
ไฟเขียวพรก.กู้เงิน4แสนล. รับมือสู้วิกฤต ขุนคลังอ้างจำเป็นเร่งด่วน
วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ไฟเขียวพรก.กู้เงิน4แสนล. รับมือสู้วิกฤต ขุนคลังอ้างจำเป็นเร่งด่วน เตรียมชงเข้าสภา14พ.ค.นี้
นายกฯอนุทิน นำแถลงครม.ไฟเขียว ออกพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้าน หวังแก้ไขวิกฤตพลังงานจากผลกระทบตะวันออกกลาง ชี้แจงเหตุผลรัฐบาลต้องหยุดความเสี่ยงเศรษฐกิจไทย หยุดชะงักเข้าสู่เงินเฟ้อสูง ตั้งเป้าเร่งเยียวยาประชาชน และเปลี่ยนผ่านภาคพลังงาน ย้ำรักษาวินัยการคลังเคร่งครัด’เอกนิติ’แจงยิบ พ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้าน เสนอเข้าสภาฯ14พ.ค.นี้ตั้ง‘ปลัดคลัง’ปธ.กลั่นกรองโครงการฯ ยันทยอยกู้-ไม่กู้มากองก้อนเดียว คาด”ไทยช่วยไทยพลัส”แจก30ล้านสิทธิ พร้อมเปิดลงทะเบียนปลาย พ.ค.นี้
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 12.00 น.ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นำคณะรัฐมนตรี(ครม.)ร่วมแถลงข่าวรายละเอียดการออกร่างพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้กระทรวงการคลังกู้เงินพ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาทว่าวันนี้ตนและครม.ขออนุญาตมารายงานให้ทราบถึงการตัดสินใจของรัฐบาลในเรื่องของมติครม.ร่างพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤติพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศหรือที่ท่านจะได้ยินตามรายงานข่าวในชื่อสั้นๆว่าพ.ร.ก.กู้เงิน
“การตัดสินใจครั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเนื่องจากราคาพลังงานและลุกลามไปสู่ราคาอาหารและค่าของชีพของประชาชนซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ที่เป็นปกติและไม่ใช่สถานการณ์ที่เราจะรอได้ ดังนั้นหน้าที่ของรัฐบาลคือการหยุดความเสี่ยง เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจหดตัวในระยะถัดไป ซึ่งจะต้องทำอย่างทันถ่วงที”นายกฯระบุ
อ้างเหตุผลจำเป็นเร่งด่วน2ประการ
นายกฯกล่าวอีกว่าดังนั้นพวกเราจึงมีความจำเป็นและเห็นด้วยที่จะต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออก พ.ร.ก.ภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่าเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้พ.ร.ก.ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนอยู่ 2 ประการคือ 1.เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อการของชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และเพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ลดความเปราะบางและตอบโจทย์การแก้ปัญหาของประเทศ มาตรการภายใต้พ.ร.ก.ฉบับนี้จะมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ประชาชนผู้มีรายได้น้อย รายได้ปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ รวมทั้งลดต้นทุนให้กับภาคการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้ โดยไม่ถูกผลกระทบซํ้าจากต้นทุนที่สูงขึ้น และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือ ดําเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
และ2.มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนการใช้พลังงานเพื่อให้มี ประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิง การใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เพื่อให้ประเทศไทยมีต้นทุนพลังงานที่มั่นคงและแข่งขันได้ไม่ต้องเผชิญความปันผลแบบนี้ และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม โดยมีทิศทางควบคู่กันคือ ช่วยเหลือและบรรเทาการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กับการลดต้นทุนให้กับภาคเกษตรกรรมผ่านการจัดหาปุ๋ยรวมทั้งการพัฒนาทรัพยากรคนโดยการอัพสกิลรีสกิล ของเราให้มีศักยภาพในการแข่งขันของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยหลักการและเหตุผลดังที่กล่าวมา
