
เอ็ดดี้ ผ่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน สะพานข้ามวิกฤต หรือ หนี้ซื้อเวลา? จี้รัฐบาลตอบให้ชัด 4 ข้อใหญ่
วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.18 น.
วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์จข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เงินกู้ก้อนนี้จะเป็น “สะพานข้ามวิกฤต” หรือจะกลายเป็น “หนี้เพื่อซื้อเวลา” ?
หมายเหตุ ผมจะขอวิจารณ์หรือตั้งคำถามกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน โดยไม่เลือกอยู่ข้างรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่จะให้ความเป็นธรรมกับเหตุผลของทั้ง 2 ฝ่ายค้าน โดยตั้งคำถามหรือสนับสนุนอยู่ในมุมของประชาชน ในฐานะที่ผมเป็นประชาชน
พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
ประเด็นไม่ใช่ว่า “ควรกู้หรือไม่ควรกู้” แบบขาวดำ แต่คือ ควรกู้ด้วยเครื่องมือพิเศษระดับ พ.ร.ก. หรือไม่ และควรกู้ใหญ่ถึง 4 แสนล้านทันทีหรือไม่
พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน “ไม่ผิดโดยตัวมันเอง” แต่จะดีหรือเสีย ขึ้นอยู่กับว่าเงินถูกใช้เป็น “กันชนวิกฤต + ลงทุนลดต้นทุนพลังงานระยะยาว” หรือกลายเป็น “เงินแจกระยะสั้นที่เพิ่มหนี้ถาวร”
ถ้าใช้ถูกทาง พ.ร.ก.นี้อาจเป็น “สะพานข้ามวิกฤต” คือช่วยประชาชนระยะสั้น และเร่งปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาว
ถ้าใช้ผิดทาง มันจะกลายเป็น “หนี้เพื่อซื้อเวลา” คือแจกเงินให้เศรษฐกิจดูไม่ทรุดในวันนี้ แต่ทิ้งภาระให้รัฐบาลหน้าและคนรุ่นหลัง
ปัญหาไม่ใช่การกู้เงิน 4 แสนล้านอย่างเดียว แต่คือคำถามว่า รัฐบาลกำลังกู้เพื่อ “ดับไฟ” หรือกู้เพื่อ “ซื้อคะแนนนิยม” เพราะเงินกู้หมดได้ในสองปี แต่หนี้สาธารณะจะอยู่กับประเทศไปอีกหลายทศวรรษ
รัฐบาลพูดถูกว่า วิกฤตพลังงานต้องรีบรับมือ แต่ฝ่ายค้านก็ถามถูกว่า ความรีบนั้นจำเป็นต้องใหญ่ถึง 4 แสนล้านและต้องผ่าน พ.ร.ก.หรือไม่ นี่จึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ช่วยประชาชน” กับ “ไม่ช่วยประชาชน” แต่คือการถามว่า เราจะช่วยประชาชนอย่างไร โดยไม่ทำให้อนาคตของประเทศกลายเป็นหลักประกันหนี้ทางการเมือง
ส่วนที่ผมเห็นด้วยกับ ปชป.
