
โจ ชัยวัฒน์ ไขก๊อก สส. ลุยชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.-เพชร กรุณพล คัมแบ็กสภาฯ
วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.
“โจ ชัยวัฒน์”ไขก๊อก สส.เรียบร้อย ลุยชิงเก้าอี้”ผู้ว่าฯ กทม.”เต็มตัว ด้าน”เพชร กรุณพล”ได้อานิสงส์คัมแบ็กเข้าสภาฯ ชี้หาก”วิโรจน์”ไม่ติดคดี”44 สส.”คงไม่ได้มาอยู่ตรงนี้ รับรู้ดีแข่งกับ”ชัชชาติ”ไม่ง่าย ยัน”ปชน.”ตระหนักดี”ชาวเมือง”เทคะแนนผ่าน สส. จึงไม่อยากทำให้ผิดหวัง อ้อนขอความไว้วางใจ
6 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ยื่นหนังสือลาออก สส.ภายหลังเปิดตัวลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดย นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า วันนี้มายื่นเอกสารลาออก สส.ตามกระบวนการ ส่วนเสียดายหรือไม่นั้น เป็นความรู้สึกสองอย่าง ก็มีความรู้สึกเสียดาย เพราะเป็น สส.แต่ก็รู้สึกว่าประตูบานใหม่กําลังเปิดสําหรับโอกาสของคนกรุงเทพฯ ซึ่งพรรคประชาชนให้ความสําคัญกับการเลือกตั้ง กทม.ในครั้งนี้

นายชัยวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ยอมรับว่าการที่จะหาคนมาลงสมัครรับเลือกตั้ง กทม.ก็ไม่ได้ง่ายมีกระบวนการที่ยาวนาน มีการคัดเลือกอย่างรอบคอบ ซึ่งสุดท้ายทางพรรคได้ตัดสินใจส่งตนเองลงมา เพราะเราให้ความสําคัญกับสนาม กทม.จริงๆ ไม่ใช่เช่นนั้น ตนเองคงไม่ถึงขั้นต้องลาออกจากการเป็นผู้แทน อย่างไรก็ตาม ยังรู้สึกผูกพันกับการเป็นผู้แทนอยู่ แต่ความรู้สึกไม่ได้ต่างไปจากเดิม เพราะเราก็เหมือนเป็นผู้แทนของคนกรุงเทพฯ ที่รับมอบฉันทามติ และความหวังของคนกรุงเทพฯ เพื่อมาทํางานอันใหม่
นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนการที่ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ จะเลื่อนขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อ แทนตนเองนั้น คงไม่ต้องฝากบอกอะไร เพราะรู้จักและร่วมงานกันมาโดยตลอด ยินดีมากๆ ที่สภาฯ จะมีนายกรุณพล เข้ามา เรามีการพูดคุยประสานงานกันมาโดยตลอดอยู่แล้ว แม้ตนเองจะออกจากสภาฯ ไปแล้ว แต่การทํางานจะดําเนินต่อไปอย่างไร้รอยต่อ เพราะเราทํางานกันเป็นทีม มีความสามัคคีร่วมมือกัน
“จากการเปิดตัวเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา หากพูดตรงๆ ว่า ถ้าหากไม่มีปัญหา หรือความซับซ้อนจากคดี 44 สส.คนที่อยู่ตรงนี้ อาจจะไม่ใช่ตนเอง แต่เป็น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.แต่เมื่อมีคดีที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร การจะส่งนายวิโรจน์ลง จึงเป็นเรื่องที่พรรคคิดว่าไม่ควร เพราะยังมีความไม่แน่นอนหลายอย่าง เพราะฉะนั้นความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ผ่านมา ทั้งการเลือกตั้งใหญ่ จนถึงการเลือกตั้ง กทม.นี้ ตนเองจึงเป็นผู้เสนอตัวเข้ามา เป็นความยาก การจะบอกว่าจะเป็นใครนั้น จึงต้องมีการประเมินอย่างรอบด้าน ถึงได้มีการเปิดตัวทางการเมื่อวานนี้” นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงคู่แข่งอย่างนายชัชชาติ ว่า การแข่งขันในสนามนี้ มันไม่ง่าย เรารู้ดีอยู่แล้ว ทราบดีว่าความพึงพอใจกับนายชัชชาติ ของกรุงเทพฯ มีมาก แต่เราก็คาดหวังที่จะชนะ ไม่ใช่เช่นนั้นคงไม่ส่งตนเองลง เรามีเจตจํานงทําให้ กทม.เป็นมากกว่า กทม.เพื่อนําเสนอวาระทางเลือกในการเลือกตั้งทุกครั้ง เป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้รับทางเลือกใหม่ ทางเลือกแห่งการเปลี่ยนแปลง ทางเลือกแห่งโอกาสที่ดีขึ้น เราจึงอยากนําเสนอว่า กทม.จะเป็นเมืองหลวงแบบไหนให้กับคนกรุงเทพฯ จากมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนกรุงเทพฯ ได้อย่างไรบ้าง
