ณัฐพงษ์ นั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.เงา จี้ 3 ข้อเสนอเรียกเยียวยา ‘ขนส่ง-ประมง’

ณัฐพงษ์ นั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.เงา  จี้ 3 ข้อเสนอเรียกเยียวยา ‘ขนส่ง-ประมง’

ณัฐพงษ์ นั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.เงา จี้ 3 ข้อเสนอเรียกเยียวยา ‘ขนส่ง-ประมง’

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.15 น.

’เงาส้ม‘ ตั้งแท่นตามเกาะติดรัฐบาลทำงานนัดแรก! จี้ 3 ข้อเสนอเรียกเยียวยา ‘ขนส่ง-ประมง’ เตือน ‘แลนด์บริดจ์’ ซ้ำรอย ’EEC‘ หวั่น ‘พ.ร.ก.เงินกู้’ ใช้เงินไร้หลักการ ด้าน ‘ศิริกัญญา’ อัด ‘4 แสนล้าน’ เมินอุ้ม ‘กลุ่มตกหล่น’ แต่ทุ่มหมดหน้าตักไปกับ ‘คนละครึ่ง’ ขณะที่ ‘วีระยุทธ’ กระตุกอย่าทิ้งไพ่ใบสำคัญ ให้ชาติมหาอำนาจใด ต้องคํานึง ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ส่วน ‘ภคมน’ ซัดแรง มักง่าย ‘นายกฯ’ เอาแค่หน้าตัวเองมาการันตี  ‘พิศาล’ ชี้ การต่างประเทศมีพลังต่อรอง ทำให้สง่างาม-น่าเกรงใจ

6พ.ค.2569 เมื่อเวลา 10.30น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน นำแถลงภายหลังการประชุมนัดแรกของ ครม.เงา พรรคประชาชนว่า วัตถุประสงค์ในการประชุมดังกล่าว เพื่อต้องการแสดงให้เห็น ถ้าการประชุม ครม. แต่ละสัปดาห์ ใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ชีวิตของประชาชนจะดีขึ้นในทุกสัปดาห์อย่างไร 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น กําลังกระทบต่อผู้ประกอบการ 2 ภาคส่วนสําคัญ คือกลุ่มประมง และผู้ประกอบการขนส่ง ซึ่งภารกิจของพวกเราคือการชวนคิดไปข้างหน้า ส่วนข้อเรียกร้องในสัปดาห์ที่แล้ว มติ ครม.ล่าสุด ออกมาแล้วว่า จะมีการยืนยัน ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดกลับมา

ขณะที่ตัวแทนชาวประมง กล่าวถึง 3 ประเด็นหลัก ทั้งเรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ราคาสัตว์น้ํา ที่ไม่สามารถต่อรองการตั้งราคาขายได้ และการขาดสภาพคล่อง 

ด้านตัวแทนขนส่ง ระบุว่า การเยียวยาของรัฐบาล 6,000 บาท ไม่เพียงพอต่อความเสียหายของพวกเราที่มากมายเหลือเกิน แต่อยากวิงวอนและฝากไป คืออยากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เรื่องไฟฟ้า และค่าขนส่ง 

ส่วนตัวแทนไรเดอร์ กล่าวว่า รัฐบาล 2 มาตรฐาน ไรเดอร์ส่งคนได้รับเงินเยียวยา แต่ไรเดอร์ส่งอาหารไม่ได้รับ จึงอยากให้มีการช่วยเหลือเพิ่มเติม 

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงข้อสรุปจากการประชุมว่า 1.เรียกร้องให้รัฐบาลเยียวยาภาคขนส่งและประมงซึ่งแบกต้นทุนพลังงานสูงสุด แต่กลับถูกทอดทิ้ง วิกฤตการณ์ด้านพลังงานส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ในระดับที่แตกต่างกันตามโครงสร้างต้นทุน ครม.เงา เรียกร้องให้รัฐบาลบริหารประเทศด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณเยียวยาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยต้องไม่ละเลยผู้ประกอบการกลุ่มประมง สำหรับกลุ่มขนส่ง ซึ่งเป็นต้นน้ำของระบบเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยในการประชุมครั้งนี้ ตัวแทนผู้ประกอบการทั้งสองกลุ่มได้เข้ามาบอกเล่าปัญหาความเดือดร้อน และหารือถึงแนวทางการช่วยเหลือที่ตรงจุดและเหมาะสม