ย้ำรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด
นายกฯกล่าวอีกว่า จึงเป็นการวางรากฐานประเทศเพื่อลดความปลอดภัยในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัดซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤติของโลกมันหายไป แต่จะทำให้มีกลไกที่จะรับมือกับปัญหา และเป็นการประคับประคองพี่น้องของเราที่มีกำลังน้อยให้สามารถฝ่าวิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกัน อีกทั้งยังจะทำให้ประเทศไทยของเรามีความเข้มแข็ง มีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สำหรับรายละเอียดของพ.ร.ก.ฉบับนี้ รมว.คลังจะชี้แจงให้ทราบต่อไปในรายละเอียด
ลั่นทำทุกอย่างเพื่อผ่านวิกฤติด้วยกัน
“ในส่วนของเชิงนโยบายพวกเราทุกคนวันนี้ยินดีเป็นเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาพบกับพี่น้องประชาชนเพื่อแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นที่จะยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชนในการที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ เราจะทำทุกอย่างจนสุดความสามารถที่เรามีอยู่ที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่พี่น้องประชาชนให้ผ่านวิกฤติการครั้งนี้ไปได้ด้วยดีด้วยกัน”นายกฯกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแถลงข่าวเสร็จสิ้น นายอนุทิน ได้เรียก นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เข้าหารือความคืบหน้าการจัดหาปุ๋ยบนตึกไทยคู่ฟ้า.
‘เอกนิติ’แจงยิบพรก.กู้เงิน4แสนล้าน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง แถลงรายละเอียดร่างพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน กรอบวงเงิน 4แสนล้านบาทว่าวิกฤตการณ์ในครั้งนี้เป็นวิกฤตระดับโลกที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของประชาชน เป็นเหตุผลสำคัญที่กระทรวงการคลังต้องเสนอให้ครม.พิจารณาอนุมัติในวันนี้เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนที่มีความจำเป็นเร่งด่วน
โดยความจำเป็นแรก เกิดจากวิกฤตในตะวันออกกลางและสถานการณ์โลกที่มีทั้งความรุนแรง ความรวดเร็วและเกิดขึ้นเป็นระลอก ซึ่งความรุนแรงที่เห็นได้ชัดคือวิกฤตพลังงานที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ความรวดเร็วของผลกระทบคือเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นจะส่งผลต่อต้นทุนทันที โดยเฉพาะประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงจึงได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว
ชี้ปล่อยวิกฤตทวีความรุนแรงแก้ยาก
“วิกฤตครั้งนี้มีความแตกต่างจากในอดีตเช่นในช่วงโควิดที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป แต่ปัจจุบันวิกฤตมาในลักษณะเป็นระลอก เริ่มจากสงครามตามมาด้วยวิกฤตพลังงานราคาน้ำมันสูง และกำลังก้าวสู่ระลอกที่สามคือวิกฤตต้นทุนการผลิตที่จะสูงขึ้น ต่อเนื่องไปยังวิกฤตค่าครองชีพที่จะกระทบคนส่วนใหญ่ และระลอกที่ห้าคือวิกฤตด้านกำลังซื้อ หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไม่แก้ไขจะยิ่งทวีความรุนแรงและแก้ได้ยากขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว
แจง2เหตุผลแก้ปากท้อง-รับมือพลังงาน
รองนายกฯกล่าวว่าดังนั้นจึงเป็นเหตุผลความจำเป็นที่ต้องมีการออกพระราชกำหนดเพื่อแก้ไขปัญหาวิถีปากท้องในครั้งนี้โดยวัตถุประสงค์หลักมี 2เรื่อง1.การแก้ปัญหาวิกฤตปากท้องเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวซึ่งไม่มีกำลังเพียงพอจะรองรับผลกระทบได้เหมือนกับกลุ่มอื่น2.การเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เนื่องจากประเทศไทยมีการพึ่งพาน้ำมันในระดับสูงทำให้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เราจึงจำเป็นต้องลดความเปราะบางและลดค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน ด้วยการเปลี่ยนจากการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมาใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อพัฒนาประเทศไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่และเตรียมความพร้อมในโลกยุคน้ำมันแพงที่จะยังคงอยู่ต่อไป
