อภิสิทธิ์ซัดรัฐบาล เมินกฎหมายภาคประชาชน เหน็บแสบลืม อสม.แล้วหรือไม่

อภิสิทธิ์ซัดรัฐบาล เมินกฎหมายภาคประชาชน เหน็บแสบลืม อสม.แล้วหรือไม่

อภิสิทธิ์ซัดรัฐบาล เมินกฎหมายภาคประชาชน เหน็บแสบลืม อสม.แล้วหรือไม่

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.58 น.

“อภิสิทธิ์”ซัด”รัฐบาล” เมินกฎหมายภาคประชาชน เหน็บแสบลืม”อสม.”แล้วหรือไม่ ฉะช่วงเลือกตั้งบอกรัก พอได้เป็นกลับทิ้ง กม. จี้เคารพมติ ปชช.แก้ รธน. เตือนกลับมาตั้งต้นใหม่ ระวังสร้างขัดแย้ง-เจอปมละเอียดอ่อนอีกครั้ง

15 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่รัฐสภามิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายว่า ตนสนับสนุนผู้นำฝ่ายค้านฯที่พูดว่าวันนี้ไม่ใช่เรื่องของเทคนิคทางกฎหมายผู้ที่ต้องมาชี้แจงความจริงคือหัวหน้ารัฐบาลหรือรัฐมนตรีที่มีหน้าที่ ในการรักษาการตามกฎหมายต่างๆ มากกว่า เพราะเรากำลังถามถึงเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการผลักดันงานทางด้านนิติบัญญัติ และขอสนับสนุนรัฐบาลต่อกฎหมายหลายฉบับที่ได้ยืนยันมาในวันนี้ กฎหมายฉบับแรกคือ กฎหมายการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและให้บริการแก่ประชาชน

ฉบับที่ 2 คือกฎหมายล้มละลาย ซึ่งจะเป็นการช่วยเรื่องการฟื้นฟูกิจการ โดยเฉพาะกลุ่มคนหรือผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งที่ปัจจุบันไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้ ซึ่งอยากสนับสนุนให้ปฏิบัติได้จริง ฉบับที่ 3 คือกฎหมายแข่งขันทางการค้า คือการแก้ปัญหาการผูกขาด ที่ไปติดขัดอยู่ตรงคำนิยามว่าผู้ประกอบการนั้นมีอำนาจเหนือตลาดหรือไม่ ทำให้หลายเรื่องเสียเวลาไปกับการพิสูจน์ว่า ผู้ประกอบการเหล่านั้นมีอำนาจเหนือตลาดจริงหรือไม่ ตนเห็นว่าต้องเสริมให้คณะกรรมการตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าสามารถมีอำนาจ เข้าไปดำเนินการได้โดยไม่ต้องพิสูจน์การมีอำนาจเหนือตลาด ที่ผ่านมาเราเห็นปัญหาการผูกขาดจากพฤติกรรม ซึ่งไม่ได้อยู่ในตัวกฎหมาย คือการที่ทุนใหญ่ โดยเฉพาะทุนต่างชาติที่สายป่านยาวกว่าเข้ามาทำธุรกิจลักษณะยอมขาดทุนเพื่อทำให้คู่แข่งหายไปจากตลาดทั้งหมด และเมื่อผูกขาดแล้วก็จะขึ้นราคา อย่างในแพลตฟอร์มต่างๆ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ฉบับที่ 4 คือเรื่องกฎหมายอากาศสะอาด ซึ่งดีใจที่รัฐบาลเดินหน้าต่อแต่ก็อยากบอกว่ากฎหมายฉบับนี้หลายมาตรา ดูมีข้อถกเถียงกันอยู่พอสมควร ซึ่งสภาต้องพิจารณากันด้วยความรอบคอบ และฉบับที่ 5 กฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องบุคลากรทางการศึกษา ที่ต้องทำให้สอดคล้องกับกฎหมายการศึกษาแห่งชาติที่ต้องมีการผลักดันต่อไป ดังนั้น สิ่งที่ตนตั้งข้อสังเกตคือบรรดากฎหมายที่รัฐบาลตัดสินใจไม่ยืนยัน เพราะตนมีความวิตกกังวลว่าบ่งบอกบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับแนวคิดหรือทัศนคติของรัฐบาล เรื่องแรกที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของรัฐธรรมนูญ

“ความพยายามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดโอกาสให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ดำเนินการมาเกือบ 10 ปี แต่มีอันเป็นไปทุกครั้ง จนกระทั่งเกิดความหวังเมื่อปลายสภาชุดที่แล้ว ที่มีการไปตกลงกันระหว่าง 2 พรรคการเมืองใหญ่ หรือ MOA ผมไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง แต่การที่ไม่เดินหน้าตามนั้น เดิมอาจจะเป็นเรื่องระหว่างพรรคการเมืองด้วยกันแต่เมื่อมีการไปจัดทำประชามติ แล้วเสียงเห็นชอบของประชาชนจำนวนมหาศาลยืนยันมา ก็คิดว่ารัฐบาลน่าจะแสดงความเคารพเจตนารมณ์ ต่อประชามติที่รัฐบาลเป็นคนไปขอให้มีการจัดทำขึ้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ทราบดีว่าถ้ารัฐบาลยืนยัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะผ่านทันที ต้องมาตั้งต้นเรื่องการตั้งกรรมาธิการกันใหม่ แต่น่าเสียดายเพราะถ้ารัฐบาลยืนยันคิดว่าสภาก็จะย้อนกลับไปดูการพิจารณาที่ค้างอยู่ และพบว่าประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุดคือเรื่องหมวด 1 หมวด 2 ในสภาชุดที่แล้วสามารถเดินหน้า เหมือนการประนีประนอมกันได้แล้ว

“แต่วันนี้รัฐบาลเลือกที่จะให้กระบวนการนี้ต้องไปตั้งต้นใหม่ ซึ่งผมเชื่อว่าจะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในประเด็นที่เป็นความละเอียดอ่อนและไม่ควรต้องมาเป็นประเด็นความขัดแย้งของสังคม ซึ่งการตัดสินใจไม่ยืนยัน ผมจึงมองว่าเป็นการไม่เคารพข้อตกลงที่เคยทำไว้ ไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และมีแต่จะนำให้ปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับเข้ามาอยู่ในวังวนของความขัดแย้งซึ่งไม่ควรจะเป็นความขัดแย้งที่รัฐบาลจะส่งเสริมในสังคมนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรายงานเรื่องมลพิษ ซึ่งกฎหมายนี้ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่รัฐบาลจะไม่ยืนยัน เพราะควรเปิดโอกาสให้ประชาชนที่กว่าจะไปรวบรวมชื่อและเสนอชื่อเข้ามา และถึงขั้นที่คณะกรรมการพิจารณาเสร็จแล้วแม้จะมีมุมมองที่แตกต่างกัน ทุกอย่างมันจะคลี่คลายเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายจากการตรวจสอบ แต่วันนี้รัฐบาลใจไม่กว้างพอที่จะให้กฎหมายนี้เดินต่อ สิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดคือรัฐบาลไม่ได้ดูนโยบายของตัวเองเลยหรือ ที่เขียนเอาไว้และมาแถลงกับพวกเราว่าจะเร่งผลักดันให้ประเทศไทย เข้าไปอยู่ในองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD​) ซึ่งกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่เป็นไปตามมาตรฐานที่เราจำเป็นจะต้องมีหากประสงค์จะอยู่ใน OECD จึงมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ทั้งๆ ที่กฎหมายสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ได้ข้อยุติในรายละเอียดระดับหนึ่งแล้ว เพียงแค่ภาคประชาชนเป็นผู้เสนอท่านก็ตัดสินใจว่าไม่ให้ไปต่อ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ยังมีกฎหมายอีก 3 – 4 ฉบับที่รัฐบาลไม่ยืนยัน ก็สะท้อนให้เห็นว่ามุมมองและใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาประเทศนั้นอยู่ที่ไหนอย่างไร ในกฎหมาย ที่ใช้ชื่อว่าสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นการพยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ก็คือการนิรโทษกรรมผู้ที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทางการเมือง ตนไม่ได้มีปัญหากับแนวคิดนี้ เพียงแต่เปรียบเทียบว่าผู้ที่ได้ประโยชน์กฎหมายฉบับนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งคือนักการเมือง และอดีตนักการเมือง ตรงนี้ท่านให้เดินต่อ แต่กฎหมายที่จะนิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่มีปัญหาเรื่องพื้นที่ทำกิน รัฐบาลกลับไม่ให้ไปต่อ

