
ความน่าอับอายของระบบการเมืองไทย ในสายตาประเทศเพื่อนบ้านและในเวทีโลก
วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ขณะนี้ รัฐบาลซึ่งมีพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ปัดฝุ่นโครงการเชื่อมฝั่งทะเลอันดามันของมหาสมุทรแปซิฟิก กับฝั่งอ่าวไทยของทะเลจีนและมหาสมุทรแปซิฟิก
มีเสียงคัดค้านกันมากมาย ทั้งจากประชาชน พรรคการเมือง
แต่เสียงสนับสนุนก็มีพอสมควร ผู้เขียนจึงจะขอสรุปให้ประชาชนผู้ที่สนใจฟัง และเอาไปคิด ดังนี้
เรื่องการเชื่อมต่อระหว่างฝั่งมหาสมุทรอินเดีย กับมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งน่าจะเรียกว่า “Southern Economic Corridor” หรือ “ ระเบียงพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้” (SEC) มีมานานแล้วมากกว่า 40 ปี
และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 44 ซึ่งจะเป็นแกนกลางของการพัฒนาภาคใต้ เริ่มวางแผนกันมาตั้งแต่สมัยที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็คงจะผ่านการเห็นชอบจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจฯเรียบร้อยแล้ว จากอำเภอขนอม อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงไปถึงอำเภออ่าวลึก ขนานชายฝั่งทะเลไปจนถึงจังหวัดกระบี่ น่าจะสร้างเสร็จมาแล้วไม่ต่ำกว่า 30 ปี
เพื่อเป็นที่ตั้งของ “ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้”ให้มีการสร้างโรงกลั่นน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถังเก็บน้ำมันดิบ ถังเก็บแก๊ส ตลอดจนอุตสาหกรรมและคลังสินค้านานาชนิด ถนนนี้จึงกว้างถึง 200 เมตร แบ่งเป็นทางรถยนต์ 4 เลน ที่เหลือเก็บไว้สร้างทางรถไฟ ท่อแก๊ส และยังมีพื้นที่ตรงกลางอีกประมาณ 100 เมตรเศษ
เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผู้เขียนได้นั่งรถยนต์จากอำเภอขนอมไปตามถนนสายนี้ เพื่อชมผลของวิสัยทัศน์อันยาวไกลของพลเอกเปรม และสภาพัฒน์ (สศช.) สมัยนั้น แต่ปรากฏว่าไม่มีการพัฒนาใดๆ อันเป็นการสืบสาน ต่อยอด ออกไปอีกเลย นอกจากนั้น ที่ว่างตรงกลางก็ถูกประชาชนในท้องถิ่น บุกรุกไปปลูกต้นปาล์ม ต้นมะพร้าว และต้นไม้ ยืนต้นอีกมากมาย
ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลถัดๆ มา เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy) ที่เปิดโอกาสให้ สส., สว. ของอำนาจนิติบัญญัติ (Legislative Power) เข้ามาเป็นผู้เลือกตั้ง (Electoral Body) ผู้ใช้อำนาจบริหาร (Executive Power หรือ รัฐบาลนั่นเอง) และยังเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองในระบบนี้ เป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร ควบคู่ไปกับการใช้อำนาจนิติบัญญัติด้วย
คงไม่ต้องจาระไนให้มาก ว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองส่วนใหญ่ ที่อยู่ในระบบนี้ก็จำต้อง :-
ต้องไม่ดำเนินการสืบสานโครงการดีๆ ที่คนเก่าทำไว้
พรรคใดไม่ได้เป็นรัฐบาล ก็ต้องหาทางทำลายโครงการของฝ่ายรัฐบาลให้พังไป เพื่อตน จะมีโอกาสได้เข้ามาเป็นรัฐบาลบ้าง
ต้องขวนขวายหาทุนรอนสะสมไว้ เพื่อจะได้เป็นรัฐมนตรีกับเขาบ้าง
ต้องมาสว่างไปมืด แบบที่ภิกษุรักเกียรติ สุขธนะ อดีต สส. 7 สมัย และอดีต รมต. 5 สมัย บรรยายธรรมไว้
ต้องมีบ้านใหญ่ ไว้เลี้ยงดูมุ้งเล็กๆ ในสังกัด
ต้องแบ่งคนไทยออกเป็นหลายกลุ่ม หลายพรรค หลายสี
สรุปแล้ว มัวแต่แย่งชิงอำนาจทางการเมือง มัวแต่หาทุนสะสม มัวแต่ทำโครงการประชานิยม จึงไม่มีโครงการใหญ่ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่เศรษฐกิจของคนไทยส่วนรวมแล้วเสร็จ
_____________________
เป็นที่น่าอับอายขายหน้าแก่ประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อเพื่อนบ้านทางภาคใต้ของเรา เห็นว่าประเทศไทย คงทำโครงการเช่นนี้ไม่สำเร็จแน่ จึงได้เริ่มทำโครงการเช่นเดียวกันบ้าง
เขาเรียกโครงการที่เชื่อมสองฝั่งของประเทศเขา ว่าเป็นโครงการเชื่อมต่อฝั่งทะเลตะวันออกกับฝั่งตะวันตกเข้าด้วยกัน เริ่มทีหลังประเทศไทย 20 กว่าปี แต่จะเปิดใช้งานในต้นปี 2570 (มกราคม ค.ศ. 2027) นี้แล้ว
เพื่อเชื่อมต่อท่าเรือของทั้งสองฝั่งทะเล คือทะเลอันดามัน และอ่าวไทย ของมหาสมุทรแปซิฟิก เข้าด้วยกัน
จาก Port Klang ท่าเรือหลักฝั่งตะวันตกในรัฐสลังงอร์ไปจนถึง Kuantan Port ในรัฐปะหังใกล้รัฐตรังกานู ท่าเรือหลักของฝั่งตะวันออก โดยผูกระบบการขนส่งทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งรถไฟโดยสาร และรถบรรทุกสินค้า สนามบิน ท่าเรือ เป็นระบบเศรษฐกิจร่วม
ดังนั้น โรงกลั่นน้ำมัน คลังน้ำมันดิบ และคลังน้ำมันที่กลั่นแล้ว จากตะวันออกกลาง และอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องการลูกค้าในอินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ จากญี่ปุ่นและจีน ก็น่าจะมาตั้งโรงงานที่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยไหม เพราะรอไทยมา 40 ปีแล้ว ก็ยังมัวแต่รำเบิกโรงอยู่ หรือมัวแต่ทะเลาะเบาะแว้ง แย่งชิงอำนาจบริหาร (การเป็นรัฐบาล) กันอยู่อย่างหน้าดำหน้าแดง บางปีก็นายกรัฐมนตรีถึง 3 คน 3 ครม.
ถ้าไม่อายตอนนี้และจะไปอายเมื่อใด
แล้วรัฐบาลซึ่งมีพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำ จะทำอย่างไร จะหยุดชะงักปล่อยให้เพื่อนบ้านคาบการพัฒนาชิ้นใหญ่ไปกินเสียเฉยๆ หรืออย่างไร
___________________
ผู้เขียนเอง ก็อยากเสนอคณะกรรมการ ที่นายกฯอนุทินตั้งไว้พิจารณาเรื่องนี้ โดยมี นักบริหารมืออาชีพ (Professional Executive with proven success เป็นประธาน) พิจารณาเป็น 4 ข้อ ดังนี้
1.ยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์ ที่จะใช้เงินเป็นล้านๆ บาทนี้เสีย
2.ประกาศโครงการใหม่ เรียกว่า Southern Economic Corridor (SEC) คู่กับ EEC ปัจจุบัน โดยไม่ต้องใช้เงินเลย โดย
3.รีบเชิญชวนให้ประเทศต่างๆ มาลงทุนสร้างท่าเรือทั้งสองฝั่งทะเล สร้างถังเก็บน้ำมัน ถังแก๊ส โรงกลั่น โรงงานอุตสาหกรรม ริมถนนสาย 44 ที่เราสร้างไว้แล้ว โดยได้รับการส่งเสริมตามมาตรการที่มีอยู่ โดยให้เอกชนจากต่างประเทศเหล่านี้มาลงทุนเอง ซื้อที่ดินเอง รัฐอำนวยความสะดวกแบบ One stop service.
4.หาทางออกจากระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy) ซึ่งนำความเสียหายมาสู่ประเทศอย่างประเมินค่ามิได้ เสียโดยรีบด่วน ไม่ให้ฝ่ายนิติบัญญัติ (สส., สว.) เข้ามาใช้อำนาจบริหารอีกต่อไปโดยคิดแก้ไขวิธี “การเข้าสู่อำนาจบริหาร” เสียใหม่โดยมี Electoral Body แห่งอำนาจบริหาร ขึ้นมาใหม่ ซึ่งอาจจะคิดค้นขึ้นมาใหม่ หรือหาซื้อหนังสือ “การปฏิรูปการเมืองไทย” ได้ที่สำนักงาน นสพ.แนวหน้า โทร.02-9735000 และโทร. 02-5212690 นำมาถกกับหัวหน้าพรรคของท่านดู
ศิริภูมิ