
’สว.วิวรรธน์‘ สอนเชิง ’ฝ่ายค้าน-นักการเมือง‘ ใช้ ’หลักรัฐศาสตร์‘ มองให้มากกว่า ’ตัวบทกฎหมาย‘
วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.54 น.
’สว.วิวรรธน์‘ สอนเชิง ’ฝ่ายค้าน-นักการเมือง‘ ใช้ ’หลักรัฐศาสตร์‘ มองให้มากกว่า ’ตัวบทกฎหมาย‘ ศก.ประเทศกำลังทรุดติดหล่ม ลามขวางปชช.ลืมตาอ้าปาก หลังเดินเกมเตรียมยื่นศาลฯตีความพรก.กู้เงิน4แสนล้านขัด รธน. ยันหนุนสุดลิ่มเดินหน้า ’คนละครึ่งพลัส‘ ด่วนจี๋ กระตุ้นกำลังซื้อจาก ’รากหญ้า‘ เป็นฟันเฟืองส่งต่อ ‘เอสเอ็มอี’
เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพาณิชย์ และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน400,000ล้านบาท โดยแบ่งวงเงินออกเป็น200,000ล้านบาท นำมาดำเนินการมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนแบบเร่งด่วน ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส(คนละครึ่งพลัสรวมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ)ว่า ในฐานะที่ตนเป็นประธานกมธ.การพาณิชย์ฯ สว. และสัมผัสธุรกิจด้านพาณิชย์ โดยเฉพาะในระดับธุรกิจขนาดเล็ก หรือ Micro SME ขณะนี้การค้าขายไม่ดี ประชาชนในระดับรากหญ้าไม่มีเงิน กำลังซื้อขาด ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังธุรกิจขนาดย่อม และขนาดกลาง จะทำให้ติดขัด ดังนั้นหากรัฐบาลนำงบฯในส่วน200,000ล้านบาทมาทำโครงการคนละครึ่งพลัส ในระยะเวลา4เดือน จะตอบโจทย์ ตนสนับสนุนเต็มที่ ยิ่งทำเร็วก็จะยิ่งดี เพราะในระยะยาวจะทำให้ลื่นไหลขึ้น ระบบฟันเฟืองเศรษฐกิจจะดีขึ้น หมุนเวียนได้เร็วขึ้น ผู้บริโภคจะประหยัดค่าใช้จ่ายไปถึง60เปอร์เซ็นต์ตามที่รัฐบาลออกให้ และอาจจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้2รอบ คือ200,000ล้านบาท จากรัฐบาลที่ออกให้คิดเป็น60เปอร์เซ็นต์ และ160,000แสนล้านของประชาชน ที่คิดเป็น40เปอร์เซ็นต์ รวมเป็น3.6แสนล้าน กระตุ้น2รอบ ก็กลายเป็นรายได้700,000ล้านบาท
“เราจะทำอย่างไรให้เอสเอ็มอีในระดับไมโครไปได้เป็นตัวกลางให้เดินไปได้ ถ้าตัวกลางไปได้ตัวบนก็ไปได้ มันจะส่งต่อกันไปเรื่อยๆ แต่ขณะนี้โซ่เฟืองมันติดขัด ถ้ารัฐบาลมาช่วยสนับสนุนคนละครึ่งพลัสเพื่ออุ้มช่วยให้กับรากหญ้า จะทำให้กำลังซื้อ และการผลิตของเอสเอ็มอีระดับไมโครดีขึ้น ส่งต่อเป็นฟันเฟืองไปยังเอสเอ็มอีขนาดย่อมและขนาดกลาง จะทำให้ระบบเศรษฐกิจคึกคักขึ้น ระยะยาวจะดีด้วยตัวมันเอง ขณะเดียวกันหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความชัดเจนขึ้น จะทำให้ภาวะเศรษฐกิจจะกลับมาดั่งเดิม และอาจดีกว่าเดิม” นายวิวรรธน์ กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพรก.กู้เงินฯ จำนวน4แสนล้านบาท จะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา172 หรือไม่ รวมถึงการปล่อยข่าวมีการสอดไส้กาสิโนในโครงการแลนด์บริดจ์ และระเบียบเศรษฐกิจภาคใต้(SEC) นายวิวรรธน์ กล่าวว่า เป็นอีกแง่มุมหนึ่ง แต่พรก.กู้เงินที่รัฐบาลกำลังจะออก ถึงแม้จีดีพีจะไม่ติดลบก็จริง แต่ต้องยอมรับว่าสงครามเที่ยวนี้ทำให้ระบบเศรษฐกิจแย่ ประเทศไทยเราการเติบโตเราต่ำมาตลอดหลายปี ซ้ำยังได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน การหากินของรากหญ้าฝืดเคืองลงจริงๆ ถือว่าเป็นภาวะฉุกเฉินเร่งด่วนจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ ไม่จำเป็นที่จะต้องให้มันจมดิ่งลงไปแล้วค่อยมาออกมาตรการฉุกเฉิน จะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ส่วนที่มีการปล่อยข่าวมากระทบโครงการแลนด์บริดจ์ หรือSEC นั้น มันเป็นเรื่องของหลายรัฐบาลมาแล้ว มีการพูดคุย หาข้อมูลจากหลายๆฝ่าย พิจารณาข้อดีข้อเสียต่างๆ มันยังมีอีกหลายขั้นตอน ขณะเดียวมันเป็นแนวคิดในการหานักลงทุน จะต้องมีข้อเสนอแนะ ข้อต่อรองต่างๆ ยังต้องมีการหารือกันอีกหลายยก โครงการคนละครึ่งพลัส ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนกว่าที่ต้องทำก่อน
“คนเราจะติดหล่ม ถ้าปล่อยให้ติดหล่มหนักขึ้นไปแล้วค่อยมาช่วย มันก็ใช้แรงมากกว่าปกติ ถ้าติดหล่มแล้วรีบทำเหตุการณ์ให้ดีขึ้นมา เศรษฐกิจจะไปได้เร็วกว่า ขณะนี้มันฝืดเคืองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดการหิวโหย เกิดการลักขโมย แล้วมาเป็นภาวะฉุกเฉิน ผมอยากให้นักการเมืองช่วยกันมองว่า บางครั้งตัวบทกฎหมายมันมีเขียนไว้ แต่มันต้องใช้ระบบรัฐศาสตร์มองภาพใหญ่ในภาวะเศรษฐกิจที่ตอนนี้มันติดหล่มจริงๆ” นายวิวรรธน์ กล่าว