“กลายเป็นว่ากฎหมายที่ประชาชนลงประชามติอยากให้เดินหน้ากฎหมายที่ภาคประชาชนเสนอกฎหมายที่คนเดือดร้อนจริงๆ คือประชาชนล้วนๆ รัฐบาลกลับตัดสินใจว่าไม่เดินหน้าควรต้องไปตั้งต้นกันใหม่หมด เช่นเดียวกับกฎหมายเกี่ยวข้องกับผู้ใช้แรงงานทั้ง 2 ฉบับ รัฐบาลก็ตัดสินใจไม่ให้ไปต่อ บรรดากฎหมายที่รัฐบาลยืนยันไปหลายฉบับก็มีปัญหาอยู่เหมือนกัน จะมาอ้างเพียงแค่ว่ายังมีความเห็นที่แตกต่างแล้วไม่ยืนยันคงไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่แท้จริง การที่รัฐบาล ตัดสินใจไม่ยืนยันกฎหมายคุ้มครองแรงงานย่อมแสดงให้เห็นว่า การใส่ใจปัญหาของผู้ที่เป็นกำลังสำคัญของระบบเศรษฐกิจกลับถูกมองข้ามไป” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์​ กล่าวว่า ฉบับสุดท้ายที่อยากทวงถามคือกฎหมายอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้านและแนวหน้าสุขภาพ หรือ อสม.ไม่น่าเชื่อทำไมช่วงเลือกตั้งทุกคนรัก อสม.หมดเลย แต่เลือกตั้งเสร็จ นโยบายรัฐบาลก็ไม่เขียนถึง กฎหมายซึ่งเคยผลักดันไป จนจะทำให้มีการยกระดับสถานะ หรือปรับปรุงสวัสดิการก็กลับถูกทิ้งอีกทั้งๆ ที่ อสม.คือกลุ่มคนที่ทั่วโลกมองเป็นแบบอย่าง ทำไมจึงต้องกลับไปตั้งต้นใหม่

“เป็นเรื่องที่วัดกันว่าทิศทางแนวคิดทัศนคติของรัฐบาล ในการทำงานด้านนิติบัญญัติที่มีความสัมพันธ์กับตัวแทนของประชาชนและภาคประชาชนคืออะไรขอบคุณสำหรับกฎหมายทุกฉบับที่รัฐบาลเสนอยืนยันให้ไปต่อ และพร้อมที่จะให้การสนับสนุน แต่เสียดายและอยากให้ทางรัฐบาลกลับไปทบทวนแนวคิด ว่าแม้ท่านจะมีอำนาจบริหารแต่ท่านมาจากที่นี่ และที่นี่มาจากประชาชน อะไรที่ประชาชนแสดงเจตนารมณ์แล้ว ให้โอกาสเขาได้ทำสิ่งเหล่านี้และขอให้คิดถึงกลุ่มคนเล็กๆ น้อยๆ ที่ถูกมองข้ามอยู่ตลอดเวลา จะถือได้ว่าเราได้ทำหน้าที่ของการเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

Leave a comment