อ.สติธร ชี้รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

อ.สติธร ชี้รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

อ.สติธร ชี้รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.10 น.

17 พฤษภาคม 2569 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเปิดเวทีหารือร่วมกับผู้บริหารภาคเอกชนรายใหญ่ของประเทศ ว่า ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจและสะท้อนความพยายามในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ภาคเอกชนไทยจำนวนมากมีศักยภาพสูง ทั้งในด้านการบริหารจัดการ เทคโนโลยี ขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการดึงดูดบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้าไปร่วมงาน หลายบริษัทไทยสามารถแข่งขันในระดับโลกได้แล้ว แต่ปัญหาสำคัญที่ผ่านมา คือประเทศไทยยังไม่สามารถเชื่อมโยงศักยภาพของภาคเอกชนเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่

“เรามีบริษัทระดับโลก แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนพลังของบริษัทเหล่านั้น ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศในภาพรวมได้อย่างแท้จริง” ดร.สติธร กล่าว พร้อมยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดจากรัฐหรือเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากการที่ภาครัฐมีวิสัยทัศน์ระยะยาว และสามารถสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือ Chaebol จนสามารถยกระดับอุตสาหกรรมจากฐานการผลิตทั่วไป ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง วัฒนธรรมร่วมสมัย และ Soft Power ที่มีอิทธิพลระดับโลก

นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการวิจัยพัฒนา ทำให้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจจาก ผู้ผลิต ไปสู่ ผู้สร้างนวัตกรรม ได้สำเร็จ

“เกาหลีใต้คือกรณีศึกษาที่สำคัญ ความสำเร็จของเกาหลีใต้มิได้เกิดขึ้นเพราะรัฐหรือเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเก่งเพียงลำพัง หากแต่เกิดจากการที่รัฐมีวิสัยทัศน์ระยะยาว และสามารถสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า Chaebol จนทำให้อุตสาหกรรมเกาหลีเติบโตก้าวกระโดดจากการผลิตสินค้าทั่วไป ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง วัฒนธรรมร่วมสมัย และ Soft Power ที่ทรงอิทธิพลในระดับโลก ในขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ยังลงทุนอย่างหนักในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการวิจัยพัฒนา จึงไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิต แต่ยกระดับขึ้นเป็นผู้สร้างนวัตกรรมด้วยตนเอง”

อย่างไรก็ตาม ดร.สติธร มองว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามโมเดลเกาหลีใต้ทั้งหมด เพราะบริบทโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเห็นว่าไต้หวันเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เนื่องจากเติบโตจากการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา การสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรม และการผลักดัน SME เทคโนโลยี จนสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI ขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจประเทศได้

ดร.สติธร กล่าวว่า โจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่คำถามว่า “รัฐจะนำ หรือเอกชนจะนำ” เพราะเป็นวิธีคิดแบบโลกยุคเก่า แต่คือการสร้างความร่วมมือในลักษณะ collaborative governance ที่ภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย ภาคประชาสังคม และคนรุ่นใหม่ สามารถทำงานร่วมกันในการกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ของประเทศ

“การพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีทุนมากที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นสามารถเชื่อมโยงทุน เทคโนโลยี ความรู้ และพลังสร้างสรรค์ของผู้คนในสังคมเข้าด้วยกันได้มากเพียงใด ซึ่งผมเชื่อว่านี่คือโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องก้าวข้ามให้ได้ และรัฐบาลปัจจุบันเริ่มมาถูกทาง” ดร.สติธร กล่าว

Leave a comment