สรุปดราม่าร้อน ครอบครัวสก๊อต จากข้อกล่าวหาล่วงละเมิดสู่ศึกชิงทรัพย์พันล้าน

สรุปดราม่าร้อน ครอบครัวสก๊อต จากข้อกล่าวหาล่วงละเมิดสู่ศึกชิงทรัพย์พันล้าน

สรุปดราม่าร้อน ครอบครัวสก๊อต จากข้อกล่าวหาล่วงละเมิดสู่ศึกชิงทรัพย์พันล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.13 น.

สรุปประเด็นครอบครัว “สก๊อต” จากข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดสู่ความขัดแย้งด้านทรัพย์สิน

กรณีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว “สก๊อต” ซึ่งเป็นทายาทของตระกูลภิรมย์ภักดี ได้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็ก สภาพจิตใจที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของครอบครัว

จุดเริ่มต้นของข้อพิพาท เผยข้อมูลจาก “ทราย สก๊อต”

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เมื่อ ทราย สก๊อต ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านโซเชียลฯ ทรายได้กล่าวขอร้องไม่ให้สาธารณชนเรียกตนเองว่าเป็นทายาทตระกูลดังอีกต่อไป พร้อมทั้งเปิดเผยข้อกล่าวหาที่รุนแรงว่า ตนเองเคยถูกพี่ชายแท้ๆ ล่วงละเมิดทางเพศและข่มขืนกระทำชำเราหลายครั้งในช่วงวัยรุ่น

ทรายระบุว่า สมาชิกผู้ใหญ่ในครอบครัวรับทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด เนื่องจากเคยได้ยินคลิปเสียงที่ตนเองได้บันทึกคำสารภาพของพี่ชายเอาไว้ แต่กลับไม่มีผู้ใหญ่ท่านใดให้ความช่วยเหลือหรือปกป้องตนเลย ทำให้ตนเองรู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรมและต้องเผชิญกับปัญหาเพียงลำพังมาจนถึงอายุกำลังจะเข้าสู่ 30 ปี นอกจากนี้ ทรายยังเปิดเผยความรู้สึกว่า ตนไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับบุคคลในครอบครัวหรือตระกูลที่ไม่เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์และไม่มีความเห็นอกเห็นใจได้

ประเด็นที่สร้างความตึงเครียดเพิ่มขึ้นคือ ทรายระบุว่าในปีนี้ มารดาได้ดำเนินการฟ้องร้องทางกฎหมายต่อตนเอง เพื่อเรียกคืนทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินและบ้านพักตากอากาศที่คุณตายกให้ โดยทรายอ้างว่าตนเองถูกกล่าวหาว่าเป็นลูกเนรคุณ สาเหตุมาจากการที่ตนนำเรื่องพฤติกรรมของพี่เลี้ยงไปเล่าให้บุคคลอื่นฟัง และเมื่อไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ในตระกูล กลับได้รับคำแนะนำให้ไปขอโทษมารดา ซึ่งทำให้ตนเองรู้สึกไร้ทางออก ทรัพย์สินที่มีการกล่าวถึงนี้คือ บ้านพักตากอากาศริมชายหาดหัวหิน ซึ่งตั้งอยู่บนทำเลที่มีมูลค่าประเมินสูงถึง 1,000 ล้านบาท โดยเป็นมรดกที่คุณตาจำนงค์ ภิรมย์ภักดี ได้มอบให้

การชี้แจงข้อเท็จจริงจากฝั่ง “พาย สุนิษฐ์” และภรรยา

สืบเนื่องจากข้อกล่าวหาดังกล่าว เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 พาย สุนิษฐ์ สก๊อต พี่ชายของทราย ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 4 ของตระกูล และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้บริหารในบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอชี้แจงผ่านทางหน้าเพจเฟซบุ๊กของ มายด์ ลภัสลัล ผู้เป็นภรรยา พายได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศอย่างสิ้นเชิง โดยยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริงและไม่เคยเกิดขึ้น

