
ประเทศยังไม่วิกฤต! สุรเดช ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน
วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.37 น.
“สุรเดช”ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้ประเทศยังไม่วิกฤต ห่วงหนี้สาธารณะทะลุเพดาน นักลงทุนไม่เชื่อมั่น ถามทำไม่สำเร็จ รับผิดชอบไหวหรือ สอน”เอกนิติ”อย่ามองแต่แง่บวก หนุนแนวคิด”อภิสิทธิ์”ลดภาษีสรรพสามิต-เก็บภาษีลาภลอย-เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชงไอเดีย เก็บเพิ่มภาษีเหยียบแผ่นดิน ขึ้นภาษีบาป-ภาษีฟุ่มเฟือย
15 พฤษภาคม 2569 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เนื่องจากหนี้สาธารณะของไทยในปี 2569 ขึ้นไปสูงมาก ประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท เพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ 66.09 % – 67.3% เหลือแค่อีก 3 – 4% จะชนเพดานหนี้สาธารณะ 70% หากชนเพดานจะมีปัญหาตามมาคือ ดอกเบี้ยจะปรับตัวขึ้น เงินที่ทางรัฐบาลจะต้องนำมาใช้พัฒนาประเทศต้องมาเสียกับดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเป็นหลักหมื่นล้านบาท เรื่องที่ตนห่วงคือ เงินที่จะกู้มาจะได้ผลจริงจังแค่ไหน เพราะวิกฤตของประเทศตอนนี้คือ ต้นทุนสูงขึ้นเพราะราคาน้ำมัน ไม่ใช่วิกฤตเหมือนที่ผ่านๆ มา เช่น โควิด ต้มยำกุ้ง ที่เป็นวิกฤตจริงๆ แต่ปัจจุบันยังไม่วิกฤตขนาดนั้น ตนไม่แน่ใจว่า จะเข้าข่ายมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งตนไม่เห็นด้วยกับวิธีออก พ.ร.ก.กู้เงิน
นายสุรเดช กล่าวว่า ความคิดตนสอดรับกับความคิด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก.กู้เงิน และสนับสนุนแนวคิดของนายอภิสิทธิ์ ที่เสนอให้ใช้วิธีอื่น เช่น หากจะช่วยประชาชนฐานรากสามารถเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือการลดภาษีที่มีผลกระทบกับราคาน้ำมัน ที่จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงมา เช่น ลดภาษีสรรพสามิต หรือขึ้นภาษีโรงกลั่น หรือเก็บภาษีลาภลอย ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เป็นอดีตนายกฯ รัฐบาลควรปรึกษาหารือนายอภิสิทธิ์ อย่าแบ่งแยกว่า เป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ทำไมไม่จับมือร่วมกันแก้ปัญหาของประเทศ เพราะมีองค์ความรู้ มีประสบการณ์

นายสุรเดช กล่าวอีกว่า นายอภิสิทธิ์เป็นนักเศรษฐศาสตร์เหมือนตน มองภาพเดียวกันว่า กู้เงินทำไม เพราะจะกลายเป็นภาระของประชาชน เงินก้อนนี้ไม่ใช่เงินของรัฐบาล ถึงเวลาต้องมาใช้หนี้ชั่วลูกชั่วหลาน ถ้าหนี้สาธารณะขึ้นไปถึง 70% ดอกเบี้ยจะสูงขึ้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการลงทุนจะน้อยลง เพราะมีหนี้สาธารณะเยอะ จะกังวลว่า เราจะล้มละลายหรือไม่ จะเป็นรัฐล้มเหลวหรือไม่ ดังนั้น การลงทุนอะไรต้องวิเคราะห์จากข้อมูลเหล่านี้ มีทางใดที่จะทำให้รัฐบาลพิจารณาหาวิธีอื่นได้หรือไม่
