
90 วันชี้ชะตา ‘แลนด์บริดจ์’ : เก็บวาทกรรมใส่ลิ้นชัก ชี้ขาดกันด้วยข้อมูล
วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.32 น.
กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยต้องจับตามองอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลตัดสินใจใช้สูตร “ถอยเพื่อรุก” ด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาเพิ่มเติมเป็นเวลา 90 วัน โดยมี ‘นายเอกนิติ นิติทัณประภาส’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ท่ามกลางอุณหภูมิการเมืองในพื้นที่ที่พุ่งสูงขึ้น ระหว่างความต้องการยกระดับเศรษฐกิจชาติ กับเสียงสะท้อนจากชุมชนที่ห่วงใยในผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
90 วันแห่งความโปร่งใส: เมื่อข้อมูลต้องอยู่เหนืออารมณ์
การตั้งคณะกรรมการชุดนี้ที่มีตัวแทนจากทั้งส่วนราชการ ภาคเอกชน และที่สำคัญที่สุดคือ “ตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่” เข้ามาร่วมโต๊ะเจรจา ถือเป็นกุศโลบายสำคัญในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อหาทางออก โครงการมูลค่ามหาศาลนี้จะไม่ถูกขับเคลื่อนด้วยการ “ตั้งธง”ว่า “ต้องทำ” หรือ “ต้องเลิก” แต่จะขับเคลื่อนด้วยความชัดเจนของข้อมูล โดยมีโจทย์ใหญ่คือการตอบคำถามที่ยังค้างคาใจสังคมให้กระจ่างภายใน 3 เดือน
แรงต้านที่ไม่อาจมองข้าม: จากความกังวลสู่การประกาศสู้
ในพื้นที่จังหวัดระนองและชุมพร เสียงคัดค้านไม่ได้เป็นเพียงเสียงบ่นพึมพำ แต่กำลังกลายเป็นแรงต้านที่เข้มข้น แกนนำกลุ่มต่อต้านเริ่มส่งสัญญาณเตือนอย่างตรงไปตรงมาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งการสูญเสียที่ทำกินของชาวประมงพื้นบ้าน และความสุ่มเสี่ยงต่อระบบนิเวศอันละเอียดอ่อนของฝั่งอันดามัน ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก
วาทกรรมที่สาดใส่กันระหว่าง “ผู้ขัดขวางความเจริญ” กับ “ผู้ขายชาติ” คือกำแพงที่ขวางกั้นความเข้าใจมาโดยตลอด 90 วันนี้จึงเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะยกระดับจากการใช้อารมณ์ มาเป็นการถกเถียงด้วยปัญญาและข้อเท็จจริง
บทเรียนจากอดีต: แผลเป็นที่ยังไม่จางหาย
ประวัติศาสตร์การพัฒนาของไทยมี “บาดแผล” ให้เห็นเป็นบทเรียนมากมาย เช่น โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา ที่ต้องพับเก็บไปหลังเผชิญการต่อต้านอย่างหนัก หรือ กรณีมาบตาพุด ที่เคยเกิดความขัดแย้งรุนแรงจนโครงการต้องระงับเพราะปัญหาด้าน EIA/EHIA ที่ไม่โปร่งใส บทเรียนเหล่านี้ตอกย้ำว่าความเจริญที่แลกมาด้วยคราบน้ำตาของคนในพื้นที่ มักจะไม่ยั่งยืนและนำไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่จบสิ้น

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI
“ความล่าช้าคือความเสียหาย”: เมื่อโอกาสไม่เคยรอใคร
ทว่าในอีกด้านหนึ่งของเหรียญ การคัดค้านที่ยืดเยื้อหรือการตัดสินใจที่ไม่มีบทสรุปที่ชัดเจน มักนำมาซึ่ง “ค่าเสียโอกาส” (Opportunity Cost) มหาศาล บทเรียนจาก สนามบินสุวรรณภูมิ ที่ใช้เวลาถกเถียงนานกว่า 40 ปี หรือโครงการ รถไฟความเร็วสูง ที่ถูกพับเก็บและเริ่มต้นใหม่หลายครั้ง ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการเป็น Hub ของภูมิภาคให้กับเพื่อนบ้านไปอย่างน่าเสียดาย
หากแลนด์บริดจ์ต้องตกอยู่ในสภาวะ “พายเรือในอ่าง” ความเสียหายที่ตามมาคือ:
การสูญเสียความเชื่อมั่น: นักลงทุนระดับโลกอาจมองว่าไทยมีความเสี่ยงเชิงนโยบาย และเลือกย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศที่ยุทธศาสตร์ชัดเจนกว่า
ตกขบวนโลจิสติกส์โลก: ในวันที่โลกเผชิญปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และสงคราม การช้าไปเพียงก้าวเดียวอาจหมายถึงการถูกทิ้งไว้ข้างหลังไปอีกหลายทศวรรษ
ทางสายกลาง: เร็วอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่เร็วแบบรวบรัด
การพัฒนากับสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ศัตรูกัน แต่เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกันที่ต้องเติบโตไปด้วยกันอย่างมีสมดุล ภารกิจ 90 วันของคณะกรรมการชุดนี้จึงถือเป็นดาบสองคม ในแง่หนึ่งคือการเร่งสปีดไม่ให้ประเทศเสียโอกาส แต่อีกด้านหนึ่งต้องเป็น 90 วันที่ “ตอบโจทย์ความกังวลได้เบ็ดเสร็จ” ข้อมูลด้านผลกระทบต้องชัดเจน และแผนการเยียวยาต้องจับต้องได้จริง
บทสรุป: 90 วันหลังจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่า สังคมไทยพร้อมหรือยังที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยกระบวนการที่โปร่งใสและตรงไปตรงมา เพื่อให้แลนด์บริดจ์เป็นทางออกของประเทศชาติที่ทุกคนภาคภูมิใจ ไม่ใช่อนุสรณ์แห่งความขัดแย้งอีกชิ้นหนึ่งของสังคมไทย
#ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์