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า 2.โครงการแลนด์บริดจ์ เสี่ยงซ้ำรอย EEC และอาจพาไทยอยู่ใต้เงามหาอำนาจ หากรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ด้วยปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากเหตุผลทางการเงินไม่มีความคุ้มค่า เรายิ่งต้องระมัดระวังไม่ทิ้งไพ่ใบสำคัญ หรือฝากอนาคตทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของไทยไว้กับมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง และ 3.ข้อห่วงใยต่อการเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เนื่องจากมีความเสี่ยงจะเป็นการใช้เงินโดยไร้หลักการ กู้มาแจกระยะสั้น เพื่อหวังคะแนนนิยม แต่ไม่เตรียมพร้อมรับมือกรณีสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ โดย ครม. เงาเสนอว่า รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส รัดกุม ไม่ใช้งบประมาณแบบหว่านแห และต้องแสดงแผนการใช้คืนหนี้ที่ชัดเจนต่อสาธารณะ

ด้านน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่า การเยียวยาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ต้องประสบกับภาวะเดือดร้อนยังคงตกหล่นไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุม และน้อยเกินไป แต่เมื่อดู พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท พบว่าไม่ได้มีการพูดถึงการเยียวยากลุ่มที่ตกหล่นแต่อย่างใด ยังคงเป็นการเทหมดหน้าตัก งบประมาณ 200,000 ล้านบาท คือการเยียวยาในโครงการคนละครึ่ง ซึ่งเป็นแบบหวานแห ไม่มีการคัดกรอง ขณะนี้เจอปัญหาว่า คนที่เดือดร้อนอาจจะไม่ได้รับ คนที่ได้รับอาจจะไม่ได้เดือดร้อน หากเราสังเกตดูโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกมาทีเดียว 4 เดือนใช้งบประมาณในแผนการเยียวยาเกือบหมด รัฐบาลคิดว่าสงครามจะสิ้นสุดในเร็ววันนี้ใช่หรือไม่ ถ้าหลังจาก 4 เดือนนี้วิกฤตยังยืดเยื้อ ราคาพลังงานอยู่ในระดับที่สูง จะต้องกู้ก้อนใหม่หรือไม่ การกู้รอบนี้อาจจะเป็นการกู้รอบสุดท้ายเพราะทุกอย่างกำลังอยู่ในสภาวะที่ไม่ได้อนุญาตให้รัฐบาลกู้ครั้งใหม่ได้อีก  แต่กลับถมเงินก้อนเยียวยาใช้ให้หมดภายใน 4 เดือน

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนอีก 200,000 ล้านบาทที่เป็นแผนการเปลี่ยนผ่านต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ  เราเห็นว่ายังไม่เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วน ควรออกเป็น พ.ร.บ.มากกว่าการเป็น พ.ร.ก. อยากให้รัฐบาลทบทวนรายละเอียดให้ชัดเจนนำมาเสนอต่อสภาฯ คิดว่าไม่เกิน 3 เดือนน่าจะผ่าน พ.ร.บ.นี้ได้โดยไม่ยุ่งยากและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 

ขณะที่นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า รัฐบาลพยายามลดแรงเสียดทานโดยมอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไปศึกษาเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์เพิ่มเติมอีก 90 วัน แต่อยากชวนสังคมให้เห็นว่ามีเรื่องที่ครอบแลนด์บริดจ์ขึ้นไปอีก 2 ชั้น ที่เราควรร่วมกันพิจารณา
ชั้นแรก เรื่องแลนด์บริดจ์อยู่ภายใต้ร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งคล้ายกับโครงการ EEC ที่เกิดขึ้นมาแล้วในภาคตะวันออก เป็นการให้อำนาจพิเศษบายพาสข้ามผ่านกฎหมายเก่าที่มีอยู่แทบทั้งหมด ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดปัญหาซ้ำรอยกับภาคตะวันออก เพราะขาดการมีส่วนร่วมและปัญหาอื่นๆ ที่ตามมา ชั้นที่ 2 คือปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ชัดเจนว่าความคุ้มค่าทางการเงินมีความเสี่ยง มองย้อนไปอัตราผลตอบแทนทางการเงินมีเพียง 4% เท่านั้น ส่วนมูลค่าปัจจุบันสุทธิติดลบ 4 หมื่นล้าน จึงค่อนข้างเสี่ยงว่าจะมีใครมาลงทุน รัฐบาลจึงนำปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลกมาร่วมพิจาณา ซึ่งสมเหตุสมผล แต่ก็น่ากังวล 

“เพราะโครงการนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ของไทย หากไทยทิ้งไพ่ใบสำคัญนี้ให้ชาติมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง จะยิ่งเป็นความเสี่ยงให้เราเกิดจุดเปราะบางทั้งในเชิงพลังงานและความมั่นคงในอนาคต รัฐบาลจึงจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรอบคอบ ถ้าจะทำควรใช้โอกาสนี้วางจุดยุทธศาสตร์ใหม่ของไทย กระจายความเสี่ยงเป็นจุดร่วมลงทุนของประเทศต่างๆ ทั้งในเชิงเทคโนโลยีและประเทศที่ร่วมลงทุน” นายวีระยุทธ กล่าว

ส่วนน.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่า ยืนยันว่า เราไม่ได้ขวางการพัฒนา แต่ต้องรู้ทันรัฐบาล ต้องมองภาคใหญ่กว่าแลนด์บริดจ์ ว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องการจริงๆ คือนิคมอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้น ภายใต้ พ.ร.บ.SEC 

“วันนี้รัฐบาลอย่าใช้โอกาสนี้ เอาจุดอ่อนของภาคใต้มาขายฝัน แน่นอนว่าคนใต้ต้องการเครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวใหม่ ต้องการการต่อยอดทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ ต้องการการสร้างงาน เศรษฐกิจ รายได้ แต่การที่คุณเอาแลนด์บริดจ์มาโฆษณา โดยไม่พูดถึงว่า จริงๆ แล้ว แลนด์บริดจ์มีที่มาที่ไปอย่างไร จะมีอะไรเกิดขึ้นกว่าแลนด์บริดจ์ เป็นการขายฝัน และฉวยโอกาสมากเกินไป” นางสาวภคมน กล่าว

น.ส.ภคมน กล่าวว่า เนื่องจากต้องตอบให้ได้ว่า การสร้างเศรษฐกิจ แต่เม็ดเงินที่ได้นั้น สร้างให้กับใคร มีบทเรียนให้เห็นกันอยู่แล้ว EEC ในภาคตะวันออก ใครจะการันตีว่า จะไม่เกิดขึ้นซ้ําในภาคใต้อีก น่าเสียดายที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยกเลิกการลงพื้นที่ อยากให้ลงไปรับฟังประชาชนจริงๆ ไม่ใช่จากการจัดตั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการกว้านซื้อจากที่ดินไปแล้ว 500 ไร่ จากบริษัทนอมินี ซึ่งคนในพื้นที่รู้จักกัน ในนามของอาม่า จึงคิดว่ารัฐมนตรีที่เชี่ยวชาญในภาคใต้ จะหาเจอแน่นอนถ้าไปลงพื้นที่ 

น.ส.ภคมน กล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลไม่มีความจริงใจ และไม่มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ  ทุกอย่างดูเร่งรีบเร่งรัดไปหมด ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ตอบคําถามเรื่องการยืนยันและการันตีว่าโครงการแลนด์บริดจ์ จะไม่เป็นการเอื้อทุนต่างชาติเข้ามาเช่าที่ดินว่า ให้ดูน่าท่าน ท่านไม่เคยเอื้อประโยชน์ให้กับใคร แต่การตอบแบบนี้ มักง่ายไปหน่อย ท่านเอาแค่หน้าท่านมาการันตี ว่าท่านจะไม่ทําเพื่อใคร แต่วันนี้สิ่งที่เราต้องพูดกันคือผลประโยชน์ของประชาชน ต้นทุนทรัพยากรของประเทศ ดังนั้น ต้องมีการยืนยันด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการที่บอกว่า ตัวเองเป็นคนดี ให้เชื่อฉันสิ 

นายพิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ให้ความเห็นเกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์ว่า ถ้ามหาอำนาจที่รู้ว่าการลงทุนมหาศาลไม่คุ้มค่าในแง่ของเศรษฐกิจการลงทุนเม็ดเงิน แต่ยังพร้อมที่จะมาลงทุนยิ่งทำให้รัฐบาลประเทศไทยต้องมีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น คือการต่างประเทศเป็นเรื่องของการต่อรอง 

