจดีย์

เมื่อนำหีบศพย่าเหลขึ้นตั้งบนจิตกาธานแล้ว ได้ทรงจุดไฟพระราชทานเพลิงศพย่าเหลด้วยพระองค์เอง และไม่โปรดให้ผู้ใดขึ้นเผาศพต่อ ในงานนี้ พระราชทานของที่ระลึกเป็น “ผ้าเช็ดหน้าสีขาว ตรงกลางผืนเป็นรูปย่าเหลในลักษณะยืนเต็มตัว ที่มุมผ้า 3 ด้าน เป็นภาพสิ่งของสำคัญที่ย่าเหลเคยได้รับพระราชทาน”

สิ่งสุดท้ายที่ทรงทำเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงย่าเหล คือ การสร้าง “อนุสาวรีย์ย่าเหล” ที่หน้าพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ ในพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม พร้อมจารึกบทกลอนพระราชนิพนธ์ที่ฐานของอนุสาวรีย์ เพื่อแสดงความรักและอาลัยต่อย่าเหล สุนัขทรงเลี้ยงที่เป็นดุจมิตรแท้ของพระองค์ ความว่า

“อนุสาวรีย์นี้เตือนจิตร์ให้กูคิดรำพึงถึงสหายโอ้อาไลยใจจู่อยู่ไม่วายกูเจ็บคล้ายศรศักดิ์ปักอุรา ยากที่ใครเขาจะเห็นหัวอกกูเพราะเขาดูเพื่อนเห็นแต่เปนหมาเขาดูแต่เปลือกนอกแห่งกายาไม่เห็นฦกตรึกตราถึงดวงใจเพื่อนเปนมิตรชิดกูอยู่เนืองนิตย์จะหามิตรเหมือนเจ้าที่ไหนได้ทุกทิวาราตรีไม่มีไกลกูไปไหนเจ้าเคยเปนเพื่อนทาง

ช่างจงรักภักดีไม่มีหย่อนจะนั่งนอนยืนเดินไม่เหินห่างถึงยามกินเคยกินกับกูพลางถึงยามนอนนอนข้างไม่ห่างไกลอันตัวเพื่อนเหมือนมนุษย์สุจริตจะผิดอยู่แต่เพียงพูดไม่ได้แต่เมื่อกูใคร่รู้ความในใจก็มองดูรู้ได้ในดวงตา           

โอ้อกกูดูเพื่อนอยู่หลัด ๆเพื่อนมาพลัดพรากไปไม่เห็นหน้ากูเผลอ ๆ ก็ชะเง้อเผื่อเพื่อนมาเสียงกุกกักก็ผวาตั้งตามองอันความตายเปนธรรมดาโลกกูอยากตัดความโศกกระมลหมอง

นี่เพื่อนตายเพราะผู้ร้ายมันมุ่งปองเอาปืนจ้องสังหารผลาญชีวีเพื่อนมอดม้วยด้วยมือทุรชนเอารูปคนสวมใส่คลุมใจผีเปนคนจริงฤาจะปราศซึ่งปรานีนี่รากษสอัปรีปราศเมตตา           

มันยิงเพื่อนเหมือนกูพลอยถูกด้วยแทบจะม้วยชีวังสิ้นสังขาร์จะหาเพื่อนเหมือนเจ้าที่ไหนมาช้ำอุราอาไลยไม่วายวันเมื่อยามมีชีวิตร์สนิทใจยามบรรไลยลับล่วงดวงใจสั่น

ด้วยอำนาจจงรักภักดีนั้นขอให้เพื่อนขึ้นสวรรค์สำราญรมย์ถึงจะมีหมาอื่นมาแทนที่กูก็รักเพื่อนนี้เปนปฐมที่ไหนเล่าจะสนิทและชิดชมที่ไหนเล่าจะนิยมเท่าเพื่อนรัก         

ถึงแม้จะไม่มีรูปนี้ไว้รูปเพื่อนฝังดวงใจกูตระหนักแต่รูปนี้ไว้เปนพยานรักให้ประจักษ์แก่คนผู้ไมตรีเพื่อนเปนเยี่ยงอย่างมิตรสนิทยิ่งภักดีจริงต่อกูอยู่เต็มที่แม้คนใดเปนได้อย่างเพื่อนนี้
ก็ควรนับว่าดีที่สุดเอย ฯ”

เมื่อย่าเหลเสียชีวิตลง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้สุนัขทรงเลี้ยงตัวใหม่มาแทน แต่ที่ทรงเมตตาเป็นพิเศษคงเป็น “นันทา” กับ “มากาเร็ต” ที่ พระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล.ฟื้น พึ่งบุญ) จัดหามาถวาย  สุนัขทรงเลี้ยงทั้งสองนี้ ได้ถวายการรับใช้และได้ตามเสด็จไปทุกหนทุกแห่ง ตราบจนเสด็จสวรรคต ดังที่ คุณเจรียง (อากาศวรรธนะ) ลัดพลี คุณข้าหลวงในสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาได้บันทึกไว้ใน “รําลึกพระมหากรุณาธิคุณ” ว่า            

“นันทา มากาเร็ต จะต้องตามเสด็จล้นเกล้าฯ ทุกแห่ง ฉะนั้นเมื่อเวลาเสด็จเข้ามาเสวยเขาก็ตามเสด็จมาด้วย ฉะนั้นเวลาเชิญเครื่องขึ้นจะต้องมีน้ำมาให้ทั้งสองกินด้วยทุกครั้ง น้ำใสสะอาดจะใส่มาในจานกินข้าวที่มีก้นลึก แล้วก็จะมีชามแกงเนื้อดี ใส่ก้อนน้ำแข็งเปล่าตอกเป็นก้อนเล็ก ๆ วางมาตรงกลางจานในน้ำเพื่อน้ำเย็นหรืออะไร ทํานองนั้น พวกเราไม่มีน้ำจะกินเหมือนเขา เวลาอยากขึ้นมาก็แอบแย่งกันควักน้ำแข็ง กันคนละก้อนสองก้อนแทบหมดทุกที เสร็จแล้วก็มาไต่ถามถกเถียงกันเป็นขบขันว่า วันนี้ใครเป็นผู้แย่งน้ำหมากินบ้าง”

 เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปประทับ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในพระบรมมหาราชวังในบั้นปลายพระชนมชีพ นันทาและมากาเร็ตก็ได้ตามเสด็จไปด้วย

ดังมีบันทึกของนายแพทย์เมนเดลสัน (R.W.M. Mendelson) ศัลยแพทย์ประจําโรงพยาบาลกลาง ซึ่งได้เข้าไปถวายการรักษาพระอาการประชวรว่า เห็นสุนัขทั้งสองนี้ป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ที่ประทับในเวลาที่ทรงพระประชวร และเมื่อพระองค์สวรรคตลงไม่นาน สุนัขทั้งสองก็เสียชีวิตลงเช่นกัน
           

หากไปชมพิพิธภัณฑ์วัดพระปฐมเจดีย์ โปรดอย่าพลาดชมหีบศพย่าเหล หีบศพประวัติศาสตร์ของสุนัขทรงเลี้ยงในพระราชหฤทัย และไปชมอนุสาวรีย์ย่าเหลกันต่อ ที่พระราชวังสนามจันทร์ด้วย เพื่อสัมผัสถึงความรักที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ทรงมีต่อสุนัขทรงเลี้ยงคู่พระทัย “ย่าเหล” ผู้เปรียบประดุล “มิตรแท้” ชั่วนิรันดร์

Leave a comment