
1 เจ้าฟ้า 1 สามัญชน ผู้ต้องดั้นด้นสู่ ‘รัสเซีย’
วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
“นายพุ่มเป็นคนไม่มีตระกูล แต่เป็นคนฉลาดเฉียบแหลมอยู่ ก็คงจะได้ราชการดีในภายหน้า และบางทีจะได้ติดตัวลูกทำการร่วมหน้าที่กันต่อไป…”
ความตอนหนึ่งในพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีถึงพระยาวิสุทธิศักดิ์ อัครราชทูตไทยประจำราชสำนักอังกฤษ ทรงกล่าวถึง “นายพุ่ม” นักเรียนไทย ที่ผ่านการคัดเลือกให้ตามเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก พ.ศ. 2440
นายพุ่มเป็นบุตรนายซุ้ย ชาวตลาดพลู เป็นนักเรียนโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ สอบคัดเลือกเพื่อตามเสด็จไปยุโรปได้เพียงคนเดียว เป็นที่กล่าวขวัญกันว่า “เป็นคนไม่ใช่บุตรผู้มีตระกูล แต่เกิดมาเป็นช้างเผือก กิริยาวาจาเป็นที่ชอบของคนทั้งหลาย ฉลาดในการเล่าเรียน” เพราะเมื่อสอบได้ทุนนั้นอายุเพียง 15 ปี
ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริให้นักเรียนไทยตามเสด็จ เพื่อเข้าศึกษาในประเทศต่างๆ ตามความเหมาะสม นักเรียนที่ตามเสด็จครั้งนั้นมี 19 คน เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ 5 พระองค์ ลูกหลานขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยอีก 13 คน มีเพียง “นายพุ่ม” เท่านั้นที่เป็นลูกชาวบ้าน ผ่านการสอบคัดเลือกจากนักเรียนทั่วไป อาจนับได้ว่าเป็นนักเรียนทุนคิงสกอลาชิบคนแรกของไทยก็ได้
นักเรียนไทยทั้ง 19 คนนี้ จะต้องกระจายเรียนตามประเทศต่างๆ ในยุโรป ต่อมาได้ทรงกำหนดให้ พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ เข้าเรียนการทหารต่อที่ประเทศรัสเซีย และจะต้องคัดเลือกนักเรียนไทยอีกคนหนึ่งจากสามัญชนให้ไปร่วมเรียนด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อจะได้เกิดการแข่งขัน ทำให้พระเจ้าลูกยาเธอมีขัตติยะมานะไม่ยอมแพ้นักเรียนผู้นั้น
การคัดเลือกนักเรียนที่จะไปเป็นคู่แข่งกับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯครั้งนี้ มีขั้นตอนวิธีการพิถีพิถันอย่างยิ่ง และมีนักเรียนไทยที่อยู่ในข่ายคัดเลือก 10 คน โดยมีพระยาวิสุทธิศักดิ์ (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล) อัครราชทูตไทยประจำราชสำนักเซ็นต์เยมส์แห่งอังกฤษ เป็นผู้คัดเลือกระหว่างที่พักอยู่กรุงลอนดอน
ท่านทูตได้ใช้วิธีเรียกตัวมาพิจารณาคนละ 4 วัน โดยท่านทูตพิจารณาเอง 2 วัน แล้วส่งไปให้เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯทรงพิจารณาอีก 2 วัน โดยมีพันโท ซี.วี.ฮยูม และ ดร.เอ็ม.เอฟ.ยาร์ พระอภิบาลและแพทย์ประจำพระองค์ของเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (ร.6) ขณะดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมารและกำลังทรงศึกษาอยู่ที่นั่น ถวายคำปรึกษาแก่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ด้วย
เกี่ยวกับเรื่องนี้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงเล่าไว้ในหนังสือเกิดวังปารุสก์ ความตอนหนึ่งว่า
“…การส่งพ่อไปศึกษาในราชสำนักรัสเซียในครั้งนั้น ทูลหม่อมปู่ทรงมีความคิดอย่างใหม่ คือไม่ทรงอยากจะให้พ่อไปได้รับความสุขสบายและหรูหราที่นั่นแต่องค์เดียว เกรงว่าอาจบังเกิดความสบายและเกียจคร้าน และขาดมานะที่จะพยายามเล่าเรียนให้เต็มที่ จึงทรงตกลงจะส่งนักเรียนไทยที่เป็นสามัญชนไปด้วยอีกคนหนึ่ง เพื่อจะได้เป็นคู่แข่งในการเล่าเรียน หวังว่าพ่อจะมีขัตติยมานะไม่ยอมแพ้นักเรียนคนนั้น จึงจะทำให้ขยันขันแข็งขึ้นอีก…”
