
ท้าวหิรัญพนาสูร อสูรคู่พระบารมี ร.6
วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ทุกวันนี้ ที่ศาล “ท้าวหิรัญพนาสูร” หรือ “ฮู” ภายในเขตพระราชวังพญาไท เป็นสถานที่ที่มีคนไปกราบไหว้ขอพรกันเป็นจำนวนมาก ทำไมจึงมีศาลของท่านอยู่ในเขตพระราชวังพญาไท มาไล่เลียงเรื่องราวของท่านกัน ดังนี้
เรื่องราวของ “ท้าวหิรัญพนาสูร” เริ่มต้นขึ้นเมื่อจะสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ประพาสมณฑลพายัพ ในปี พ.ศ. 2449 ซึ่งยุคนั้นยังเดินทางด้วยม้าจากปลายทางรถไฟเข้าป่าไป บรรดาข้าราชสำนักมีหน้าที่ตามเสด็จฯ ต่างพากันหวาดกลัวภัยอันตราย เพราะเส้นทางการเดินทางเต็มไปด้วยป่าเขากันดาร มีสัตว์ป่าดุร้าย พระองค์จึงมีพระราชดำรัสกับบรรดาข้าราชสำนักว่า
“…ธรรมดาเจ้าใหญ่ นายโตจะเสด็จแห่งใดก็ดี คงจะมีทั้งเทวดาและปีศาจฤาอสูรเปนสัมมาทิษฐิ คอยติดตามป้องกันภยันตราย…” ในคืนนั้นเอง มีผู้ติดตามท่านหนึ่งฝันเห็นชายรูปร่างกำยำใหญ่โต เข้ามาบอกว่าตนเป็นอสูรชาวป่า มีชื่อว่า “หิรันย์” จะขอติดตามเสด็จรัชกาลที่ 6 และดูแลปกปักรักษามิให้อันตรายใดๆ มากล้ำกราย เมื่อตื่นจากฝัน ผู้ติดตามจึงทูลเรื่องนี้แก่พระองค์ท่าน
เมื่อรัชกาลที่ 6 ทรงได้ยินเช่นนั้น จึงมีรับสั่งให้จัดธูปเทียนเครื่องสังเวยเซ่นบูชาในบริเวณป่าที่ประทับ และเมื่อถึงเวลาเสวยค่ำในทุกวัน ได้ทรงแบ่งพระกระยาหารของพระองค์เป็นเครื่องเซ่นพระราชทานแด่อสูรนั้นเสมอเมื่อเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า “ท้าวหิรัญพนาสูร” (หากสะกดตามลายพระราชหัตถเลขา เขียนเป็น “ท้าวหิรันยพนาสูร”)
นอกจากนี้ ยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้หล่อรูปท้าวหิรัญพนาสูร พร้อมเครื่องประดับยศแบบไทยโบราณ จำนวน 4 องค์ แต่ละองค์มีความสูง 20 เซนติเมตร ประดิษฐานตามสถานที่ต่างๆ ได้แก่ ห้องพระบรรทม, รถยนต์พระที่นั่ง, กรมมหาดเล็กหลวง และบ้านพระยาอนิรุทธเทวาต่อมา พ.ศ.2465 โปรดเกล้าฯ ให้หล่อรูปท้าวหิรัญพนาสูรขนาดใหญ่ด้วยทองสัมฤทธิ์ขึ้นมาอีก 1 องค์ ถือไม้เท้าประดับยศ และมีพระราชพิธีบวงสรวงเพื่ออัญเชิญเข้าสิงสถิตภายในศาล ซึ่งตั้งอยู่ใน “พระราชวังพญาไท” เป็นที่รู้จักกันในฐานะเทพารักษ์ผู้ปกปักรักษาพระราชวังพญาไทสืบมาจนถึงปัจจุบัน
อีกตำนานหนึ่งเล่าว่า ครั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ได้ทรงพระสุบินนิมิตถึง ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินประพาสมณฑลพายัพ เมื่อ พ.ศ. 2448-2449 โดยทรงเห็น (ในฝัน) เป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ และนามว่า “หิรันย์”