นายพิศาล กล่าวต่อว่า การต่อรองก็คือการใช้จุดแข็งของประเทศมาเป็นไพ่ในการต่อรอง จุดแข็งของประเทศก็เป็นเรื่องของที่ตั้ง ขอยืนยันว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่มีที่ตั้งสำคัญและสามารถใช้เป็นไพ่ ถ้าเล่นเป็นกับมหาอำนาจทั้ง 2 ฝ่ายได้อย่างชัดเจน   ต่อมาคือเรื่องทรัพยากร ขนาดเศรษฐกิจ และความสามารถของผู้นำที่จะใช้ไพ่และสร้างไพ่ให้เป็นประโยชน์ แลนด์บริดจ์จะเป็นการสร้างไพ่ ส่วนจะเป็นประโยชน์หรือไม่กับประเทศไทย ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ไพ่ใบนี้ที่สร้างขึ้นมาใหม่ ทำให้พลังต่อรองของประเทศไทยกับมหาอำนาจที่มาลงทุนและมหาอำนาจประเทศอื่นที่ไม่ได้มาลงทุนมากขึ้นหรือน้อยลง ทำให้ไทยเป็นที่น่าเกรงใจ เป็นแหล่งดึงดูดเงินทุนเทคโนโลยีจากนานาประเทศมากขึ้นหรือน้อยลง ทำให้เราเป็นเพียงทางผ่านหรือส่วนต่อทางเศรษฐกิจ 

นายพิศาล กล่าวว่า เราสามารถกำหนดแนวทางที่เป็นอิสระได้มากขึ้นหรือน้อยลง ถ้าเกิดการต่างประเทศของเรามีพลังต่อรองจะทำให้เราสง่างาม ทำให้เราสามารถที่จะลดความเกรงใจที่เรามีกับมหาอำนาจ และจะทำให้มหาอำนาจทุกค่ายจะมีความเกรงใจเรามากขึ้น ถ้าตอบคำถามทั้งหมดนี้ เราดีขึ้นหมด เราสอบผ่านด้านภูมิรัฐศาสตร์ 

จากนั้นได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสอบถาม โดยเมื่อถามว่า พรรคประชาชนจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า อยู่ระหว่างการปรึกษากันภายใน เราได้รับทราบมาว่าพรรคประชาธิปัตย์จะขอเสียงในการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความด้วย คงจะต้องมีการพูดคุยกันระหว่างพรรคเพราะตอนนี้ยังไม่เห็นตัวคำร้อง ต้องดูว่าเห็นตรงกันหรือไม่ในแต่ละประเด็น ก่อนที่จะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงินฯ ในวันที่ 14 พ.ค.นี้ หากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญก่อนก็อาจจะมีการชะลอการนำ พ.ร.ก.เข้ามาให้อนุมัติเห็นชอบในสภาฯ กำลังดูจังหวะเวลาอยู่

เมื่อถามว่าจะต้องเร่งพิจารณาก่อนวันที่ 14 พ.ค.หรือไม่ ในการคุยกันกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมฝ่ายค้าน น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่าตามกฎหมายต้องกระทำก่อนการ พิจารณาในสภาฯ 

ด้านนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ พ.ร.ก.กู้เงิน ไม่เป็นการหว่านแห สอดไส้ หรือตีเช็กเปล่า มีแผนการใช้หนี้ที่ชัดเจน ถ้ารัฐบาลแยกมาตรการเยียวยาและการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างชัดเจน เราคงไม่ได้ติดใจอะไร แต่ข้อสังเกตของพวกเราคือ รัฐบาลพยายามอาศัยช่องในรัฐธรรมนูญเพื่อผ่านร่าง พ.ร.ก.ส่วนที่ถามว่าเราจะใช้ ช่องทางตามรัฐธรรมนูญยื่นตีความว่ากฎหมายถูกหรือผิด แต่หากรัฐบาลทำทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา ส่วนไหนที่เร่งด่วนออก พ.ร.ก. ที่ไม่เร่งด่วนออกเป็น พ.ร.บ.เราจะได้ไม่ต้องมาถกเถียงกันเรื่องนี้

นายวีระยุทธ กล่าวว่าข้อกังวลที่สำคัญคือการเร่งใช้เงิน 200,000 ล้านบาทภายใน 4 เดือน เรากังวลว่ารัฐบาลกู้เงินมาเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสงครามจริงหรือไม่ หรือเป็นการใช้เงินเพื่อคะแนนนิยมทางการเมืองที่กำลังลด หรือเพื่อเรียกเสียงคืนกลับมา หากเตรียมพร้อมกับสงครามและไม่อยากก่อหนี้ซ้ำในอนาคต การใช้เงินเงินก้อนนี้ยิ่งต้องระมัดระวังแต่แผนล่าสุดคือใช้เงิน 200,000 ล้านบาทภายในเวลา 4 เดือน ซึ่งไม่เหมาะสมกับการรับมือในสถานการณ์วิกฤตเป็นอย่างยิ่ง

Leave a comment