ดังที่กล่าวแล้วว่า การคัดเลือกนักเรียนที่จะร่วมเรียนกับสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นี้นั้น พิถีพิถันเป็นอย่างมาก เพราะต้องมีคุณสมบัติเหมาะสมหลายประการ และยังต้องเป็นที่พอพระทัยสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ด้วย
นายพุ่มได้รับการคัดเลือกเป็นเอกฉันท์ ดังปรากฏในจดหมายกราบบังคมทูลของอัครราชทูตไทยประจำราชสำนักอังกฤษ ความตอนหนึ่งว่า “…ทูลกระหม่อมเล็กเลือกเป็นที่หนึ่ง เคอแนลฮยูม ดอกเตอร์ยาร์ เลือกเอาเป็นที่หนึ่งด้วย ข้าพระพุทธเจ้าก็ชอบ และได้กราบทูลไว้แล้วครั้งหนึ่งที่เนเปิลว่าหลักแหลมมาก…”
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงพอพระราชหฤทัย ทรงมีความหวังว่านายพุ่มจะสามารถทำประโยชน์แก่บ้านเมืองต่อไปในอนาคต จึงทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบท่านทูตว่า
“…นายพุ่มเป็นคนไม่มีตระกูลแต่เป็นคนฉลาดเฉียบแหลมอยู่ ก็คงจะได้ราชการดีในภายหน้า และบางทีจะได้ติดตัวลูกทำการร่วมหน้าที่กันต่อไป ข้อสำคัญก็เพียงแต่ให้เป็นที่พึงพอใจกันกับลูกชายเล็กได้จริงๆ…”
ข้อความในพระราชหัตถเลขานี้แสดงอย่างแจ่มชัดถึงพระเมตตา ที่ทรงมีต่อบุคคลผู้มีความสามารถในอันที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ โดยมิได้ทรงคำนึงถึงชั้นวรรณะและชาติตระกูล
เหตุที่ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (ทูลกระหม่อมเล็ก) ต้องเสด็จไปศึกษาต่อด้านการทหารที่จักรวรรดิรัสเซียในปี พ.ศ. 2441 ด้วยเหตุผลหลักๆ ทางการเมืองและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนี้
1.กระชับความสัมพันธ์สยาม-รัสเซีย : ในช่วงเวลานั้นสยามกำลังเผชิญหน้ากับการล่าอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่ารัสเซียเป็นมหาอำนาจยุโรปที่มีความสัมพันธ์อันดีกับสยาม จึงทรงต้องการสร้างพันธมิตรที่แน่นแฟ้น เมื่อครั้งที่จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 ยังทรงเป็นมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จเยือนสยาม และมีความสนิทสนมกับรัชกาลที่ 5 ต่อมาเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงกราบบังคมทูลเชิญให้ส่งพระราชโอรสไปศึกษาที่รัสเซีย โดยทรงรับอุปการะเสมือนพระญาติวงศ์
2.สร้างความเข้มแข็งทางทหาร : การไปศึกษาที่รัสเซียถือเป็นการเรียนรู้วิชาการทหารชั้นสูงจากประเทศมหาอำนาจ เพื่อนำกลับมาพัฒนาการทหารของสยามให้ทันสมัย
3.เป็นการศึกษาในสถาบันระดับสูง : เจ้าฟ้าจักรพงษ์ทรงเข้าศึกษาใน โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก (Corps de Pages) ซึ่งเป็นสถาบันชั้นสูงที่ฝึกฝนทั้งวิชาการและระเบียบวินัยทหาร
เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และนายพุ่ม สามัญชนที่สามารถสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงได้เป็นคนแรก เดินทางไปศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กที่รัสเซีย ใน พ.ศ. 2441 ที่นั่นมีการเรียนการสอน 7 วิชา เทียบเท่าหลักสูตรโรงเรียนมัธยมสามัญทั่วไป รวมถึงการฝึกภาคสนามสำหรับรายวิชาเฉพาะด้านการทหารอีก 2 วิชา
เนื่องจากเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงอยู่ภายใต้พระอุปถัมภ์ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 อีกทั้งทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง พระองค์และนายพุ่มจึงมีคณาจารย์พิเศษช่วยสอน เพื่อช่วยให้ติดตามบทเรียนได้ทัน ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นเรื่องท้าทายไม่น้อย เพราะต้องเรียนเป็นภาษารัสเซีย และอังกฤษทั้งหมด เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และนายพุ่มจึงต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก
ทั้งสองต้องตื่นนอน 7 โมงเช้า เรียนคณิตศาสตร์เวลา 8 โมง พอถึง 11 โมงก็รับประทานอาหารกลางวันร่วมกับร้อยเอกครูลอฟแห่งกรมทหารม้ารักษาพระองค์ ที่เป็นผู้อภิบาลเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และปิยอตร์ วาสิลิเยวิช เปตรอฟ อาจารย์ภาษารัสเซีย (ต่อมาได้ถวายการสอนให้พระราชโอรส และพระราชธิดาของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2) ระหว่างเที่ยงถึงบ่าย 2 มีชั้นเรียนอื่น ๆ และตั้งแต่บ่าย 2 ถึง 4 โมง เป็นการฝึกภาคสนาม และเรียนวิชาพละ
เวลา 4 โมงเย็น กลับพระราชวังฤดูหนาวไปเรียนต่อจนถึง 5 โมง แล้วรับประทานอาหารค่ำพร้อมกับฝึกพูดภาษารัสเซียเพิ่มเติม จากนั้นเรียนต่อตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนถึง 3 ทุ่ม เว้นแต่ร้อยเอกครูลอฟจะจัดกิจกรรมพิเศษให้ เช่น ออกไปชมละคร อุปรากร ละครสัตว์ ส่วนด้านดนตรี ทั้งเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และนายพุ่มได้เรียนเปียโน ไวโอลิน และบาลาไลกา ซึ่งเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ โปรดบาลาไลกาเป็นพิเศษ ทั้งยังทรงเปียโนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
ทุกเช้าวันอาทิตย์มีชั้นเรียนเต้นรำ ที่ห้องโถงพระราชวังฤดูหนาว โดยมีผู้อำนวยการคณะบัลเลต์หลวงรับหน้าที่ครูสอนลีลาศฉบับสมบูรณ์ถวายเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทั้งจังหวะง่ายจนถึงยาก ตลอดจนการเต้นรำที่งดงามนานาประเภทของรัสเซีย และฮังการี
ยังมีชั้นเรียนวาดเขียน เรียนขี่ม้าที่โรงม้าหลวงหรือที่โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก ส่วนในฤดูหนาว เดือนละครั้งในวันอาทิตย์ ทั้งสองจะขับเลื่อนทรอยกาเทียมม้า 3 ตัว กับร้อยเอกครูลอฟ และนายทหารอื่น ๆ ไปไกลราว 30 กิโลเมตร เพื่อล่ากระต่ายป่า นกกระทา และนกคุ่ม แต่ทั้งคู่ไม่ได้เพลิดเพลินกับการล่าสัตว์นัก เพราะถือเป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
การเรียนของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และนายพุ่มก้าวหน้าเป็นลำดับ กระทั่งเดือนเมษายน พ.ศ. 2445 เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงสอบไล่ได้เป็นลำดับที่ 1 ได้รับการจารึกพระนามบนแผ่นหินอ่อนร่วมกับชื่อของนักเรียนที่เคยได้คะแนนสูงสุดคนอื่น ๆ ในอดีต โดยคะแนนที่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงทำได้ คือ 11.82 คะแนน นับเป็นสถิติสูงสุดในประวัติของโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก ส่วนนายพุ่มได้คะแนน 11.53 มาเป็นลำดับที่ 2
หลังสำเร็จการศึกษา “นายพุ่ม” ได้รับการบรรจุเป็นนายทหารประจำ “กรมทหารม้าฮุสซาร์รักษาพระองค์” ซึ่งเป็นหน่วยทหารม้าชั้นยอดที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปยุคนั้น ก่อนจะศึกษาต่อในโรงเรียนเสนาธิการของรัสเซีย และไต่เต้าจนได้รับยศระดับพันเอก
ในที่สุด นายพุ่มเปลี่ยนสัญชาติและเข้ารับศาสนาคริสต์นิกายออร์ทอดอกซ์ โดยมีพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2 ทรงเป็นบิดาอุปถัมภ์ทางศาสนา พระองค์พระราชทานชื่อ “นิโคลาส” ให้แก่เขา จนเกิดชื่อที่ชาวรัสเซียเรียกกันว่า “นิโคลาส พุ่มสกี้” ขณะที่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ เสด็จกลับพระนครพร้อมหม่อมแคทยา (แคทยา เดสนิตสกายา)
ก่อนการปฏิวัติรัสเซียใน พ.ศ. 2460 “พุ่มสกี้” ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารม้าฮุสซาร์ หนึ่งในตำแหน่งที่สูงและทรงเกียรติที่สุดสำหรับนายทหารต่างชาติในกองทัพรัสเซีย ว่ากันว่าเมื่อสถานการณ์การเมืองเริ่มรุนแรง พระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2 เคยรับสั่งเตือนเขาให้รีบหนีออกจากประเทศ เพราะ “นี่คือปัญหาของชาวรัสเซีย ไม่ใช่ของเจ้า”
