
ดันโครงการทุเรียนคาร์บอนต่ำ สุริยะ ลุยเมืองจันท์ สู้ศึกปุ๋ยแพง หนุนเกษตรกรใช้ชีวภัณฑ์
วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.09 น.
“สุริยะ“ ลุยเมืองจันท์ ตรวจโครงการทุเรียนคาร์บอนต่ำ เปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืช ลดต้นทุนปุ๋ย-ยา ลดการพึ่งพาเคมีเกษตร ดันปุ๋ยชีวภาพ ชีวภัณฑ์ และปุ๋ยอินทรีย์แทนที่ หวังฝ่าวิกฤติปุ๋ยแพง ด้านเกษตรกรบางส่วนปรับตัวศึกษาองค์ความรู้ผลิตชีวพันธุ์ใช้เองยอมรับ ลดต้นทุนได้จริง แต่ต้องใช้เวลาศึกษาข้อมูล
จากวิกฤตราคาปุ๋ยและเคมีเกษตร ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรชาวสวนทุเรียนในจังหวัดจันทบุรี เนื่องจากราคาปุ๋ยยูเรีย ขยับสูงขึ้นไปถึง 1,500 ถึง 2,000 บาท ต่อกระสอบ ขณะที่ราคารับซื้อทุเรียนกลับมีแนวโน้มลดลงล่าสุด นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ติดตามการผลิตทุเรียนคุณภาพตามมาตรฐานการส่งออกทุเรียนไทยหลังจากมอบหมายให้ กรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งขับเคลื่อนนโยบายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกร ลดการใช้ปุ๋ยเคมีและเคมีเกษตร เน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช สนับสนุนมาตรการใช้ปุ๋ย 70 : 30 เพื่อความยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหวังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร และส่งเสริมการผลิตพืชปลอดภัย พืชอินทรีย์ และพืชคาร์บอนต่ำ
.jpg)
นายสุริยะ เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯ กำลังขับเคลื่อนโครงการขยายผลแปลงต้นแบบด้านการผลิต และใช้ประโยชน์จากปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ของชุมชน เพื่อลดการพึ่งพาเคมีเกษตร และสร้างระบบการผลิตทุเรียนปลอดภัยมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน
ขณะที่ มนี ภาระเปลื้อง ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียน หมู่ 6 วังโตนด อ.นายายอาม จ.จันทบุรีประธานกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียน หมู่ 6 วังโตนด อ.นายายอาม จ.จันทบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันทางกลุ่ม ยังคงเร่งส่งเสริมให้สมาชิกปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาพึ่งพาเกษตรอินทรีย์และใช้สารชีวภัณฑ์ แทนสารเคมี แต่ปัญหาขณะนี้คือเกษตรกรหลายพื้นที่ ยังไม่เปิดใจ เพราะการผลิตปุ๋ยชีวภาพ ต้องมีองค์ความรู้และต้องใช้เวลามีกระบวนการผลิตหลายขั้นตอน ขณะที่ภาครัฐ มีแต่การซื้อ ปุ๋ยอินทรีย์และชีวพันธุ์ แจกเกษตรกร ยังไม่ได้มอบองค์ความรู้ให้เกษตรกรนำไปขยายการผลิตที่ชัดเจน
.jpg)
ทั้งนี้เกษตรกรในพื้นที่ของตน เปิดใจปรับตัวและได้รวมกลุ่มกันศึกษาการผลิตสารชีวภัณฑ์ ตามที่ได้รับองค์ความรู้จากกรมวิชาการเกษตร เช่น ไตรโคเดอร์มา และน้ำเห็ดเรืองแสง เพื่อนำไปใช้ในสวนทุเรียน ซึ่งจากการคำนวณต้นทุน พบว่า สามารถลดต้นทุนค่ายาได้ถึง 750 บาทต่อการพ่นยา 1 ถัง และลดต้นทุนภาพรวม ลงได้ถึงไร่ละ 5,000 – 6,000 บาท ขณะที่ผลผลิตยังคงได้คุณภาพดีไม่ต่างจากการใช้สารเคมี
“ชีวภัณฑ์เนี่ยเราทำให้เราลดต้นทุนได้ ที่ผมคำนวณมาคือต่อถังพ่นยาที่เราพ่นยาต่อหนึ่งถังเนี่ยเราสามารถลดได้ 750 บาทต่อหนึ่งถัง มันก็ทำให้เราต้นทุนเราต่ำลง จากก่อนต้นทุนผลผลิตต่อไร่เนี่ยตกประมาณ 20,000-22,000 บาท ตอนนี้เราต้นทุนเราอยู่ประมาณ 14,000-15,000 บาท มันก็ลดต่อไร่ก็ลดประมาณ 5,000-6,000 บาท มันก็ช่วยให้เกษตรกรเนี่ยมีต้นทุนที่ต่ำลง” นาย มนี กล่าว
.jpg)
ด้าน นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุว่า การขับเคลื่อนแผนการลดต้นทุนภาคการเกษตร โดยปรับเปลี่ยนสู่ชีวภัณฑ์-ปุ๋ยชีวภาพ ปัจจุบันกรมฯ ได้เร่งส่งเสริมให้ชาวสวนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกร ให้หันมาเพิ่มสัดส่วนการใช้สารชีวภัณฑ์และปุ๋ยชีวภาพทดแทนการใช้เคมี จะเห็นว่า การลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีในครั้งนี้ เกษตรกรชาวสวนทุเรียนตื่นตัวและนำปุ๋ยชีวภาพ สารชีวภัณฑ์ของกรมวิชาการเกษตรมาประยุกต์ใช้ในสวนอย่างแพร่หลาย ผลลัพธ์ที่ได้คือ ต้นทุนการผลิตลดลง ในขณะที่ผลผลิตทุเรียนกลับมีคุณภาพดีขึ้น
สำหรับ จังหวัดจันทบุรีเป็นแหล่งผลิตทุเรียนส่งออกสำคัญของประเทศ โดยข้อมูลการส่งออกทุเรียนทั้งประเทศไปยังจีน ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 13 พฤษภาคม 2569 มีจำนวน 27,958 ชิปเมนต์ ปริมาณกว่า 448,679 ตัน มูลค่ากว่า 51,377 ล้านบาท เป็นทุเรียนภาคตะวันออก 22,720 ชิปเมนต์ ปริมาณกว่า 364,437 ตัน มูลค่ากว่า 41,820 ล้านบาท
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)