ในพระสุบิน หิรันย์เข้ามากราบบังคมทูลว่า จะขอถวายความจงรักภักดี อาสาเป็นมหาดเล็ก เพื่อคุ้มครองไม่ให้มีภยันตรายใด ๆ เกิดแก่พระองค์ ให้ได้รับความปลอดภัยตลอดการประพาสคราวนั้นเมื่อทรงตื่นจากพระบรรทม ทรงเล่าพระสุบินแก่ พระยาอนุศาสน์จิตรกร (ขณะนั้นยังเป็น ‘หลวงบุรีนวราษฐ์’) พระยาอนุศาสน์จิตรกรจึงร่างภาพตามที่ตรัส และนำแบบร่างนั้นมาหล่อเป็นองค์ท้าวหิรัญพนาสูรขนาดเล็กในการเดินทางคราวนั้น ปรากฏว่าทั้งรัชกาลที่ 6 และข้าราชบริพารที่ตามเสด็จครั้งนั้นไม่มีใครเจ็บไข้ได้ป่วย หรือประสบเหตุอันตรายใด ๆ เลย จึงเป็นที่เลื่องลือว่า ที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ มีอสูรเป็นเทพบริวารคอยรับใช้เห็นจะจริงดังนิมิต
แม้จะผ่านไปหลายปี แต่เรื่องราวและความเชื่อเกี่ยวกับท้าวหิรัญพนาสูรไม่เคยเสื่อมคลายไปจากพระราชหฤทัยของรัชกาลที่ 6 เลย ในภายหลังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเทวรูปท้าวหิรัญพนาสูรขนาดใหญ่ ตั้งไว้ที่พระราชวังพญาไท ประหนึ่งเป็นศาลพระภูมิประจำวัง โดยให้พระยาอุทรธุรศิลป์ (ม.ล.ช่วง กุญชร) เจ้ากรมบัญชาการ กรมศิลปากร เป็นผู้กองจัดสร้าง ได้เสวกตรี พระเทพรจนา (สิน ปฏิมาประกร) เป็นผู้ปั้นต้นแบบ นายมาริโอ แกลเลตตี (Mr. Mario Galetti) วิศวกรชาวอิตาเลียน เป็นผู้คุมการหล่อแบบ และได้ “นายตาบ พรพยัคฆ์” เป็นหุ่นและรูปหน้าต้นแบบของท้าวหิรัญพนาสูร
งบประมาณการสร้างในครั้งนั้น เป็นเงินทั้งสิ้น 2,216 บาท 25 สตางค์ โดยมีการสร้างศาลสำหรับประดิษฐานประติมากรรม ณ พระราชวังพญาไท บริเวณริมคลองสามเสน โดยรัชกาลที่ 6 เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเจิมรูปท้าวหิรัญพนาสูรด้วยพระองค์เอง ในวันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2466
“นายตาบ” ผู้เป็นแบบของการหล่อรูปท้าวหิรัญพนาสูรนั้น เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2428 เป็นบุตรนายทัดกับนางพริ้ม มีทวดคือหลวงรามณรงค์ (พร) ปู่คือหลวงฤทธิสงคราม (เสือ)
นายตาบเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่และมีกำลังวังชาแข็งแรงมาก เมื่ออายุได้ 18 ปี พระพี่เลี้ยงของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ (รัชกาลที่ 6) จึงพาเข้าเฝ้าเพื่อถวายตัวเป็นมหาดเล็ก
หลังจากเป็นต้นแบบการสร้างท้าวหิรัญพนาสูร นายตาบก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนหิรัญปราสาท” เพื่อให้มีราชทินนามสัมพันธ์กับ “ท้าวหิรัญพนาสูร” นั่นเอง
ครั้งหนึ่ง ขุนหิรัญปราสาทได้กราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทาน “นามสกุล” จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามธรรมเนียมนิยมของเหล่าขุนนางข้าราชการยุคนั้น
รัชกาลที่ 6 จึงมีรับสั่งถามถึงโคตรเหง้าเหล่ากอของขุนหิรัญปราสาท ว่าเป็นใคร มาจากไหน ทำให้ทรงทราบว่า นายตาบเป็นหลานของพระฤทธิสงคราม (เสือ) แม่ทัพหน้าในสงครามปราบ “กบฏเงี้ยว” (พ.ศ. 2445-2447) ในแผ่นดินรัชกาลที่ 5