เหล่าทหารชั้นผู้น้อย ต่างพากันยึดอำนาจผู้บังคับบัญชา บ้างก็ถึงฆ่าผู้บังคับบัญชา แต่เหล่าทหารม้าฮุสซาร์กลับพากันเลือก “พันเอกนิโคลาส พุ่มสกี้” เป็นผู้บังคับบัญชาของตนต่อไป แต่พุ่มสกี้ปฏิบัติตามรับสั่งของพระเจ้าซาร์ แล้วพาสุภาพสตรีชาวรัสเซียผู้หนึ่ง ซึ่งนายพุ่มเคารพรักเหมือนแม่ และกำลังตกอยู่ในอันตรายจากการปฏิวัติ หลบหนีไปจนถึงประเทศฝรั่งเศส อดีตผู้บังคับการกรมทหารม้าฮุสซาร์ต้องเข้าไปสมัครงานเป็นเสมียนธนาคาร เพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเองและแม่เลี้ยง จนกระทั่งแม่เลี้ยงเสียชีวิต
ที่ฝรั่งเศสนี้เอง พุ่มสกี้ก็ได้พบกับ “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์” พระโอรสของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ซึ่งพระองค์จุลฯก็ได้ให้การช่วยเหลือนายพุ่ม โดยพาไปเป็นเลขานุการของมิสซิสสโตน ซึ่งก็คือ อดีตหม่อมคัทริน ณ พิศณุโลก (สะกดตามการสะกดในสมัยนั้น) หรือ “แคทยา เดสนิตสกายา” มารดาของพระองค์ที่ได้แต่งงานใหม่กับมิสเตอร์สโตนนั่นเอง
พระองค์จุลฯยังได้พานายพุ่มกลับมาเมืองไทยอีกครั้ง ซึ่งขณะนั้น ตระกูลของนายพุ่มมีนามสกุลใช้แล้วว่า “สาคร” ทั้งพระองค์จุลฯยังช่วยจัดการให้ได้สัญชาติไทยคืน และแนะนำให้เข้ารับราชการทหาร ทางกระทรวงกลาโหม โดย พ.อ. หลวงพิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการ ยินดีที่จะรับนายพุ่มเข้ารับราชการทหารในตำแหน่งอาจารย์วิชาทหาร แต่ไม่อาจจะให้ยศถึงขั้นพันเอกเท่าเดิมได้ นายพุ่มก็คงจะรักษาเกียรติแห่งกรมทหารม้าฮุสซาร์ จึงปฏิเสธที่จะรับยศต่ำกว่าพันเอก และกลับไปทำงานกับมิสซิสสโตนที่ปารีสต่อ โดยเดินทางกลับออกไปเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2480
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี 2482 กรุงปารีสถูกโจมตีอย่างหนัก มิสเตอร์สโตนเห็นว่าไม่ปลอดภัยจึงพาอดีตหม่อมคัทรินอพยพไปอยู่ประเทศสเปน จนต่อไปถึงสหรัฐอเมริกา ส่วนนายพุ่มก็ยังคงอยู่ดูแลบ้านที่กรุงปารีสต่อไป
เมื่อสงครามโลกสงบลง กรุงปารีสอยู่ในสภาพขาดแคลนหลายอย่าง โดยเฉพาะถ่านหินที่ใส่เตาผิงให้ความอบอุ่น ประกอบกับในปีนั้นอากาศกรุงปารีสหนาวเย็นเป็นพิเศษ นายพุ่มถึงกับมีอาการไม่สบาย อดีตหม่อมคัทรินจึงส่งข่าวถึงพระองค์จุลฯให้รับนายพุ่มไปอยู่ที่อังกฤษด้วย ซึ่งนายพุ่มได้เดินทางไปถึงอังกฤษอีกครั้งเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2490 ซึ่งเป็นต่างแดนประเทศแรกที่เขาเคยเดินทางมา และหลังจากนั้นอีก 4 วันนายพุ่มก็ถึงแก่กรรมด้วยหัวใจวายที่บ้านพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ในอังกฤษนั่นเอง
หากชีวิตคนคือการเดินทาง “นายพุ่ม” นับว่าเป็นสามัญชนที่เดินทางไกล บนเส้นทางที่วกวนและมิได้ราบเรียบเท่าใดนัก จนกระทั่งถึงการเดินทางครั้งสุดท้ายของชีวิตสู่สัมปรายภพ

รัชกาลที่ 5 เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และสมเด็จฯพระพันปีหลวง

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ พระองค์จุลฯ และหม่อมคัทริน

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ กับพระองค์จุลฯ

นายพุ่ม หรือ “พันเอกนิโคลาส พุ่มสกี้”

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ ในเครื่องแบบทหารรัสเซีย

นายพุ่ม ในเครื่องแบบทหารม้าฮุสซาร์

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯและนายพุ่ม ในหมู่นายทหารของรัสเซีย