ส่วนมองว่าตัวเลข สส.จะส่งผลต่อสนาม ส.ก.ด้วยหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า อาจไม่ได้ตรงไปตรงมา หรือง่ายขนาดนั้น เพราะคนกรุงเทพฯ ใช้ปัจจัยหลายอย่างในการตัดสินใจ ซึ่งเราก็อยากบอกว่า เมื่อคนกรุงเทพฯ เลือก สส.ของพรรคประชาชน มาแล้ว 33 เขต มอบความไว้วางใจให้กับพวกเราแล้ว
“พรรคประชาชนจึงตระหนักในเรื่องนี้ดี ว่าเราได้รับภารกิจใหญ่หลวง จากคนจากคนกรุงเทพฯ มา เราจึงอยากให้คนกรุงเทพฯ ไม่ผิดหวัง หากมีโอกาสที่พรรคประชาชนเข้ามาทําให้คนกรุงเทพฯ เขาก็จะตอบแทนความไว้วางใจที่คนกรุงเทพฯ มอบให้” นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายกรุณพล กล่าวเสริมว่า พรรคได้มีการคัดเลือกผู้สมัครเป็นแคนดิเดต ไม่ใช่แค่คนในอย่างเดียว แต่ยังมีคนนอกเข้ามาร่วมด้วย การคัดเลือกของพรรค มีเรื่องทั้งนโยบายส่วนตัว นโยบายหลัก และการทํางานร่วมกันกับ ส.ก.เดิมและใหม่ รวมถึง สส.กทม.และปริมณฑล เพราะ กทม.ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ปกครองพิเศษ ที่เราจะทํางานเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีรอยต่อที่ต้องประสานความร่วมมือในพื้นที่ใกล่เคียงอื่นๆ ที่ต้องทํางานร่วมกันด้วย ดังนั้น เราจึงเล็งเห็นว่าการที่มีผู้เสนอตัวหลายท่าน ที่ได้มีการแสดงวิสัยทัศน์ และพูดคุยกัน จึงตกตะกอนกันเช่นนี้
นายกรุณพล กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีของนายวิโรจน์นั้น หากมีคําตัดสินหรือคําวินิจฉัยของศาลฎีกา ซึ่งอาจทําให้เกิดความกังวล ว่าถ้าเราได้มีโอกาสดูแล กทม.แล้วถึงเวลานั้น มีคําพิพากษาออกมา อาจทําให้เสียโอกาส หรือเกิดปัญหาใดๆ ในอนาคตได้ จึงปิดโอกาสในการที่ต้องแก้ปัญหานี้ และเอาคนที่พรรคคิดว่า น่าจะสื่อสารได้ดี มีความรู้ความสามารถ และเหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนของคนกรุงเทพฯ คนใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมาแม้ว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.จะทําได้ดีมากๆ แต่นายชัชชาติเพียงคนเดียวไม่สามารถที่จะผลักดันวาระ กทม.ได้ ไม่ใช่การแก้เพียงเส้นเลือดฝอย แต่ปัญหาหลักคือเส้นเลือดใหญ่ รวมถึงการใช้งบประมาณที่มีข้อสงสัยในหลายครั้ง ซึ่งนายชัชชาติเองไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง มีทีมงานที่เป็นรองผู้ว่าฯ กทม.และทีมทํางานอยู่ปริมาณหนึ่ง แต่พรรคประชาชนเรามี สส.ทั้ง 33 คน มีผู้สมัคร ส.ก.ครั้งที่แล้ว เราได้ 10 กว่าเสียง แต่ครั้งนี้ เราคาดหวังว่า น่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 30 คน เพื่อผลักดันประเด็นที่สำคัญ

“การที่มี ส.ก.แต่ไม่มีผู้ว่าฯ กทม.หรือการที่มีผู้ว่าฯ กทม.แต่ไม่มี ส.ก.นั้น เราเห็นกันแล้วว่า การผลักดันประเด็นที่ผ่านมาเกิดข้อขัดแย้งจริงๆ ไม่สามารถผลักดันประเด็นที่จะพัฒนา กทม.ให้เป็นของทุกคนได้ ดังนั้น ครั้งนี้เราจึงเชื่อว่า การที่เรามีตัวแทนผู้ว่าฯ กทม.และ ส.ก.เกินครึ่งของสภาฯ กทม.จะช่วยผลักดันวาระของประชาชนในกรุงเทพฯ ได้ รวมถึง สส.อีก 33 คนของเรา และ สส.ทั้งหมด 120 คน ที่จะช่วยแก้ไขกฎหมายใหญ่ ที่เป็นอุปสรรคของ กทม.ในระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่จะแก้ไขการปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่แค่ กทม.เพียงอย่างเดียว แต่ยกระดับได้ทั่วประเทศ” นายกรุณพล กล่าว
นายกรุณพล กล่าวอีกว่า องคาพยพทั้งหมดของพรรคประชาชน และเครือข่ายทั่วประเทศ พร้อมจะเข้ามาทํางานท้องถิ่น เป็นที่ประจักษ์ให้ทุกคนได้เห็น อย่างการที่ทุกคนเห็นพรรคประชาชนทํางานท้องถิ่น จ.ลำพูน แต่นั่นยังเห็นภาพไม่ชัดเพียงพอ เพราะเรามีผู้แทน 2 คน นายก อบจ. 1 คนเท่านั้น ครั้งนี้ใน กทม.เรามีทีมพรรคประชาชนทั้งพรรค เข้ามาขับเคลื่อน กทม.เพื่อให้เป็นตัวอย่างว่า ถ้า กทม.พัฒนาได้ด้วยพรรคประชาชน ประเทศไทยจะสามารถพัฒนาได้มากขนาดไหน
