เปิด 3 ประเด็นสำคัญในการหารือทวิภาคี “โดนัลด์ ทรัมป์-สี จิ้นผิง”

เปิด 3 ประเด็นสำคัญในการหารือทวิภาคี "โดนัลด์ ทรัมป์-สี จิ้นผิง"

14 พ.ค. 2569 08:42 น.

เปิด 3 ประเด็นสำคัญในการหารือทวิภาคี “โดนัลด์ ทรัมป์-สี จิ้นผิง”

จับตาการพบกันครั้งประวัติศาสตร์ของ “โดนัลด์ ทรัมป์-สี จิ้นผิง” ที่กรุงปักกิ่ง ของจีน ท่ามกลางแรงกดดันสงครามอิหร่าน วิกฤตไต้หวัน และศึกการค้าสองมหาอำนาจโลก

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เริ่มต้นภารกิจวันแรกอย่างเป็นทางการในกรุงปักกิ่ง ของจีน หลังเดินทางถึงจีนเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยผู้นำสหรัฐฯ มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสงครามอิหร่าน ราคาพลังงานพุ่ง ความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน และการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ

การเยือนจีนครั้งนี้ถือเป็นการเดินทางเยือนปักกิ่งของผู้นำสหรัฐฯ ครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี และอาจกลายเป็นจุดชี้ชะตาความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ในยุคที่ทั้งสองฝ่ายยังพึ่งพากันทางเศรษฐกิจ แต่แข่งขันกันหนักขึ้นทั้งด้านการทหาร เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์

ในการหารือครั้งนี้ มี 3 ประเด็นใหญ่ที่ถูกจับตามองมากที่สุด ได้แก่ สงครามการค้าและภาษี สงครามอิหร่านและวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงประเด็นอ่อนไหวอย่างไต้หวัน ซึ่งจีนประกาศชัดว่าเป็น “เส้นแดง” ที่สหรัฐฯ ไม่ควรก้าวข้าม  

1. ศึกการค้า-ภาษี : ปมแข่งขันที่ยังไม่มีใครยอมถอย

แม้สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะผ่อนคลายลงชั่วคราวหลังทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงพักรบทางการค้าเมื่อปีที่แล้ว แต่รากปัญหายังคงอยู่ โดยเฉพาะมาตรการภาษีและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีที่ทั้งสองฝ่ายใช้ตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง 

รัฐบาลทรัมป์ต้องการให้จีนเพิ่มการนำเข้าสินค้าอเมริกัน ทั้งเครื่องบินโบอิ้ง ถั่วเหลือง และเนื้อวัว เพื่อสร้างภาพ ชัยชนะทางเศรษฐกิจ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมปลายปีนี้ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังพยายามผลักดันการจัดตั้ง คณะกรรมการการค้าระหว่างสองประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามเป็นสงครามการค้ารอบใหม่

ในส่วนของจีนต้องการให้สหรัฐฯ ผ่อนคลายข้อจำกัดด้านเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีชิปขั้นสูง ซึ่งสหรัฐฯ ใช้เป็นเครื่องมือสกัดการเติบโตของอุตสาหกรรมเอไอ และการทหารจีน ขณะที่ปักกิ่งตอบโต้ด้วยการควบคุมการส่งออกแร่หายาก ซึ่งจีนครองกำลังการผลิตกว่า 90% ของโลก

นักวิเคราะห์มองว่า แม้ทั้งสองฝ่ายอาจบรรลุข้อตกลงบางส่วน เช่น การชะลอขึ้นภาษีหรือการซื้อสินค้าเพิ่มเติม แต่ยังยากที่จะเกิดดีลใหญ่ เพราะการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจยังแก้ไม่ตก และต่างฝ่ายต่างมองการพึ่งพากันทางเศรษฐกิจเป็นความเสี่ยง มากขึ้นเรื่อยๆ  

2. สงครามอิหร่าน : ปมร้อนที่เขย่าเศรษฐกิจโลก

อีกประเด็นที่ทั่วโลกจับตาคือสงครามอิหร่าน ซึ่งกลายเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโลก หลังวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูง กระทบทั้งตลาดพลังงานและเงินเฟ้อทั่วโลก โดยสหรัฐฯ ต้องการให้จีนใช้บทบาทกดดันอิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา เนื่องจากจีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยนำเข้าน้ำมันอิหร่านมากกว่า 80% ของการส่งออกทั้งหมดของเตหะราน

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังหวังให้จีนช่วยผลักดันการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของโลก หลังการสู้รบทำให้เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากติดค้างและเกิดความเสี่ยงต่อการขนส่งระหว่างประเทศ 

อย่างไรก็ตาม แม้จีนกับสหรัฐฯ มีผลประโยชน์ร่วมกันเรื่องเสถียรภาพด้านพลังงาน แต่จีนก็ไม่ต้องการถูกมองว่าเข้าข้างสหรัฐฯ มากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่จีนกำลังรักษาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับอิหร่าน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า นี่อาจเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเด็นที่จีนและสหรัฐฯ มีเป้าหมายร่วมกัน แต่ต่างฝ่ายต่างต้องการใช้สถานการณ์นี้ต่อรองอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจของตัวเอง

3. ไต้หวัน : เส้นแดงอันตรายของจีน

ประเด็นไต้หวันยังคงเป็นหัวข้ออ่อนไหวที่สุดในการพบกันครั้งนี้ หลังจีนเพิ่มแรงกดดันทางทหารรอบเกาะไต้หวันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สหรัฐฯ เดินหน้าสนับสนุนไทเปทั้งด้านอาวุธและความมั่นคง โดยในช่วงก่อนเดินทางเยือนจีน ทรัมป์ยืนยันว่า จะหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เกี่ยวกับแพ็กเกจขายอาวุธมูลค่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4 แสนล้านบาท ให้ไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในและละเมิดหลัก “จีนเดียว”

หนังสือพิมพ์พีเพิลส์ เดลี ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ถึงขั้นเผยแพร่บทบรรณาธิการเตือนว่า ไต้หวันคือ “เส้นแดงแรก” และเป็น “จุดเสี่ยงที่สุด” ในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่า สิ่งที่ทั่วโลกจะจับตาไม่ใช่เพียงผลการหารือ แต่รวมถึงถ้อยคำหลังการประชุม ว่าทรัมป์จะส่งสัญญาณสนับสนุนไต้หวันชัดเจนแค่ไหน หรือจะลดระดับท่าทีเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับจีน เนื่องจากในเกมมหาอำนาจ คำพูดเพียงไม่กี่ประโยค อาจส่งผลต่อความมั่นคงของไต้หวัน และสมดุลอำนาจในเอเชียไปอีกหลายปีข้างหน้า.

ที่มา CNN , Aljazeera

Leave a comment