ฮุนเซนดิ้นพล่าน เดือดไทยเลิกMOU44 สั่งปิดประตูคุยทวิภาคี

ฮุนเซนดิ้นพล่าน  เดือดไทยเลิกMOU44  สั่งปิดประตูคุยทวิภาคี

ฮุนเซนดิ้นพล่าน เดือดไทยเลิกMOU44 สั่งปิดประตูคุยทวิภาคี

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ฮุนเซน”เดือด! สั่งรัฐบาลกัมพูชา ห้ามเจรจาทวิภาคีกับไทยในประเด็นทางทะเลอีกหลังยกเลิก MOU44 เพียงฝ่ายเดียว ลั่นเดินหน้าใช้ตามกลไกลUNCLOS เท่านั้นกรมศิลปากรขึ้นทะเบียน 9 ปราสาท‘ตาเมือน-ตาควาย’ ขณะที่รัฐบาลดูแลต่อเนื่อง“ครอบครัวกำลังพล”ชายแดนไทย–กัมพูชาได้“สิทธิบัตรทองฮีโร่”รักษาพยาบาลเทียบเท่าสิทธิข้าราชการด้านนอภ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ประกาศห้ามปชช.เข้าพื้นที่ชายแดนหลัง“ลุงโยชน์”หาของป่าถูกทหารเขมรจับตัวไป17วันแล้ว

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 สมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และรักษาประมุขแห่งรัฐกัมพูชาได้โพสต์ข้อความบนโซเชียล ถึงท่าทีล่าสุดของกัมพูชา เกี่ยวกับการที่ไทยยกเลิกบันทึกความเข้าใจปี2544ว่าด้วยการอ้างสิทธิทางทะเลทับซ้อนกันหรือ MOU44 ว่า คำแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ขัดแย้งกับการที่ไทยยกเลิก MOU44 เพียงฝ่ายเดียว พร้อมกับยืนยันว่ากัมพูชาจะเดินหน้าตามกลไกกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศที่มีอยู่ โดยไม่รอการเห็นชอบจากฝ่ายไทย

ฮุน เซนเดือด!หลังไทยยกเลิกMOU44

โดยในโพสต์ของสมเด็จฯฮุน เซนระบุว่าเมื่อวันที่11 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีสื่อไทยรายงานว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยกล่าวว่าภายใต้อนุสัญญากฎหมายทะเลหลังจากที่ยกเลิกMOU44แล้ว กระบวนการจะต้องดำเนินต่อไปภายใต้กรอบของอนุสัญญาซึ่งมีหลายขั้นตอนและวิธีการหลักควรเป็นการเจรจาระหว่างสองฝ่ายก่อน

ฮุน เซน ระบุว่าหากรายงานนี้สะท้อนคำพูดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยของไทยอย่างถูกต้องแล้ว คำพูดที่ว่า“วิธีการหลักควรเริ่มต้นจากการเจรจาระหว่างสองฝ่ายก่อน”นั้น ย่อมขัดแย้งกับการกระทำของประเทศไทยอย่างชัดเจน เพราะไทยได้ยกเลิกMOU44 แต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งเท่ากับเป็นการรื้อทำลายกรอบการเจรจาทวิภาคีเกี่ยวกับการอ้างสิทธิทางทะเลทับซ้อนกันไปแล้ว

สั่งรบ.กัมพูชาห้ามเจรจาทวิภาคีกับไทย

“ในฐานะรักษาการประมุขแห่งรัฐ ข้าพเจ้าขอเตือนรัฐบาลกัมพูชา อย่าเข้าสู่การเจรจาทวิภาคีกับไทยในประเด็นทางทะเลอีกและให้เดินหน้าเข้าสู่กลไกที่กำหนดไว้ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ปี ค.ศ.1982 (UNCLOS1982)โดยตรง โดยไม่ต้องรอข้อตกลงใดๆจากฝ่ายไทยW ระบุว่าเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมาตนได้เตือนรัฐบาลกัมพูชาไปครั้งหนึ่งแล้วว่าอย่าสร้างกลไกความร่วมมือทวิภาคีใหม่ มาแทนที่กลไกเดิมที่ไทยเป็นฝ่ายยกเลิกและว่า“เราเสียใจกับการที่ไทยยกเลิกบันทึกความเข้าใจปี2544 แต่ขณะเดียวกัน ก็ขอบคุณไทยที่ช่วยผลักดันให้กัมพูชาเดินหน้าไปสู่การใช้กลไกระหว่างประเทศแทน

กรมศิลปากรขึ้นทะเบียน9ปราสาท

ขณะที่ ทางเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกรมศิลปากร เรื่อง รายชื่อโบราณสถานในเขตจังหวัดสุรินทร์ ความว่า ตามที่มาตรา 4 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ได้กำหนดนิยามของคำว่า“โบราณสถาน”หมายความว่า อสังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยอายุ หรือโดยลักษณะแห่งการก่อสร้าง หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของอสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นประโยชน์ทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี ทั้งนี้ ให้รวมถึงสถานที่ที่เป็นแหล่งโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ และอุทยานประวัติศาสตร์ด้วยเพื่อให้การปกป้องคุ้มครองโบราณสถานตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มีความชัดเจน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 อธิบดีกรมศิลปากร จึงประกาศรายชื่อโบราณสถานในเขตจังหวัดสุรินทร์ ดังนี้

อำเภอกาบเชิง ปราสาทหมอนเจริญ ,ปราสาทเบง,ปราสาทเช็ม,ปราสาทหนองคะนา (ปราสาทหนองคันนา ปราสาทคนา หรือปราสาทหนองคนาย) อำเภอบัวเชด ปราสาทโอทะลัน อำเภอพนมดงรัก ปราสาทบ้านหนองคันนา ปราสาทตาเมือน (ปราสาทบายกรีม) ปราสาทตาควาย (ปราสาทตาวาย) อำเภอสังขะ ปราสาทเต่าทอง ประกาศ ณ วันที่ 9 เม.ย. 2569

รัฐบาลดูแล“ครอบครัวกำลังพล”

วันเดียวกันนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาแนวทางดูแลครอบครัวของข้าราชการทหารที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อให้ยังคงได้รับสิทธิด้านการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง แม้เจ้าของสิทธิจะเสียชีวิตลงจากกรณีข้าราชการทหารเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่บริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา จำนวน 27 ราย ส่งผลให้บุคคลในครอบครัวจำนวน 40 ราย สิ้นสุดสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และต้องกลับไปใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการดูแลครอบครัวของผู้เสียสละให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสมและสมศักดิ์ศรี

ได้“สิทธิบัตรทองฮีโร่”เทียบเท่าสิทธิขรก.

สาระสำคัญคือ มอบหมายให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติดำเนินการให้บุคคลในครอบครัวของข้าราชการทหารที่เสียชีวิตดังกล่าว ได้รับ“สิทธิบัตรทองฮีโร่”หรือUC Heroes โดยสามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในขอบเขตเทียบเท่าสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ สิทธิดังกล่าวจะคงอยู่จนกว่าผู้มีสิทธิจะได้รับสิทธิรักษาพยาบาลอื่นตามกฎหมาย และในกรณีบุตรของผู้เสียชีวิต ให้ได้รับสิทธิต่อเนื่องจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ โดยสปสช.จะเป็นหน่วยงานบริหารจัดการระบบและดูแลการใช้สิทธิให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด

ทั้งนี้ สปสช.ประมาณการงบประมาณในการดำเนินการไว้ปีละ 780,040 บาท โดยในปีงบประมาณ 2569 จะขอรับจัดสรรจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และในปีงบประมาณต่อไปจะเสนอขอรับจัดสรรตามกระบวนการงบประมาณประจำปี

สุรินทร์ประกาศห้ามปชช.เข้าพื้นที่ชายแดน

วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากนายโยชน์ สายน้อย อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 70 ม.7 ต.กันตวจระมวล อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ได้เข้าป่าชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อหาจับอึ่งและหาของป่าเก็บดอกกระเจียว เมื่อวันที่ 25 เม.ย.69 ก่อนถูกทหารกัมพูชาจับตัวไปดำเนินคดีและรอขึ้นศาล ที่ จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ 17 ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดทางอ.กาบเชิง จ.สุรินทร์โดยนายนิรันดร์ สุนทรศิริ นายอำเภอกาบเชิงได้ออกประกาศขอความร่วมมือประชาชนทั่วไป งดเข้าพื้นที่ป่าชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชนโดยปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

รายละเอียดในประกาศระบุว่าเนื่องจากเป็นพื้นที่ควบคุมยังไม่ปลอดภัย อาจมีวัตกระสุนปืนวัตถุระเบิด ทุ่นระเบิด กระสุนปืนตกค้าง รวมทั้งกองกำลังจากนอกประเทศ ทั้งนี้การเข้าไปถ่ายภาพสถานที่หรือที่ตั้งทางทหาร อาจเป็นความผิดทางกฏหมายเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชนจึงขอความร่วมมืองดเข้าพื้นที่ ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

Leave a comment