รัชกาลที่ 6 รับสั่งว่า “ไอ้ตาบมันเป็นลูกหลานของแม่ทัพหน้าซึ่งเป็นเสือเก่า ตัวมันเองก็มีรูปร่างสูงใหญ่ น้ำใจก็กล้าหาญอดทน ต้องตั้งนามสกุลของมันให้สมกับที่ปู่ย่าตาทวดเป็นเสือที่ประเสริฐมาแต่เดิม”
นามสกุลที่พระราชทานแก่นายตาบครั้งนั้น คือ “พรพยัคฆ์”มีเรื่องเล่าเป็นเกร็ดเล็กๆ ว่า ในหลวงรัชกาลที่ 6 ไม่ทรงโปรดการไว้หนวด ทรงให้มหาดเล็กทุกคนโกนหนวดให้เกลี้ยงเกลา มีแต่ขุนหิรัญปราสาทกลับเป็นคนเดียวที่ได้รับการยกเว้น ดังที่ทรงรับสั่งว่า“หนวดของไอ้ตาบมันสวยดี”
ขุนหิรัญปราสาทจึงภูมิใจในหนวดของตนมากและไว้หนวดตลอดอายุขัย จนถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2507 ในวัย 79 ปีในบทสัมภาษณ์ของ ขุนตำรวจเอก พระมหาเทพกษัตรสมุห (เนื่อง สาคริก) อดีตข้าราชบริพารในรัชกาลที่ 6 ซึ่งอยู่ใน หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ หลวงอายุธประดิษฐ์ (ศุข อามระดิษ) ได้กล่าวถึง “อภินิหาร” ของท้าวหิรัญพนาสูร หรือ “ฮู” เมื่อคราวเหตุการณ์กบฏ ร.ศ. 130 ว่า
“พ.ศ. 2454 (ร.ศ. 130) คือขณะที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ประทับอยู่ที่นครปฐม ทางกรุงเทพฯ ได้เกิดมีการจับกุมพวกที่คิดกบฏขึ้น พอรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ เสนาธิการทหารบกก็รีบเสด็จขึ้นรถไฟไปเข้าเฝ้าที่นครปฐม กราบบังคมทูลเหตุการณ์ที่ได้ทำการจับกุมพวกกบฏเรียบร้อยแล้วให้ทรงทราบ
พระองค์มีพระราชดำรัสกับกรมหลวงพิษณุโลกประชานารถว่า “เมื่อคืนนี้ฉันก็ฝันไปว่า ท้าวหิรันย ฮู มาบอกว่าได้มีกบฏกันขึ้นในกรุงเทพฯ และบอกด้วยว่า เหตุการณ์เรียบร้อยแล้วไม่ต้องตกพระราชหฤทัย”
พระมหาเทพกษัตรสมุหกล่าวว่า ‘เรื่องนี้พระองค์ท่านเอง ในตอนแรกก็ไม่ทรงเชื่อพระสุบิน แต่ที่ไหนได้พอรุ่งขึ้นทูลกระหม่อมเล็ก (กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ) ก็เสด็จขึ้นมาเฝ้ากราบทูลเรื่องนี้จริง ๆ”หนังสือเล่มเดียวกันนี้ยังเล่าด้วยว่า ตลอดพระชนมชีพของรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่ท้าวหิรัญฯ มาถวายตัวรับใช้พระองค์นั้น“บางครั้ง เมื่อเสด็จประทับอยู่ในหัวเมือง มีผู้อ้างว่าได้แลเห็นคนรูปร่างล่ำสันใหญ่โตนั่งบ้างยืนบ้างอยู่ใกล้ ๆ กับที่ประทับ การเห็นนี้ไม่ใช่เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ได้เห็นพร้อม ๆ กันหลายคนก็มี และการเชื่อถือหิรันยอสูรนี้ไม่ใช่มีเฉพาะแต่ข้าราชบริพารตามเสด็จเท่านั้น ถึงแม้แต่ข้าราชการฝ่ายเทศาภิบาล (ข้าราชการต่างจังหวัด) ก็นิยมนับถือด้วย”ใครที่เลื่อมใสศรัทธาในองค์ท้าวหิรัญพนาสูร สามารถไปสักการะได้ที่ศาล ในเขตรอยต่อระหว่างพระราชวังพญาไท กับโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าได้ทุกวัน

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชวังพญาไท

ท้าวหิรัญพนาสูร

ท้าวหิรัญพนาสูรองค์เล็กสมัย ร.6

ท้าวหิรัญพนาสูรหน้ารถพระที่นั่ง

นายตาบ พรพยัคฆ์

ภาพถ่ายศาลท้าวหิรัญพนาสูรเดิม