เรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก “USS Gerald R. Ford” เทียบท่าหลังปฏิบัติภารกิจ 11 เดือน

เรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก "USS Gerald R. Ford" เทียบท่าหลังปฏิบัติภารกิจ 11 เดือน

17 พ.ค. 2569 11:54 น.

เรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก “USS Gerald R. Ford” เทียบท่าหลังปฏิบัติภารกิจ 11 เดือน

เรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด” ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกของกองทัพเรือสหรัฐฯ เดินทางกลับถึงฐานทัพในรัฐเวอร์จิเนียแล้ว หลังเสร็จสิ้นการประจำการยาวนานถึง 11 เดือนเต็ม ผ่านสมรภูมิสำคัญทั้งการสนับสนุนสงครามกับอิหร่าน และการร่วมปฏิบัติการจับกุมอดีตประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา

เรือ “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด” ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่และก้าวหน้าที่สุดในโลก พร้อมด้วยเรือพิฆาตอีก 2 ลำ ได้แก่ ยูเอสเอส เบนบริดจ์ (USS Bainbridge) และยูเอสเอส มาฮาน (USS Mahan) ได้เดินทางกลับมาเทียบท่า ณ ฐานทัพเรือนอร์ฟอล์กในรัฐเวอร์จิเนีย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังเสร็จสิ้นการออกปฏิบัติการนานถึง 11 เดือน ซึ่งถือเป็นการประจำการที่ยาวนานที่สุดของเรือบรรทุกเครื่องบินนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเวียดนาม โดยมีทหารเรือราว 5,000 นาย ที่จะได้พบหน้าครอบครัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว

ตามรายงานจากสำนักข่าวสถาบันกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า เรือยูเอสเอส ฟอร์ด ใช้เวลาปฏิบัติภารกิจกลางทะเลรวมทั้งสิ้น 326 วัน ทำลายสถิติการประจำการที่ยาวนานที่สุดในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา โดยในประวัติศาสตร์กองทัพเรือสหรัฐฯ มีเพียงเรือยูเอสเอส มิดเวย์ (USS Midway) ในปี 1973 (332 วัน) และเรือยูเอสเอส คอรัล ซี (USS Coral Sea) ในปี 1965 (329 วัน) เท่านั้นที่ใช้เวลานานกว่า

อย่างไรก็ตาม สถิตินี้ไม่นับรวมเรือยูเอสเอส นิมิตซ์ (USS Nimitz) ที่เคยประจำการและห่างบ้านนาน 341 วันในช่วงปี 2020-2021 เนื่องจากระยะเวลาดังกล่าวได้รวมเอาช่วงที่ลูกเรือต้องกักตัวอย่างเข้มงวดบนฝั่งในสหรัฐฯ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไว้ด้วย

เส้นทางการปฏิบัติหน้าที่อันยาวนานของเรือยูเอสเอส ฟอร์ด เริ่มต้นขึ้นจากการออกเดินทางจากชายฝั่งเวอร์จิเนียในเดือนมิถุนายน มุ่งหน้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนที่ในเดือนตุลาคมจะถูกปรับเปลี่ยนเส้นทางอย่างเร่งด่วนไปยังทะเลแคริบเบียน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมกำลังทางเรือครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคดังกล่าวในรอบหลายสิบปี

ต่อมาในเดือนมกราคม เรือบรรทุกเครื่องบินยักษ์ลำนี้ได้เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารในการเข้า จับกุมตัว นายนิโกลัส มาดูโร ในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งเวเนซุเอลา

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในแถบแคริบเบียน เรือยูเอสเอสฟอร์ดต้องเผชิญกับศึกหนักอีกครั้ง โดยมุ่งหน้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นสงคราม โดยเรือยูเอสเอสฟอร์ดได้เข้าร่วมในปฏิบัติการช่วงเริ่มต้นของสงครามอิหร่านจากบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนจะแล่นผ่านคลองสุเอซเข้าสู่ทะเลแดงในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

จากการปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญในสงครามอิหร่าน ส่งผลให้เรือยูเอสเอสฟอร์ดและกองเรือคุ้มกัน ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง “เหรียญตราเชิดชูเกียรติประธานาธิบดีสำหรับหน่วยทหาร” ซึ่งเป็นรางวัลขั้นสูงสุดที่หน่วยทหารจะได้รับ โดยได้รับการยกย่องว่า “มีผลงานการรบที่โดดเด่นในการเผชิญหน้ากับศัตรูที่มุ่งมั่น”

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เดินทางมาร่วมต้อนรับการกลับมาของกองเรือรบด้วยตัวเอง รวมถึงเรือพิฆาต 2 ลำ โดยนายเฮกเซธได้กล่าวชื่นชมกำลังพลบนดาดฟ้าเรือยูเอสเอส เบนบริดจ์ ว่า “พวกคุณไม่ได้แค่ทำภารกิจสำเร็จ แต่พวกคุณได้สร้างประวัติศาสตร์ และทำให้คนทั้งชาติภาคภูมิใจ”

อย่างไรก็ตาม การประจำการที่ยาวนานเป็นประวัติการณ์ครั้งนี้ได้จุดประกายให้เกิดคำถามและข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสภาพจิตใจของกำลังพลที่ต้องห่างบ้านเป็นเวลานาน รวมถึงความสึกหรอของตัวเรือและอุปกรณ์ต่างๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระหว่างการปฏิบัติภารกิจ ลูกเรือต้องเผชิญกับเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ไม่เกี่ยวกับการรบ นั่นคือเหตุ ไฟไหม้บริเวณห้องซักรีดบนเรือ ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก จนทำให้ทหารเรือหลายร้อยนายไม่มีที่นอน และกองทัพต้องนำเรือเข้าจอดซ่อมแซมครั้งใหญ่เป็นเวลานานที่เกาะครีต ของประเทศกรีซ ก่อนจะสามารถเดินทางกลับมาเทียบท่าที่บ้านเกิดได้ในที่สุด.

ที่มา Associated Press

Leave a comment