ปกรณ์ นำ​ กกร.เคลียร์ปมนายกฯ ยันไร้นโยบายฟ้องปิดปาก กรณีโพลหน่วยงานรัฐส่อทุจริต

ปกรณ์ นำ​ กกร.เคลียร์ปมนายกฯ ยันไร้นโยบายฟ้องปิดปาก กรณีโพลหน่วยงานรัฐส่อทุจริต

ปกรณ์ นำ​ กกร.เคลียร์ปมนายกฯ ยันไร้นโยบายฟ้องปิดปาก กรณีโพลหน่วยงานรัฐส่อทุจริต

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.40 น.

“ปกรณ์”นำ​ กกร.แถลง​ แจงปม”นายกฯ”ให้สัมภาษ​ณ์โพลหน่วยงานรัฐส่อทุจริต​ ชี้ไม่ใช่การฟ้องปิดปาก​ มอง​เป็นเพียงให้ความเห็น-กฎหมาย ขณะที่”อนุทิน”เซ็นตั้ง คตท.ทำงานร่วมเอกชนลุยต้านทุจริต​ พร้อมเรียก 10 หน่วยราชการคุย 20 พ.ค.นี้

18 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์​ นิล​ประพันธ์​ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย​ พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชน (กกร.) และคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน อาทิ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย , รศ.ดร. เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย , นายมานะ นิมิตรมงคล ประธาน ACT และ นายวรกฤต จารุวงศ์ภัค เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ร่วมกันแถลงข่าว เพื่อชี้แจงถึงประเด็นผลการสำรวจของภาคเอกชน ที่ระบุว่าการคอรัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ​ ทำให้เกิดความเข้าใจคาดเคลื่อนถึงกรณีการเปิดเผยข้อสำรวจความเห็นของภาคเอกชนถึงองค์กรรัฐ​ที่เสี่ยงต่อการทุจริต ​ว่า​ เป็นผลการศึกษาของภาคเอกชน​ และดำเนินการตามหลักวิชาการที่ได้รับการรับรอง และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติของ OECD และธนาคารโลก ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการป้องกันและกำจัดปัญหาการทุจริตคอรัปชันมาโดยตลอดทุกรูปแบบ ซึ่งการกำหนดไว้เป็นนโยบายของรัฐบาลชัดเจนว่าจะมีการปฏิรูปกฎหมาย ตั้งแต่กรณีกฎหมายล้าสมัย​ กฎหมายระดับรอง​ วิธีการอนุมัติอนุญาต​ และการให้บริการภาครัฐ ให้มีการนำระบบดิจิทัลมาใช้ และใช้ดุลยพินิจให้เหลือเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

นายปกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวไปแล้วหลายเรื่อง​ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการปฏิรูปกฎหมาย​ เรื่องการอำนวยความสะดวกและการอนุมัติอนุญาต​ และการให้บริการภาครัฐ ซึ่งอยู่ในชั้นกรรมการร่วมการที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติ​ โดยคณะกรรมการ​กฤษฎีกา​เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามกฎหมาย และทำตามกฎหมาย ตรวจสอบนอมินี และการตรวจสอบกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ทำรายงานเสร็จเรียบร้อย และจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป ว่าจะต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอะไรบ้าง

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการเสนอข่าวว่า นายกรัฐมนตรีไม่ยอมรับผลการสำรวจและสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้สำรวจและเปิดเผยผลการสำรวจ นายปกรณ์​ กล่าวว่า​ นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ตนมาชี้แจงกับประชาชนและสื่อมวลชนว่า​ คำถามได้รับ​ ณ เวลานั้นคือคำถามสั้นๆ​ จึงพูดตามหลักกฎหมายว่าใครก็ตามที่ถูกกล่าวหา​ และคิดว่าตัวเองเสียหายก็มีสิทธิที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาล เช่นกรณีที่มีการกล่าวหาว่าอาจกระทำการทุจริต ก็ให้ไปพิสูจน์กันในศาล​

“ยืนยันว่า​ ไม่ได้เป็นการฟ้องปิดปาก เพียงแต่หากมีกรณีที่เกิดความเสียหายเกิดขึ้นก็ควรจะไปดำเนินการทำคดีทางศาล​ ซึ่งก็พูดตามหลักทั่วไปของกฎหมายละเมิด เพื่อเป็นการพิสูจน์ไปได้ สนับสนุนให้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีหรือมีคำสั่งฟ้องร้องดำเนินคดีต่อใคร”

นายปกรณ์ กล่าวต่อว่าขณะที่รายงานของซีโร่คอร์รัปชัน ​กกร.​จะเห็นว่าข้อมูลการสำรวจที่ว่านี้เป็นประโยชน์และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะผลักนำประเทศให้มีการปรับโครงสร้างและสามารถที่จะเป็นสมาชิก OECD ได้จึงเป็นประโยชน์ที่จะตกแก่ประชาชนทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใด จึงควรที่จะทำแนวทางหรือผลสำรวจที่ว่านี้ไปเป็นฐานในการทบทวนการดำเนินการของหน่วยงานต่างๆ ให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาครัฐ และทบทวนแล้ว หากไม่มีอะไรก็ให้ดำเนินการไปตามกระบวนการ และชี้แจงให้กับประชาชนทราบก็ และในช่วงเช้าวันที่ 20 พ.ค.​69 นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องนี้และมอบนโยบายต่อไป

นายปกรณ์​ ยังกล่าวอีกว่า​ ในวันนี้ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 174/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านทุจริต หรือ​ (คตท.​) โดยมีนายกรัฐมนตรี​ เป็นประธาน​ และมีตนเป็นรองประธาน ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประกอบด้วยหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีผู้แทนสภาหอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงสภาคมธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมการต่อต้านคอร์รัปชั่น​ สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เพื่อผลักดันเรื่องนี้ให้ประสบความสำเร็จ

นายปกรณ์​ กล่าวย้ำว่า​ การกล่าวหาว่ามีการกระทำความทุจริตทำให้เกิดความเสียหายของคนปกติ​ มีสิทธิที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น แต่ในกรณีที่เป็นรัฐบาลทำนองว่าการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนหรือภาคส่วนต่างๆ เป็นไปเพื่อนำมาปรับปรุงหรือพัฒนากระบวนการทำงานของภาครัฐไม่ได้เป็นประเด็นปัญหา ยืนยันว่าเราไม่ได้มีปัญหาอะไรกันแต่บางทีการสื่อสารอาจจะใช้อารมณ์ เหมือนกับอยู่ดีๆถูกกล่าวหาว่าทุจริต และความเข้าใจในเรื่องยังไม่มี จึงเกิดความรู้สึกและอารมณ์ขึ้นมาแต่ตนขอกราบตรงๆ ว่าไม่มีรัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะฟ้องเอกชนเพื่อปิดปาก เพียงแต่นำคดีขึ้นสู่ศาลเป็นเรื่องที่ดีเพื่อที่จะนำความจริงมาพูดกันแต่ไม่ได้มีนโยบายว่าจะฟ้องใคร อย่างไรก็ตาม ทาง กกร.ยืนยันว่า ตอนนี้ กรมควบคุมมลพิษ ได้มีการทำหนังสือขอข้อมูลการทำผลสำรวจทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว

Leave a comment