นายสุรเดช กล่าวต่อว่า ตนไม่แน่ใจว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร หากตีความว่า ยังไม่ถึงขั้นต้องกู้เงิน รัฐบาลจะกู้เงินไม่ได้ ต้องไปใช้วิธีอื่น ส่วนที่ พ.ร.ก.กู้เงินมีผลแล้ว หากถอนเงินออกมาแล้วจะมีปัญหาหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กู้เงินไม่ได้แล้ว รัฐบาลจะทำอย่างไร ส่วนกรณี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่าเป็นการช่วยเหลือประชาชนระยะยาวนั้น ตนอยากถามว่า เป็นการสนับสนุนหรือซ้ำเติมกันแน่ หวังดีแต่เกิดผลร้าย เคยมองในมุมลบหรือไม่ เป็นรัฐบาลจะมองบวกอย่างเดียวไม่ได้ ต่อให้รัฐบาลโปร่งใส ซื่อสัตย์ ตรวจสอบได้ แต่อยากให้มองภาพลบด้วย
“ถึงเวลาถ้ากู้แล้วต้องเดินหน้าทำให้สำเร็จ แต่ถ้าไม่สำเร็จใครจะรับผิดชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเอกนิติ หรือ ครม.รับผิดชอบหรือไม่ ถ้ารับผิดชอบแล้วจะรับผิดชอบอย่างไร ดังนั้น ต้องระมัดระวังอย่างมาก ผมกังวลว่า ภาพลักษณ์ของไทยจะเป็นประเทศที่มีหนี้สินท่วมท้น ไม่มีความน่าเชื่อถือ เกรงว่า เจตนาดีจะกลายเป็นซ้ำเติมประเทศหรือไม่” นายสุรเดช ระบุ
นายสุรเดช ยังเห็นว่า ขณะนี้เป็นลักษณะต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติ เมื่อต้นทุนสูงราคาก็ต้องสูง รัฐบาลต้องมาคิดว่า เมื่อราคาสินค้าสูงขึ้นรัฐบาลจะช่วยอย่างไรได้บ้าง อาจจะช่วยในลักษณะของการโปรโมตสินค้าส่งออกไปต่างประเทศ เพราะตอนนี้เรายังส่งออกได้อยู่ เพียงแต่ราคาต้นทุนสูงขึ้น ก็ต้องขยายตลาดให้มากขึ้น ความจริงต้นทุนไม่ได้สูงแค่ไทย แต่กระทบทั่วโลก สินค้าเขาก็ขึ้น ทุกคนรับได้ เราต้องขยายตลาดส่งออก รัฐบาลมีคนเก่งอยู่แล้ว เช่น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มีความชำนาญการค้าต่างประเทศ อยากให้เป็นกลไกธรรมชาติมากกว่า อาจจะต้องเพิ่มเงินเฟ้อขึ้นมาบ้างก็ต้องปล่อยธรรมชาติ ดีกว่ากู้เงินที่เป็นภาระของประชาชน ภาพลักษณ์ไทยจะเสียในสายตานักลงทุนทั่วโลก

นายสุรเดช กล่าวว่า รัฐบาลต้องหาทางที่จะเพิ่มจีดีพี ปัจจุบันประมาณการอยู่ที่ 18.97 ล้านล้านบาท หากยอดหนี้สาธารณะไปถึง 13-14 ล้านล้านบาท จะมีตัวเลขห่างกันแค่ 4 – 5 ล้านล้านบาทเท่านั้น ซึ่งเรามีรายจ่ายประจำ ทั้งเงินเดือนข้าราชการ เรื่องบัตรทอง และยังมีโครงการแต่ละกระทรวงอีก แล้วจะเหลือเงินใช้หนี้ได้อย่างไร และถ้ามีโครงการแลนด์บริดจ์ก็ต้องกู้อีก 1 ล้านล้านบาท ทะลุเพดานหนี้สาธารณะแน่นอน ตรงนี้เป็นเรื่องที่ตนห่วง จึงฝากไปถึงรัฐบาลให้ช่วยไตร่ตรองให้ดี
นายสุรเดช ยังเสนอว่า รัฐบาลควรหารายได้เพิ่ม โดยนอกจากการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน การเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นแล้ว ยังมีภาษีที่จะเก็บเพิ่มได้อีก เช่น ภาษีขาเข้า – ขาออกของสนามบิน ที่สามารถทำได้ อย่างที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอจะเก็บจากคนไทยที่จะเดินทางออกนอกประเทศคนละ 1,000 บาท ปัจจุบันขาเข้าเราเก็บอยู่ประมาณ 700 บาท สามารถจะขึ้นเป็น 1,000 บาท หรือ 1,200 พันบาท ซึ่งสามารถทำได้ หรือการขึ้นภาษีบุหรี่ ภาษีสุรา ภาษีเบียร์ สามารถขึ้นประมาณ 35 – 50% ไม่น่ามีปัญหาเพราะเป็นของมึนเมา ส่วนคนที่มีฐานะซึ่งนิยมดื่มสุราเขาสามารถจ่ายเพิ่มได้อยู่แล้ว หรือการขึ้นภาษีฟุ่มเฟือย เช่น สินค้าแบรนด์เนมทั้งหลาย ซึ่งรัฐบาลควรจะมาสนใจสิ่งเหล่านี้