ผมเห็นด้วยกับประชาธิปัตย์อยู่ค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่เห็นด้วยทั้งหมด
เพราะประเด็นไม่ใช่ว่า “ควรกู้หรือไม่ควรกู้” แบบขาวดำ แต่คือ ควรกู้ด้วยเครื่องมือพิเศษระดับ พ.ร.ก. หรือไม่ และควรกู้ใหญ่ถึง 4 แสนล้านทันทีหรือไม่
ผมเห็นด้วยว่า รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้หนักกว่านี้ว่าเป็นภาวะ “จำเป็น เร่งด่วน และหลีกเลี่ยงไม่ได้” จริง
เพราะการออก พ.ร.ก. ไม่ใช่การใช้งบประมาณปกติ แต่เป็นการใช้อำนาจพิเศษนอกกระบวนการงบประมาณปกติ รัฐธรรมนูญมาตรา 172 วางหลักไว้ว่า พ.ร.ก. ต้องเป็นกรณีฉุกเฉิน จำเป็นรีบด่วน และหลีกเลี่ยงไม่ได้
ถ้ารัฐบาลบอกว่า “ต้องกู้เพราะวิกฤตพลังงาน” รัฐบาลต้องตอบให้ชัดอย่างน้อย 4 ข้อ
1. วิกฤตนี้รุนแรงถึงขั้นต้องใช้อำนาจพิเศษหรือไม่
2. ทำไมใช้งบประมาณปกติ โอนงบกลาง หรือลดภาษีน้ำมันบางส่วนไม่ได้
3. ทำไมต้อง 4 แสนล้าน ไม่ใช่ 1 แสนล้าน หรือ 2 แสนล้านก่อน
4. เงินส่วน “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” เป็นเรื่องเร่งด่วนทันทีจริงหรือเป็นการลงทุนระยะยาวที่ควรเข้าแผนงบประมาณปก
ส่วนที่ผมไม่เห็นด้วยกับ ปชป.ทั้งหมด
ผมไม่เห็นด้วยถ้าจะบอกว่า ต้องรอให้ GDP ติดลบแบบต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ หรือโควิดก่อน จึงจะเรียกว่า “วิกฤต”
ในทางเศรษฐศาสตร์ วิกฤตไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก GDP ติดลบเสมอไป บางวิกฤตเริ่มจาก ต้นทุนพลังงานพุ่ง เงินเฟ้อพุ่ง รายได้จริงของประชาชนหด และธุรกิจเล็กเริ่มขาดสภาพคล่อง ก่อนที่ตัวเลข GDP จะติดลบในภายหลัง
ตอนนี้มีสัญญาณจริงว่าเศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงาน ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินเมื่อ 29 เม.ย. 2569 ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตเพียง 1.5% และเงินเฟ้อทั่วไปขึ้นเป็น 2.9% จากแรงกดดันด้านพลังงาน และราคาน้ำมันโลกก็ผันผวนแรงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง
ดังนั้น ถ้าถามว่า รัฐบาลควรมีมาตรการรับแรงกระแทกหรือไม่ คำตอบคือ ควรมี
อย่างไรก็ตาม แต่ถ้าถามว่า ควรออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านทั้งก้อนหรือไม่ คำตอบคือ ยังไม่ควรให้ผ่านง่าย ๆ โดยไม่มีรายละเอียดโครงการและตัวชี้วัดที่ชัดเจน
ปัญหาใหญ่คือ เงินกู้ก้อนนี้ถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ เยียวยาประชาชน 2 แสนล้าน และเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้าน
ส่วนเยียวยา ยังพออธิบายความเร่งด่วนได้ เพราะค่าครองชีพกระทบประชาชนทันที
แต่ส่วนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องถามหนักกว่าเดิมว่า
ถ้าเป็นโซลาร์เซลล์ พลังงานทดแทน โครงสร้างพื้นฐาน หรือการลดพึ่งพาฟอสซิล สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็น แต่เป็นเรื่อง “ฉุกเฉิน” ถึงขั้นต้องใช้ พ.ร.ก. หรือไม่
นี่คือจุดที่ผมคิดว่า ปชป.โจมตีได้ถูกเป้า เพราะการเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นนโยบายระยะยาว ควรผ่านกระบวนการงบประมาณ แผนพลังงานชาติ หรือกลไกลงทุนปกติ มากกว่าถูกพ่วงเข้าไปใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
เรื่อง “ลดภาษีน้ำมัน” ที่ ปชป.เสนอ