“หากเราไม่ปรับตัวในตอนนี้วิกฤตจะเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมและแก้ไขได้ยากขึ้น สำหรับวงเงินนั้นได้ตัดสินใจใช้ที่400,000ล้านบาทโดยปรับลดลงมาจากแผนเดิมที่ 500,000 ล้านบาท เพื่อยึดหลักวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด”รองนายกฯระบุ
แบ่ง2ส่วนใช้เยียวยา-ส่งเสริมใช้พลังงาน
นายเอกนิติกล่าวว่าในส่วนของงบประมาณ 400,000 ล้านบาทนี้ แบ่งเป็น 200,000 ล้านบาทแรกเพื่อใช้เยียวยา บรรเทาผลกระทบ และลดค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนโดยตรง ส่วนอีก 200,000 ล้านบาทหลังจะใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบควบคู่ไปกับการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน เช่น การส่งเสริมให้ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้นเพื่อลดความเปราะบางในระยะยาว เนื่องจากไม่สามารถคาดเดาได้ว่าวิกฤตจะยืดเยื้อเพียงใด
ยันกู้เงินไม่กระทบเพดานหนี้สาธารณะ
“วงเงินกู้จำนวนนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งจากการประเมินของกระทรวงการคลังพบว่าสัดส่วนหนี้ยังคงอยู่ที่ 70%ของ GDP ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และเป็นการเน้นย้ำถึงวินัยทางการคลัง หัวใจสำคัญคือการป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตหรือที่เรียกว่าภาวะStagflation ซึ่งประกอบด้วยปัญหาเงินเฟ้อควบคู่ไปกับวิกฤตกำลังซื้อที่หากปล่อยไว้จะยิ่งแก้ไขได้ลำบาก”นายเอกนิติ ระบุ
โอนงบ69ไม่ถึง5หมื่นล./รองบ70ไม่ทัน
รองนายกฯกล่าวว่าจากการพิจารณาแหล่งเงินทุนที่มีอยู่ พบว่าเราไม่สามารถรอการใช้งบประมาณปกติได้ เนื่องจากงบประมาณปี2569มีเงินเหลือไม่ถึงแสนล้านบาท หรือจากการรวบรวมเบื้องต้นมีอยู่ไม่เกิน 50,000ล้านบาทซึ่งไม่เพียงพอต่อสถานการณ์ การใช้งบกลางก็มีเงินเหลือเพียงประมาณ 20,000ล้านบาท ก็ต้องสำรองไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินอื่นๆ ขณะที่งบประมาณปี 2570ต้องรอไปจนถึงเดือนตุลาคมหรืออีก15เดือนข้างหน้า ซึ่งไม่ทันท่วงทีต่อความจำเป็นเร่งด่วน พระราชกำหนดฉบับนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการนำเงินมาช่วยกลุ่มเปราะบางและปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าที่ปัจจุบันสูงถึง 7-8% ของ GDP
เข้าสภา14พค.นี้/ตั้งปลัดคลังกลั่นกรอง
นายเอกนิติกล่าวต่อว่า โดยในขั้นตอนต่อไปหลังจากครม.อนุมัติพระราชกำหนดคือการรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา และภายในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ จะเสนอเข้าสู่รัฐสภา ก่อนแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองรายจ่ายเพื่อพิจารณาโครงการที่หน่วยงานต่างๆนำเสนอ สำหรับคณะกรรมการชุดนี้จะประกอบด้วยปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการบรรเทาผลกระทบประชาชนและเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานซึ่งพระราชกำหนดฉบับนี้จะระบุเป้าหมายไว้ชัดเจนกว่าฉบับอื่นๆที่เคยมีมาโดยกฎหมายมีทั้งหมดประมาณ 11มาตรา โดยมุ่งเน้นความรวดเร็วและกำหนดให้พิจารณาโครงการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ และสามารถเบิกใช้ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570
ลุยคนละครึ่งพลัส-บัตรสวัสดิการ
ขณะที่การดำเนินโครงการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเช่นโครงการคนละครึ่งพลัส หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็สามารถเสนอเรื่องเข้ามาผ่านกระบวนการกลั่นกรองได้เช่นเดียวกัน แต่เบื้องต้นโครงการคนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นเพียงตัวโครงการสามารถพิจารณาแหล่งเงินที่เหมาะสมได้นอกเหนือไปจากเงินกู้จากพ.ร.ก.ฉบับนี้ทั้งการตัดโอนงบประมาณ การใช้งบประมาณปกติ
ส่วนการกู้เงินครั้งนี้จะเป็นการกู้ในประเทศทั้งหมดจึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและปัจจุบันสภาพคล่องในระบบการเงินไทยยังอยู่ในระดับสูงกว่า 1ล้านล้านบาทตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ดังนั้นต้นทุนการกู้เงินในปัจจุบันถือว่าถูกมากเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ และจะเน้นการดำเนินโครงการระยะสั้นให้จบสิ้นภายในเดือนกันยายน 2570เพื่อให้ครอบคลุมช่วงวิกฤต
แจงขั้นตอนออกพ.ร.ก.กู้4แสนล้าน
จากนั้น นายเอกนิติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบอนุมัติพ.ร.ก.กู้เงิน 4แสนล้านบาทว่าหลังจากที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 14 พฤษภาคมนี้จะต้องเข้าไปยังที่ประชุมรัฐสภา รวมถึงจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการและประชุมเป็นนัดแรก โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ในวันนี้มีการกำหนดกรอบวัตถุประสงค์การออกพ.ร.ก.แบบกว้างๆว่ามีวัตถุประสงค์เพื่ออะไรซึ่งจะเน้นความโปร่งใสและเปิดเผยข้อมูล ก่อนย้ำว่าทุกโครงการจะต้องเข้าที่ประชุม ครม.
ยันทยอยกู้-ไม่กู้มากองก้อนเดียว
เมื่อถามย้ำว่าการออกพ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวจะนำมาใช้ในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”ใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่าไทยช่วยไทยพลัสเป็นหนึ่งในโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่จะนำมาช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการซึ่งแหล่งเงินจะมาจากตรงนี้ส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งมาจาก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ขณะนี้มีข้อมูลเบื้องต้นแล้ว รวมไปถึงงบฯปกติ ส่วนจะนำเงินจากการกู้เงินมาใช้จำนวนเท่าใดขอดูรายละเอียดก่อน แต่ยืนยันว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสมีแน่ ส่วนแหล่งเงินจะมาจากที่ใด กระทรวงการคลังจะเป็นผู้พิจารณา
นายเอกนิติ กล่าวอีกว่าในพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดโครงการต่างๆที่จะใช้งบประมาณจากส่วนนี้ชัดเจน มีเพียงเป็นวัตถุประสงค์เท่านั้น เมื่อถามว่าส่วนประกอบระยะเวลาการกู้เงินจะเป็นเท่าใด นายเอกนิติ กล่าวว่า จะเป็นการกู้เงินตามระยะเวลา ไม่ใช่เป็นการกู้มากองทีเดียว เพื่อไม่ให้เป็นต้นทุนที่กองไว้
คาด”ไทยช่วยไทยพลัส”แจก30ล้านสิทธิ
เมื่อถามว่าความชัดเจนสิทธิของประชาชนในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”จะมีจำนวนเท่าใดนั้น นายเอกนิติกล่าวว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาแต่ภาพรวมผู้ได้สิทธิปกติและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากการดูงบประมาณในเบื้องต้น คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านสิทธิ แต่ก็ต้องดูงบประมาณก่อน ส่วนตัวมองว่าจำนวน30ล้านสิทธิก็น่าจะเพียงพอ เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่เคยทำมาสามารถทำได้สูงสุด 28ล้านสิทธิ ส่วนรายละเอียดของผู้ที่จะได้ใช้สิทธิ จะเป็นผู้ที่มีอายุเกินกว่า 18ปีหรือไม่ ขอพิจารณาอีกครั้งหนึ่งก่อน
เมื่อถามว่าจะสามารถเปิดให้ลงทะเบียนกลุ่มผู้ได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ได้เมื่อใดนั้น นายเอกนิติกล่าวว่า คิดว่าจะทำพร้อมกันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม
คลังชง”ไทยช่วยไทยพลัส”เข้าครม.19พค.
ที่กระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.การคลังเปิดเผยว่าคลังเตรียมนำเสนอโครงการ”ไทยช่วยไทยพลัส”เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ในสัปดาห์หน้าและคาดว่าจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติอย่างเร็วที่สุดวันที่19พ.ค.ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน
โดยโครงการนี้เกิดจากแนวคิดที่ต้องการนำโครงการ”คนละครึ่ง”และโครงการ”บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”มารวมกันเป็นโครงการเดียว สำหรับรูปแบบของโครงการ”ไทยช่วยไทยพลัส”จะมีการออกแบบให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่พอจะมีกำลังจ่าย จะใช้รูปแบบการสมทบ โดยรัฐบาลจะช่วยสนับสนุน 60%และประชาชนจ่ายสมทบ 40%ขณะที่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหนักและไม่มีรายได้ จะได้รับเงินช่วยเหลือโดยตรงโดยไม่ต้องจ่ายสมทบ
ดีเดย์เริ่มใช้จ่าย1มิ.ย.นี้ตามเป้าเดิม
ทั้งนี้รัฐบาลยังคงตั้งเป้าหมายที่จะเปิดให้ประชาชนเริ่มลงทะเบียนปลายพ.ค.และใช้งานโครงการได้ในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ เบื้องต้นกำหนดจำนวนผู้ที่ได้รับสิทธิ์รัฐสมทบ 60% อยู่ที่ 30 ล้านคน และส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการมีจำนวน 13.4 ล้านคน ส่วนเรื่องรายละเอียดของโครงการจะมีการพิจารณาอีกครั้งในคณะกรรมการกลั่นกรองฯ
ในส่วนของแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ดำเนินโครงการนั้น นายเอกนิติชี้แจงว่า แหล่งเงินสามารถมาจากหลายส่วนประกอบกัน ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องมาจากเงินกู้เพียงอย่างเดียว โดยเบื้องต้นมี 3 แหล่งเงินที่สามารถนำมาใช้ได้ ประกอบด้วย พ.ร.ก.กู้เงิน งบกลางและงบประมาณที่ดึงกลับมาในส่วนที่ยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง
นายเอกนิติกล่าวย้ำว่า เรื่องแหล่งเงินกับเรื่องการใช้เงินนั้นเป็นคนละส่วนกัน ซึ่งทางกระทรวงการคลังจะเป็นผู้พิจารณาจัดหาแหล่งเงินที่เหมาะสมที่สุดต่อไป ขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวล เพราะการเริ่มเปิดใช้งานโครงการในวันที่ 1 มิ.ย.ยังคงเป็นไปตามเป้าหมายเดิมที่รัฐบาลได้ประกาศไว้
ปชป.เตรียมเปิด50ผู้สมัครสก.
นายสกลธีภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯเปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.)พรรคประชาธิปัตย์ว่าในช่วงเย็นวันนี้(5พ.ค.) จะมีการประกาศรายชื่อว่าที่ผู้สมัครสก.พรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง 50 เขต ภายหลังคณะกรรมการบริหารพรรคฯจะได้รับรองรายชื่อผู้สมัครทั้งหมดแล้วโดยมีอดีต สก.พรรคประชาธิปัตย์และสก.จากพรรคการเมืองอื่นๆทั้งจากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ที่มีแนวทางการทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ได้ ประมาณ 12-13คน และยังมีอดีตผู้สมัครที่มีคะแนนในพื้นที่ดีรวมถึงคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจ
โดยมั่นใจหลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กลับมานำพรรคฯ ความนิยมของพรรคฯในกรุงเทพฯ มีมากขึ้นและว่าที่ผู้สมัครพรรคฯก็ทำงานหนักจึงมั่นใจว่าหลายเขตที่พรรคจะสามารถปักธงได้มากกว่าการเลือกตั้งสก.ครั้งก่อนแน่นอน ไม่เหมือนกับการเลือกตั้ง สส.ที่พรรคประชาชน ได้ทั้ง33เขตการเลือกตั้ง
ยังอุบชื่อชิงผู้ว่ากทม.แย้มประสานรบ.ได้
นายสกลธียังกล่าวถึงสาเหตุที่ยังไม่มีการเปิดรายชื่อผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ของพรรคฯว่าเนื่องจากผู้สมัครที่ได้มีการทาบทามไว้ มีหน้าที่การงานที่จะต้องไปจัดการก่อนซึ่งพรรคจะเปิดตัวช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ทั้งนี้ จุดแข็งของว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ของพรรคเมื่อนายอภิสิทธิ์มีการทาบทามไปก็ได้รับการตอบรับทันที เป็นผู้มีประสบการณ์ทางการเมือง เคยเป็นผู้บริหารธุรกิจเอกชน มีบุคลิกในการประสานงาน หากได้รับการเลือกตั้ง มั่นใจว่าจะสามารถประสานงานกับรัฐบาลได้อย่างไร้รอยต่อแน่นอน รวมถึงยังมีนโยบายกรุงเทพฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ 4 ปี จะสามารถตอบโจทย์ให้ประชาชนชาวกรุงเทพฯ ได้แน่นอน
‘เพื่อไทย’คัดส่ง20ผู้สมัครชิงเก้าอี้สก.
ที่ทำเนียบรัฐบาลน.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกำกับดูแลกรุงเทพมหานครกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมส่ง ผู้สมัครลงชิงสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.)ว่า ในส่วนของส.ก.เดิมของพรรคเพื่อไทย ก็ยังยืนยันว่าจะลงต่อโดยมีการขออนุญาตใช้โลโก้พรรคซึ่งงพรรคไม่ได้ติดขัดและปฏิเสธฉะนั้นก็คืออนุญาตให้ใช้สามารถลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทยได้ในการส่งผู้สมัครสก.ครั้งนี้ ไม่ครบทั้ง 50 เขต แม้เราจะมีบุคลากรอยู่ แต่ต้องประเมินความแตกต่างในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมี 20 สก.เดิมของพรรคเพื่อไทยก็มีทั้งคนที่ยังอยู่และมีคนที่เปลี่ยนไปลงในนามอิสระหรือกลุ่มต่างๆแล้ว
“ดังนั้นจะมีการคัดผู้สมัครทั้งผู้สมัครเดิมและผู้สมัครใหม่ที่จะเข้ามาเสริมจะพยายามเคาะรายชื่อใหม่โดยเร็วที่สุด คิดว่าขณะนี้หลายกลุ่มอยู่ระหว่างการทำงาน ในเบื้องต้นอย่างน้อย ส.ก.เดิม ที่ไม่มีชื่อไปไหน ยังยืนยันที่จะอยู่ต่อ ซึ่งคร่าวๆในมือมีอยู่ 20รายชื่อ แต่เป็นเฉพาะคนที่ทำงานอยู่กับพรรค ทั้งสก. ปัจจุบันและผู้ที่เสนอตัวเข้ามาเป็นผู้แทนในระดับท้องถิ่น”น.ส.ธีรรัตน์ ย้ำ