
แนวหน้าไกด์ : ไทยผงาดเจ้าภาพ ‘เวทีเวชศาสตร์การกีฬาเอเชีย’ ดึงผู้เชี่ยวชาญนานาชาติร่วมประชุม 2-4 ก.ค.นี้
วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.54 น.
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วงการกีฬาไทยแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ผลงานการแข่งขัน ตลอดจนความสำเร็จของนักกีฬาไทยในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของตัวนักกีฬาเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึง “เบื้องหลังความสำเร็จ” ที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเวชศาสตร์การกีฬาของประเทศ ที่มีความก้าวหน้ามากขึ้นตามลำดับ
การเติบโตอย่างเป็นระบบของวงการกีฬาไทย จึงไม่ได้อยู่แค่เพียงในสนามแข่งขัน หากแต่ครอบคลุมถึงองค์ความรู้และบุคลากรที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์การกีฬา การฟื้นฟูสมรรถภาพ การแพทย์เฉพาะทาง ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยผลักดันศักยภาพของนักกีฬาไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น
นอกจากความก้าวหน้าดังกล่าวแล้ว ประเทศไทยกำลังเตรียมก้าวขึ้นเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการด้านเวชศาสตร์การกีฬาระดับเอเชีย ในงาน The Combined Meeting of AFSM SMAT TOSSM 2026 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 ก.ค. 2569 ที่โรงแรมเชอราตัน หัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการแพทย์และการกีฬาของไทย ในการแสดงศักยภาพสู่เวทีนานาชาติ พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศ
ศ. นพ.บวรฤทธิ์ จักรไพวงศ์ เลขาธิการสมาคมกีฬาเวชศาสตร์แห่งประเทศไทย ระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีความพิเศษเนื่องจากการผนึกกำลังของ 3 องค์กรหลัก ทั้งระดับเอเชียและระดับประเทศ ซึ่งมีบทบาทในการดูแลนักกีฬาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูและเพิ่มสมรรถนะ
“ครั้งนี้เป็นงานประชุมที่ใหญ่กว่าปกติ เพราะเป็นการรวม 3 องค์กรเข้าด้วยกัน ทั้งระดับเอเชียและของประเทศไทย ซึ่งแต่ละองค์กรมีบทบาทแตกต่างกัน แต่ทำงานเชื่อมโยงกัน”
หนึ่งในองค์กรสำคัญคือสหพันธ์เวชศาสตร์การกีฬาแห่งเอเชีย หรือ Asian Federation of Sports Medicine (AFSM) ซึ่งเป็นเครือข่ายแพทย์ผู้ดูแลนักกีฬาระดับชาติในภูมิภาคเอเชีย ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ขณะที่ในประเทศไทย สมาคมกีฬาเวชศาสตร์แห่งประเทศไทย (SMAT) และอนุสาขาเวชศาสตร์การกีฬา ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย (TOSSM) ก็ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในกระบวนการดูแลนักกีฬา
“หมอเวชศาสตร์การกีฬาจะอยู่ใกล้ชิดนักกีฬามากที่สุด ตั้งแต่ช่วงก่อนแข่งขัน พอมีการบาดเจ็บก็ส่งต่อไปยังหมอกระดูก และเมื่อรักษาเสร็จก็กลับมาฟื้นฟู เพื่อให้กลับไปแข่งขันได้อีกครั้ง”
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเวชศาสตร์การกีฬาได้พัฒนาไปไกลกว่าการรักษาอาการบาดเจ็บ โดยมุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของนักกีฬาอย่างเป็นระบบ ผ่านองค์ความรู้ด้านการฝึกซ้อม โภชนาการ จิตวิทยา และเทคโนโลยีทางการแพทย์
“เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้หาย แต่เราต้องการให้นักกีฬากลับไปเล่นได้เหมือนเดิม หรือดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ จากการฝึกและฟื้นฟูที่ถูกต้อง”