ข้อเสนอให้ลดภาษีน้ำมันมีข้อดีคือ เร็ว เข้าใจง่าย และลดราคาหน้าปั๊มทันที
แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์ก็มีข้อเสียมาก
หนึ่ง ลดภาษีน้ำมันช่วยทุกคน ไม่ได้ช่วยเฉพาะคนเดือดร้อน คนใช้รถใหญ่ ใช้น้ำมันมาก ก็ได้ประโยชน์มากกว่าคนจนที่ใช้ขนส่งสาธารณะ
สอง ทำให้รัฐเสียรายได้ทันที ทั้งที่รัฐกำลังมีปัญหาพื้นที่การคลังจำกัด
สาม ถ้าลดแล้ว ประชาชนจะคาดหวังให้ลดต่อ การดึงภาษีกลับขึ้นภายหลังทำได้ยากทางการเมือง
ดังนั้น ผมไม่คิดว่าการลดภาษีน้ำมันเป็นคำตอบที่ดีที่สุดเสมอไป ทางที่ดีกว่าคือ ช่วยเฉพาะกลุ่มที่โดนผลกระทบจริง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการขนส่งรายเล็ก เกษตรกร SME และครัวเรือนเปราะบาง มากกว่าลดราคาพลังงานแบบเหวี่ยงแหทั้งระบบ
ประชาธิปัตย์พูดถูกว่า รัฐบาลยังพิสูจน์ความจำเป็นของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านได้ไม่พอ แต่ถ้าบอกว่าเศรษฐกิจต้องติดลบก่อนถึงจะเรียกว่าวิกฤต นั่นก็แคบเกินไป เพราะวิกฤตพลังงานฆ่าเศรษฐกิจได้ตั้งแต่วันที่ GDP ยังเป็นบวก แต่ประชาชนเริ่มติดลบในกระเป๋าแล้ว
ส่วนที่ผมเห็นด้วยกับรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ผมก็เห็นด้วยกับรัฐบาลในบางประเด็น
ประเด็นแรกคือ รัฐบาลมีหน้าที่ต้อง “ลงมือก่อนวิกฤตลุกลาม” ไม่ใช่รอให้เศรษฐกิจพังจนตัวเลข GDP ติดลบก่อน แล้วค่อยบอกว่านี่คือวิกฤต
เพราะวิกฤตพลังงานไม่เหมือนวิกฤตโควิดที่เห็นภาพชัดทันทีว่าเมืองปิด โรงงานหยุด คนตกงานพร้อมกันทั้งระบบ แต่วิกฤตพลังงานเป็นวิกฤตแบบค่อย ๆ บีบคอประชาชน เริ่มจากราคาน้ำมัน ค่าไฟ ค่าขนส่ง ต้นทุนอาหาร และค่าครองชีพ ก่อนจะลามไปถึงกำลังซื้อ ธุรกิจรายเล็ก และการจ้างงาน
ถ้ารัฐบาลรอจนประชาชนเจ็บหนักแล้วค่อยขยับ อาจช้าเกินไป
ตรงนี้ผมคิดว่ารัฐบาลมีเหตุผลพอสมควร เพราะแรงกระแทกจากตะวันออกกลางไม่ใช่เรื่องที่ไทยควบคุมได้ ราคาพลังงานเป็นปัจจัยภายนอก แต่ผลกระทบตกใส่กระเป๋าคนไทยโดยตรง รัฐบาลจึงต้องมีมาตรการกันชน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนรับแรงกระแทกเองทั้งหมด
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นด้วยคือ การช่วยเหลือแบบเจาะกลุ่มอาจดีกว่าการลดภาษีน้ำมันแบบเหวี่ยงแห
ถ้ารัฐลดภาษีน้ำมัน ทุกคนได้ประโยชน์เหมือนกันหมด ทั้งคนจน คนชั้นกลาง คนใช้รถเล็ก คนใช้รถใหญ่ บริษัทขนส่งรายใหญ่ และคนที่ใช้น้ำมันมาก แต่คนที่เดือดร้อนจริงอาจไม่ได้รับความช่วยเหลือมากที่สุด
ดังนั้น หากเงินกู้ส่วนเยียวยาถูกออกแบบให้ช่วยกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย SME ผู้ประกอบการขนส่งรายเล็ก และครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจริง วิธีนี้อาจมีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์มากกว่าการอุดหนุนราคาน้ำมันทั้งระบบ
อีกข้อหนึ่งที่ควรให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลคือ รัฐบาลไม่ได้เสนอเพียง “แจกเงิน” อย่างเดียว แต่พยายามวางกรอบว่าเงินกู้ก้อนนี้มี 2 เป้าหมาย คือ เยียวยาระยะสั้น และปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาว โดยรายงานข่าวระบุว่ารัฐบาลแบ่งกรอบวงเงินเป็น 2 แผนใหญ่ คือช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการประมาณ 2 แสนล้านบาท และเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอีกประมาณ 2 แสนล้านบาท