พายชี้แจงว่า บุคคลใกล้ชิดและครอบครัวทราบดีว่าตนไม่มีวันกระทำพฤติกรรมที่น่ารังเกียจเช่นนั้น โดยเฉพาะกับน้องชายสายเลือดเดียวกัน สำหรับประเด็นเรื่องคลิปเสียงในอดีต พายระบุว่าตนไม่ทราบมาก่อนว่ามีการบันทึกเสียงไว้ และอธิบายว่าเหตุการณ์ในอดีตเป็นเพียงการทะเลาะเบาะแว้งและการกลั่นแกล้งกันตามประสาเด็กผู้ชายและพี่น้อง ซึ่งอาจมีความรุนแรงไปบ้าง แต่ในขณะนั้นตนยังเป็นเด็กและขาดวุฒิภาวะที่จะแยกแยะความเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม พายยืนยันว่าได้กล่าวคำขอโทษต่อน้องชายไปแล้วหลายครั้ง พายยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในช่วงวัยรุ่น ตนและน้องชายเติบโตและใช้ชีวิตอยู่คนละประเทศ โดยพายเดินทางไปศึกษาที่โรงเรียนประจำในประเทศอังกฤษตั้งแต่อายุ 8 ขวบและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นถึง 14 ปี การพบปะกันจึงเกิดขึ้นเฉพาะช่วงวันหยุดปิดภาคเรียนเท่านั้น

ในส่วนของข้อกล่าวหาที่ว่าครอบครัวเพิกเฉยต่อปัญหา พายยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ญาติผู้ใหญ่พยายามให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนในหลายด้าน รวมถึงการพาไปพบแพทย์เพื่อดูแลสภาพจิตใจ แต่ในบางช่วงเวลา ทรายเป็นฝ่ายตัดการติดต่อและบล็อกช่องทางการสื่อสาร ทำให้ครอบครัวไม่สามารถเข้าถึงได้

สำหรับประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์บ้านพักที่หัวหิน พายอธิบายว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเดิมเป็นของคุณตาที่มอบให้แก่มารดา และมารดาได้ทำการโอนสิทธิ์ให้พายและทรายเป็นเจ้าของร่วมกัน สาเหตุที่มารดาจำเป็นต้องดำเนินการฟ้องร้องเรียกคืนทรัพย์สิน เป็นเพราะเกิดเหตุการณ์ที่มีการนำบุคคลภายนอกเข้ามาในพื้นที่ มีการนำทรัพย์สินส่วนกลางออกไป และก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน มารดาจึงต้องดำเนินการเพื่อปกป้องความปลอดภัยของคนในบ้านและรักษาสถานที่ดังกล่าวไว้

ทิ้งท้ายว่า การออกมาพูดครั้งนี้เพื่อปกป้องครอบครัว ภรรยา และบุตรที่กำลังจะเกิดมาในอนาคต พร้อมยืนยันว่ามีหลักฐานชัดเจนทุกประการ และหลังจากนี้จะขอให้กระบวนการทางกฎหมายเป็นตัวตัดสินข้อเท็จจริง โดยจะไม่ขอตอบโต้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อีก

ทางด้าน “มายด์ ลภัสลัล” ภรรยาของพาย ได้ออกมาชี้แจงเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เพื่อปกป้องสามี โดยระบุว่าตนเพียงทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้สามีที่รักพื้นที่ส่วนตัวและไม่ต้องการเปิดสาธารณะ มายด์ได้แสดงหลักฐานเป็นภาพโฉนดที่ดินบ้านหัวหิน เพื่อยืนยันว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นมรดกที่จัดสรรให้พี่น้องทั้งสองคน ไม่ใช่สิทธิ์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งตามที่อาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

นอกจากนี้ มายด์ยังได้สยบกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการกีดกันน้องชายไม่ให้มาร่วมงานแต่งงาน โดยได้เผยแพร่ภาพซองการ์ดเชิญงานแต่งที่ระบุชื่อ “Psi” ซึ่งเป็นชื่อเล่นของทรายอย่างชัดเจน เพื่อยืนยันว่าทางฝั่งพี่ชายได้ให้ความสำคัญและส่งคำเชิญไปแล้ว พร้อมกันนี้ มายด์ได้ประกาศเตือนอย่างเด็ดขาดว่าจะดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้ที่แสดงความคิดเห็นบิดเบือนข้อมูลหรือหมิ่นประมาทจนสร้างความเกลียดชัง โดยระบุว่าจะรับคำขอโทษเป็นเงินสดเท่านั้น

การตอบโต้และนำเสนอหลักฐานจาก ทราย สก๊อต

ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ทรายได้นำเสนอหลักฐานเพื่อยืนยันข้อกล่าวหาของตน โดยได้เผยแพร่คลิปเสียงบทสนทนาซึ่งบันทึกไว้เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน คลิปดังกล่าวเป็นการสนทนาภาษาอังกฤษสลับภาษาไทย โดยทรายได้ระบุคำแปลไว้ด้วย

เนื้อหาในคลิปเสียงกล่าวถึงข้อกล่าวหาอย่างละเอียด โดยทรายระบุว่าตนถูกบังคับให้มีพฤติกรรมทางเพศ (อมอวัยวะเพศ) ในขณะที่ตนอายุเพียง 10 หรือ 11 ขวบ ส่วนพี่ชายอายุ 16 ปี ทรายอธิบายถึงผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ตนต้องเข้ารับการบำบัด และส่งผลกระทบต่อชีวิตในวัยผู้ใหญ่จนไม่สามารถมีความสัมพันธ์เชิงลึกกับบุคคลอื่นได้ เนื่องจากยังคงจดจำความรู้สึกที่เจ็บปวดในอดีตได้

ทรายโต้แย้งคำชี้แจงของพี่ชายที่ระบุว่าเป็นการกลั่นแกล้งตามประสาเด็ก โดยยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องตลกหรือการหยอกล้อ แต่เป็นความวิปริตและการเอาเปรียบน้องชาย ทรายยังชี้แจงลำดับเวลาว่า เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพี่เลี้ยงนั้นเกิดขึ้นก่อนในช่วงอายุ 8-9 ขวบ และการล่วงละเมิดจากพี่ชายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลายครั้งตลอดหลายปี

นอกจากคลิปเสียงแล้ว ทรายยังได้เผยแพร่ภาพจดหมายอีเมล ที่บิดาส่งมาหาหลังจากที่ขาดการติดต่อไปนานถึง 4 ปี เนื้อหาในอีเมลแสดงให้เห็นถึงความพยายามของบิดาในการติดต่อสื่อสาร โดยระบุว่าพยายามติดต่อทุกช่องทางแต่ถูกบล็อก บิดาได้กล่าวตัดพ้อแต่ยังคงเน้นย้ำว่าตนไม่ใช่ศัตรูและอยู่ข้างเดียวกับลูกเสมอ พร้อมขอให้ทรายเปิดใจเพื่อหาจุดที่เข้าใจกันได้ ทั้งนี้ ทรายได้โพสต์ข้อความประกอบอีเมลดังกล่าวในลักษณะที่สื่อความหมายว่า บิดาก็รับทราบถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับพายด้วยเช่นกัน

มุมมองและการวิเคราะห์จากบุคคลในสังคม

ประเด็นข้อพิพาทนี้ได้รับความสนใจจากบุคคลสาธารณะและผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ซึ่งได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในมุมมองที่แตกต่างกัน:

มุมมองด้านกฎหมาย: ทนายเจมส์ นิติธร แก้วโต ได้ให้คำแนะนำทางกฎหมายว่า หากผู้เสียหายรู้สึกว่าบ้านไม่ใช่พื้นที่ที่ปลอดภัย ควรเร่งดำเนินการเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเร็วที่สุด เพราะหากปล่อยระยะเวลาเนิ่นนานออกไป พยานหลักฐานต่างๆ อาจสูญหายได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเผยแพร่คลิปเสียง ทนายเจมส์ได้ให้ข้อคิดแก่สังคมว่า ควรรับฟังคำชี้แจงจากทั้งสองฝ่าย คิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล และแสดงความคิดเห็นด้วยความสุภาพ

มุมมองด้านสังคมและจิตวิทยา: นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการ ได้แสดงความเห็นใจต่อทรายที่ต้องแบกรับบาดแผลทางจิตใจเพียงลำพัง โดยชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของเรื่องราวและรายละเอียดที่กระทบกระเทือนจิตใจจากเนื้อหาในคลิปเสียง ซึ่งส่งผลให้เกิดตราบาปในใจของเด็กที่ไม่มีวันลบเลือน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการขาดที่พึ่งพิงภายในครอบครัวจนทำให้ต้องใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือในการต่อสู้

การวิเคราะห์พฤติการณ์: ผู้ประกาศข่าว ต๊ะ นารากร ติยายน ได้วิเคราะห์สถานการณ์ว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง และบาดแผลทางความรู้สึกเป็นสิ่งที่ลบเลือนได้ยาก ต๊ะ นารากร ได้ตั้งข้อสังเกตจากคลิปชี้แจงของพายว่า มีการใช้ถ้อยคำที่อาจทำให้สังคมตีความได้ว่าทรายกำลังมีอาการป่วยทางจิตใจ นอกจากนี้ เมื่อได้ฟังคลิปเสียงที่ทรายนำมาเปิดเผย ต๊ะ นารากร ยอมรับว่ารู้สึกไม่สบายใจกับบทสนทนาดังกล่าว พร้อมทั้งระบุถึงภรรยาของพายว่าไม่จำเป็นต้องได้รับความสงสารจากสังคม เนื่องจากเธอมีความมั่นใจสูงและพร้อมที่จะใช้กระบวนการทางกฎหมายจัดการกับผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นพาดพิง

บทสรุปและทิศทางของเหตุการณ์

จากข้อมูลและหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำเสนอ จะเห็นได้ว่าประเด็นความขัดแย้งนี้มีรากฐานมาจากความทรงจำและประสบการณ์ในอดีตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายหนึ่งยืนยันถึงความเจ็บปวดจากการถูกกระทำละเมิดที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรงมาจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยระบุว่าเป็นเพียงพฤติกรรมในวัยเยาว์ที่ขาดวุฒิภาวะ พร้อมทั้งยืนยันว่าครอบครัวไม่ได้เพิกเฉยและพยายามให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด ควบคู่ไปกับประเด็นด้านความสัมพันธ์และสภาพจิตใจ

เรื่องนี้ยังมีความซับซ้อนในมิติของการจัดการทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลของตระกูล ซึ่งนำไปสู่การฟ้องร้องระหว่างมารดาและบุตรชาย สถานการณ์ในปัจจุบัน ฝั่งพี่ชายได้ประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะยุติการโต้ตอบผ่านสื่อสาธารณะและนำเรื่องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ทราบทางกฎหมาย ในขณะที่ฝั่งน้องชายยังคงยืนหยัดในการปกป้องความจริงในมุมมองของตนเอง และพร้อมที่จะนำเสนอหลักฐานเพิ่มเติมที่ได้เก็บรวบรวมไว้

กรณีศึกสายเลือดตระกูลดังในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การตอบโต้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ แต่น่าจะนำไปสู่การต่อสู้เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งสังคมคงต้องติดตามความคืบหน้าอย่างมีวิจารณญาณต่อไป เคารพในสิทธิและพื้นที่ส่วนตัวของทุกฝ่าย และตระหนักถึงความละเอียดอ่อนของปัญหาความรุนแรงและข้อพิพาทภายในครอบครัว

Leave a comment