ศ. นพ.บวรฤทธิ์ ชี้ว่าไฮไลท์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ นอกจากการบรรยายวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศแล้ว ยังมีกิจกรรมน่าสนใจอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นเวิร์กช็อปสาธิตการผ่าตัด ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เทคนิคการรักษาจริงจากผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนการจัดประชุมแบบหลายห้อง (parallel sessions) ที่ครอบคลุมหัวข้อหลากหลาย ตั้งแต่การป้องกันการบาดเจ็บ การฟื้นฟู ไปจนถึงการเพิ่มสมรรถนะทางกีฬา รวมถึงนิทรรศการเทคโนโลยีทางการแพทย์จากภาคอุตสาหกรรมที่นำเสนอความก้าวหน้าล่าสุด
ขณะเดียวกัน องค์ความรู้จากเวทีดังกล่าวยังสามารถต่อยอดสู่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในยุคที่การดูแลสุขภาพและการออกกำลังกายได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คนมากขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือการเล่นกีฬาในรูปแบบต่างๆ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มนักกีฬาอาชีพอีกต่อไป ภายใต้สถานการณ์ของประเทศที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
“องค์ความรู้พวกนี้ไม่ได้ใช้แค่กับนักกีฬา แต่นำมาประยุกต์ใช้กับคนทั่วไปได้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ออกกำลังกาย หรือสังคมผู้สูงอายุที่ต้องดูแลสุขภาพ ซึ่งการออกกำลังกายอย่างถูกต้อง การป้องกันการบาดเจ็บ หรือการฟื้นฟูร่างกาย ล้วนเป็นองค์ความรู้ที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้โดยตรง”
เลขาธิการ SMAT ย้ำว่าการที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการผ่านกระบวนการเสนอและแข่งขันกับประเทศอื่น ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อศักยภาพของไทย และการเป็นเจ้าภาพนี้ยังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยก้าวสู่บทบาทผู้นำในองค์กรระดับเอเชียในอนาคต และอาจต่อยอดไปถึงเวทีระดับโลก
“เราไป bid แข่งกับประเทศใหญ่อย่างอินเดีย และได้รับเลือก แสดงให้เห็นว่าศักยภาพของไทยได้รับการยอมรับ ทั้งด้านบุคลากรและความพร้อม ถือเป็นความภาคภูมิใจของประเทศ”
นอกจากมิติทางวิชาการแล้ว การจัดประชุมตลอด 3 วันนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจากทั้งในและต่างประเทศรวมกว่า 700–800 คน จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว พร้อมกับส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในฐานะ “ศูนย์กลางด้านสุขภาพและเวชศาสตร์การกีฬา” ได้อีกด้วย
สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมการประชุม ไม่ว่าจะเป็นแพทย์หรือบุคลากรสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้สามารถลงทะเบียนแบบปกติ (Standard Registration) ได้จนถึงวันที่ 15 มิ.ย. 2569 ซึ่งจะได้รับค่าลงทะเบียนที่ต่ำกว่าแต่หากพ้นช่วงเวลาไปแล้วก็จะสามารถลงทะเบียนได้หน้างานในช่วงวันจัดประชุม โดยสามาถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง https://afsm2026.com
ศ. นพ.บวรฤทธิ์ ยังทิ้งท้ายถึงก้าวต่อไปของวงการกีฬาไทยว่า แม้ในภาพรวมจะมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการนำวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาใช้มากขึ้น แต่ยังมีความท้าทาย โดยเฉพาะปัญหาการบาดเจ็บที่ส่งผลต่อเส้นทางของนักกีฬาในระยะยาว
“เรายังมีนักกีฬาหลายคนที่ต้องเลิกเล่นก่อนเวลาเพราะบาดเจ็บ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องพัฒนา และหวังว่าจะยกระดับได้มากขึ้นในอนาคต”
ดังนั้นการประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเวทีวิชาการ หากแต่เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการยกระดับระบบเวชศาสตร์การกีฬา เพื่อการพัฒนานักกีฬาไทยในระยะยาว สู่การมีบทบาทในระดับภูมิภาคและต่อยอดสู่เวทีโลกในอนาคต