ถ้าดูในแง่นี้ รัฐบาลไม่ได้อธิบายเงินกู้ก้อนนี้ในฐานะ “เงินแจกเพื่อพยุงคะแนนนิยม” เพียงอย่างเดียว แต่อธิบายว่าเป็นการใช้วิกฤตเป็นจังหวะในการลดความเปราะบางด้านพลังงานของประเทศ
ตรงนี้เป็นเหตุผลที่รับฟังได้
เพราะถ้าวิกฤตตะวันออกกลางทำให้ไทยเห็นชัดว่า ประเทศเรายังพึ่งพาพลังงานนำเข้ามากเกินไป การเร่งลงทุนเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน ก๊าซ และฟอสซิล ก็อาจไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่อง “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ด้วย
พูดอีกแบบคือ พลังงานสะอาดในยามปกติอาจเป็นนโยบายระยะยาว แต่ในวันที่ราคาน้ำมันโลกผันผวนหนัก มันอาจกลายเป็นวาระความมั่นคงของประเทศ
รัฐบาลยังมีจุดที่ควรรับฟังคือ การลดวงเงินจากกระแสข่าวเดิม 5 แสนล้านบาท เหลือ 4 แสนล้านบาท โดยฝ่ายรัฐบาลอธิบายว่าเป็นการคำนึงถึงวินัยการคลัง และจะทยอยกู้ ไม่ใช่กู้เงินมากองไว้ทั้งก้อน
ถ้าทำได้จริง นี่เป็นจุดที่ควรสนับสนุน
เพราะการทยอยกู้ตามโครงการจริง ย่อมดีกว่าการกู้เงินก้อนใหญ่เข้ามารอใช้โดยไม่มีโครงการรองรับ และถ้ามีระบบกลั่นกรองที่โปร่งใสจริง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการใช้เงินผิดเป้าหมาย
ดังนั้น ในมุมที่เป็นธรรมกับรัฐบาล ผมเห็นด้วยว่า รัฐบาลควรมีเครื่องมือทางการคลังเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน ไม่ควรถูกบังคับให้ยืนดูประชาชนรับภาระค่าครองชีพเพียงลำพัง และไม่จำเป็นต้องรอให้เศรษฐกิจพังจนเห็นตัวเลขติดลบก่อนจึงจะลงมือ
แต่การเห็นด้วยกับ “ความจำเป็นในการมีมาตรการ” ไม่ได้แปลว่าเราต้องเห็นด้วยอัตโนมัติกับ “ขนาดวงเงิน วิธีการกู้ และรายละเอียดการใช้เงินทั้งหมด”
นี่คือเส้นแบ่งที่สำคัญ
ผมเห็นด้วยว่ารัฐบาลต้องมีมาตรการรับมือ
แต่รัฐบาลก็ต้องตอบให้ได้ว่า มาตรการนั้นจำเป็นต้องเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านจริงหรือไม่
ผมเห็นด้วยว่าประชาชนต้องได้รับการเยียวยา
แต่รัฐบาลก็ต้องพิสูจน์ว่าเงินจะไปถึงประชาชนที่เดือดร้อนจริง ไม่ใช่รั่วไหลไปสู่โครงการการเมือง
ผมเห็นด้วยว่าประเทศต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน
แต่รัฐบาลก็ต้องอธิบายว่าอะไรคือโครงการเร่งด่วน อะไรคือโครงการระยะยาว และเหตุใดจึงต้องใช้เงินกู้ฉุกเฉิน
เพราะฉะนั้น จุดยืนของผมจึงไม่ใช่ “ค้านรัฐบาล” และไม่ใช่ “เชียร์รัฐบาล”
แต่คือการบอกว่า รัฐบาลมีเหตุผลที่รับฟังได้ แต่ยังมีคำถามที่ต้องตอบให้ชัดกว่านี้
พูดให้ชัดที่สุดคือ ผมเห็นด้วยกับรัฐบาลในหลักการว่า วิกฤตพลังงานต้องมีมาตรการรับมือ และไม่ควรรอให้ประชาชนล้มก่อนจึงค่อยช่วย แต่ผมยังไม่พร้อมเห็นด้วยแบบไม่มีเงื่อนไขกับการใช้
พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพราะเงินกู้ระดับนี้ไม่ใช่แค่เครื่องมือแก้วิกฤตวันนี้ แต่เป็นภาระทางการคลังของประเทศในวันหน้า
คำถามคือ เงินกู้ก้อนนี้จะเป็น “สะพานข้ามวิกฤต” หรือจะกลายเป็น “หนี้เพื่อซื้อเวลา”
ผมยังไม่ฟันธง แต่อยากชวนทุกคนช่วยกันคิดว่า รัฐบาลตอบคำถามเรื่องความจำเป็น ความเร่งด่วน ความคุ้มค่า และความโปร่งใสได้ชัดพอแล้วหรือยัง
คุณๆ ประชาชนทั้งหลายคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ?